
'ณัฐพงษ์' หัวหน้าพรรคประชาชน ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ลั่น พร้อมเป็น 'นายกฯ' ตั้งรัฐบาลประชาชน 20 ล้านเสียง เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทลายปัญหาการทุจริต-ทุนผูกขาด การยุติรัฐรวมศูนย์-รัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง-เอาตั๋วออกจากตำรวจ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยมีผู้บริหารพรรค แกนนำพรรค ผู้สมัคร สส.ของพรรค ขึ้นกล่าวปราศรัย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปราศรัยว่า ความเชื่อของทุกคนที่เลือกกากบาทมาในอดีต ไม่ใช่สิ่งผิด ยืนยันว่า ความรักชาติและความเป็นประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้
“วันนี้ขอคนที่เห็นช้างตัวเดียวกันหน่อย ช้างตัวนั้น คือ บรรดาชนชั้นนำที่ยึดกุม ถือครองอำนาจทางการเมืองในประเทศนี้อยู่ ขอเชิญชวน 8 ก.พ.นี้ ใช้ปากกาของท่านกาเพื่อเปลี่ยน เปลี่ยนออกจากการเมืองที่ผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำเป็นการเมืองของประชาชน”นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การเมืองของประชาชนเรียบง่ายมาก หมายถึงการเมืองที่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมาเสียงของประชาชนถูกทำให้ไม่มีความหมาย เพราะนักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงในคูหา เปลี่ยนเสียงในคูหาเป็นจำนวน สส. เอาจำนวน สส. ไปต่อรองแลกเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อผ่านงบประมาณ หาเงินเทาเงินทอนไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่พวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”นายณัฐพงษ์กล่าว
@ กาเพื่อเปลี่ยน...14 ล้านเสียง เป็น 20 ล้านเสียง
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เรายังผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าได้สำเร็จ ทั้งการทำให้ประกันสังคมโปร่งใส และการเปิดเสรีพลังงาน ช่วยกันสถาปนาการเมืองของประชาชนให้เป็นจริงมากขึ้นทุกวันแล้ว อีกด้านหนึ่งช่วยกันทลายการเมืองที่ผูกขาดให้ผุพังลงทุกวันเช่นเดียวกัน คนธรรมดามาทำงานการเมืองหลายคน ไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ห่างไกลจากคำนิยามของนักการเมืองมุ้งใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินทุนมาซื้อ มายึดครองพรรคการเมืองได้
“การเดินทางของเราที่ผ่านมาตลอด 8 ปีนี้เป็นการเดินทางที่สวยงาม มีอุปสรรคขวากหนาม หลายคนโดนเล่นงาน หลายคนโดนข่าวปลอมโจมตี หลายคนถูกดำเนินคดีฟ้องร้องปิดปาก แต่ไม่ว่าพวกเราจะมีบาดแผลสักแค่ไหน เกิดเป็นส้มต้องอดทน ความอดทนและมั่นคงในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน คือสิ่งที่ทำให้เรารักและศรัทธากันและกันมาจนถึงทุกวันนี้”นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวว่าก่อนที่เราทุกคนจะเดินทางไปถึงสถานีปลายทางที่เราเรียกว่าการเมืองของประชาชน ที่อำนาจสูงสุดของประชาชน เรายังต้องเดินทางผ่านอีกหลายสถานี ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทลายปัญหาการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การยุติรัฐรวมศูนย์ ยกระดับ 15 หัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีไม่ง่าย แต่เชื่อว่าพวกเราทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน
“ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือวันที่ 8 ก.พ.นี้ สถานีต่อไปคือการกาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียงเป็น 20 ล้านเสียง กาให้ถึง 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก การเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียงต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย หรือคนที่อยู่ในวัยเกษียณ อยากให้ทุกคนกล้าเพื่อจุดไฟที่อยู่ในตัวลูกหลานอีกครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ห้าของเอเชีย”นายณัฐพงษ์กล่าว
@ ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เชิญชวนทุกคนที่อยู่ในวัยทำงานให้กาเพื่อลูกหลาน กาเพื่อเปลี่ยนให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนที่เกิดและเติบโตมาในประเทศนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากัน ไม่ต้องจ่ายส่วนสินบนเงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้ อยากขอคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนทุกคน ที่หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต กาเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วช่วยกันบอกต่อไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ให้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย หมดเวลาแล้วกับการเมืองแบบอดีตที่เคยแบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มก้อน 8 ก.พ.นี้ ถึงเวลารวมพลังของประชาชนให้เป็นหนึ่ง สถาปนาการเมืองของประชาชนขึ้นมา
“ประเทศไทยมีตัวเลือกเพียงแค่สองแบบ แบบแรก ถ้าภารกิจของเราไม่สำเร็จ ประชาชนบางส่วนยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ ตัดสินใจกาให้พวกเราให้แค่ครึ่งใจ กาบัญชีรายชื่อให้เรา แต่กาแบบแบ่งเขตให้คนเดิมๆ ถ้าเป็นแบบนี้บอกได้เลยว่าหลังวันที่ 8 ก.พ. เราคงได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิม ไม่ต่างจาก 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา กับตัวเลือกอีกหนึ่งแบบ คือการเทคะแนนให้พวกเราหมดทั้งใจ กาส้มสองใบ กาให้เกิน 20 ล้านเสียง ให้เราได้ สส. เกินครึ่งสภา ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีก”นายณัฐพงษ์กล่าวและว่า “ผมพร้อมเป็นนายกฯ”

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนมีความพร้อมในการตั้งรัฐบาลประชาชน เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิมที่ไปแบ่งโควตา แบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำหน้า แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เรามีความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเป็นพิมพ์เขียวของประเทศกว่า 200 นโยบาย ภายใน 1 ปีแรกต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก และภายในหนึ่งสมัย เราจะมุ่งปราบปรามการทุจริต กู้คืนเงินของประชาชนกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อทำสวัสดิการที่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน นอกจากกาส้มทั้งสองใบ อย่าลืมบัตรอีกหนึ่งใบกาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก
“8 ก.พ.นี้ อำนาจในปลายปากกาของทุกคนจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสของลูกหลานถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวผมเป็นคนกำหนด มันอยู่ที่ตัวคุณทุกคนจะเป็นคนกำหนด 8 ก.พ.นี้ กาพรรคประชาชนสองใบ กาเห็นชอบการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตในวันที่ 9 ก.พ. ให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีของลูกหลาน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าก้าวไกลไปกว่าเดิมด้วยกัน”ณัฐพงษ์กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา