
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มคดี‘มงคล ลีลาเลอเกียรติ’ ผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับอำเภอ อ.เมืองสมุทรปราการ จูงใจแลกเปลี่ยนคะแนนเลือก สว.ระดับจังหวัด เพิกถอนสิทธิสมัครฯ 10 ปี : เทปคุยบนโต๊ะอาหาร หลักฐานชิ้นสำคัญ “…หรือว่าคุณพอใจส่วนไหน อ่ะเราจัดให้ได้ เราจัดให้ ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” ส่วน‘ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด’รอด เหตุไม่ได้อยู่ร่วมวง ขณะที่ลูกชายไม่มีถ้อยคำจูงใจให้เลือกพ่อ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายมงคล ลีลาเลอเกียรติ ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับอำเภอ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มที่ 15 หมายเลข 18 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายขวัญชัย บุญเพ็ชร ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มที่ 15 หมายเลข 2 และนายนิธิพล บุญเพ็ชร ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคดีที่น่าสนใจ
สำนักข่าวอิศรานำคำพิพากษาฉบับเต็มมารายงาน โดยเนื้อหาในตอนแรกกล่าวถึงความเป็นมาของคดี จุดเริ่มต้นนัดเจรจากันที่ร้านอาหารในจ.สมุทรปราการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ 1 ในผู้ร่วมเจรจาได้อัดคลิปเสียงเป็นหลักฐานและมีการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่จนนำสู่มติ กกต.และคำพิพากษาของศาล (เรื่องเกี่ยวข้อง: นัดเจรจากันที่ร้านครัวคุณนอ ! เปิดคำพิพากษาคดีทุจริตเลือก สว. จ.สมุทรปราการ )
คราวนี้มาดูคำวินิจฉัยของศาลฎีกา
@คำวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านทั้งสามกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่
ทางไต่สวนผู้ร้องมีนางสาวเกศสุดา ธรรมสาร พันตํารวจเอกมนัส นครศรี และ นายนิพนธ์ ผดุงศิลป์ไพโรจน์ เป็นพยาน เข้าไต่สวนได้ความว่า ก่อนวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อนางสาวเกศสุดาสอบถามว่า รู้จักกับผู้ที่ได้รับเลือกระดับอําเภอบ้างหรือไม่ จากนั้น นางสาวเกศสุดาติดต่อให้นายนิพนธ์มาพบกันที่ร้านอาหารครัวคุณนออาหารไทย โดยผู้คัดค้านที่ 2 แสดง เจตจํานงว่าสนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 ต่อมานางสาวเกศสุดานําเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาพันตํารวจเอกมนัส พันตํารวจเอกมนัสจึงแนะนําให้นางสาวเกศสุดาบันทึกเสียงการสนทนาไว้ เมื่อถึงวันนัดหมายนางสาวเกศสุดา ไปถึงห้องอาหารพบผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่ก่อนแล้ว จึงสอบถามถึงผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สะดวกมาคุย รออยู่ที่รถยนต์ โดยให้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรมาเจรจาแทน ระหว่างรอนายนิพนธ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เล่าให้นางสาวเกศสุดาฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน ผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และติดต่อกับผู้ที่ได้รับเลือกระดับอําเภอทุกอําเภอแล้ว เว้นแต่ อําเภอบางบ่อที่ยังไม่ได้ประสานกัน เมื่อนายนิพนธ์เดินเข้ามา ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 นางสาวเกศสุดา และนายนิพนธ์ จึงสนทนากัน โดยบทสนทนาดังกล่าวทําให้นายนิพนธ์เข้าใจได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3ต้องการให้ผลประโยชน์แก่นายนิพนธ์เพื่อให้ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 แล้วนางสาวเกศสุดาบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาไว้ 2 คลิป ความยาว 23.02 นาที และ 4.51 นาที ส่งให้พันตํารวจเอกมนัส
ต่อมาพันตํารวจเอกมนัสถอดข้อความบทสนทนาตามคลิปบันทึกเสียงการสนทนาดังกล่าวส่งให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนประจําจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนผู้คัดค้านทั้งสามอ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า
ก่อนวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นางสาวเกศสุดาติดต่อผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อขอให้ช่วยหาผู้สนับสนุนในการจัดโครงการมวยการกุศลในพื้นที่บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อหาเงินซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้แก่เด็กนักเรียน และขอให้ช่วยซื้อตั๋วชมการชกมวยด้วย ผู้คัดค้านที่ 2 ตอบรับว่าจะช่วยเหลือ ภายหลังการสนทนาเรื่องโครงการมวยการกุศล ผู้คัดค้านที่ 2 จําได้ว่านางสาวเกศสุดาเป็นหัวหน้าสํานักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือผู้อํานวยการการเลือกระดับ อําเภอ อําเภอบางบ่อ ย่อมรู้จักผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภากลุ่มเกษตรกรหลายคน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงโทรศัพท์สอบถามและขอให้ช่วยแนะนําให้รู้จักเพื่อการประสานงานในอนาคต นางสาวเกศสุดาแจ้งกับผู้คัดค้านที่ 2 ว่า จะนัดเกษตรกรที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดให้ด้วย ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 และ นางสาวเกศสุดานัดพบกันเพื่อหารือเรื่องโครงการมวยการกุศลโดยนางสาวเกศสุดาจะเป็นผู้แจ้งกําหนด วันเวลาและสถานที่นัดหมายให้ทราบวันที่ 12 มิถุนายน 2567
ผู้คัดค้านที่ 2 ติดต่อผู้คัดค้านที่ 3 แจ้งว่าอยากให้ผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมจัดโครงการดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้คัดค้านที่ 3 ในอนาคต และให้ผู้คัดค้านที่ 3 ชักชวนผู้คัดค้านที่ 1 มาด้วย เพื่อแนะนําตัวกับนางสาวเกศสุดา ผู้คัดค้านทั้งสามไม่ทราบว่านางสาวเกศสุดาจะพาบุคคลใดมา
@ ผู้คัดค้านที่ 1 ลุกจากห้องอาหาร เหตุไม่ไว้ใจ ‘เกศสุดา’
เมื่อถึงวันนัดหมายวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ตามที่นางสาวเกศสุดาแจ้ง ผู้คัดค้านทั้งสามและนายพงศ์พัฒน์ เดินทางมาที่ร้านอาหารครัวคุณนออาหารไทยและรับประทานอาหารก่อน แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ออกไปจากห้องอาหารด้วยเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ไว้วางใจนางสาวเกศสุดาและไม่แน่ใจว่าการพบเจอบุคคลภายนอกเพื่อพูดคุยเรื่องโครงการมวยการกุศลนั้นผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่
ต่อมาเวลา 16.45 นาฬิกา นางสาวเกศสุดาเดินทางมาถึงจึงพูดคุยกันเรื่องโครงการมวยการกุศล ครั้นเวลา 16.55 นาฬิกา นายนิพนธ์เดินมาที่โต๊ะอาหาร นางสาวเกศสุดาจึงแจ้งว่านายวีระและนายคมสันไม่สามารถมาได้จึงพา นายนิพนธ์มาแทน ผู้คัดค้านทั้งสามไม่รู้จักนายนิพนธ์และไม่ทราบว่านางสาวเกศสุดาจะพานายนิพนธ์มา
ด้วย ผู้คัดค้านที่ 3 กับนางสาวเกศสุดาพูดคุยกันเกี่ยวกับการจัดโครงการมวยการกุศล แต่ผู้คัดค้านที่ 3 กับนายนิพนธ์พูดจากระทบกระทั่งกันทําให้ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ประสงค์จะสนทนาต่อ แล้วผู้คัดค้านที่ 3 เดินไปแจ้งผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ไม่ต้องเข้าไปพบนางสาวเกศสุดาเนื่องจากนางสาวเกศสุดาพานายนิพนธ์ซึ่งอยู่คนละฝ่ายการเมืองกับผู้คัดค้านที่ 3 มาด้วย ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เห็นว่าบรรยากาศไม่ดีจึงกล่าวถ้อยคําต่าง ๆ เพื่อจะได้ตัดบทสนทนาและสร้างบรรยากาศการสนทนาให้ราบรื่น จึงพูดคุยกับนายนิพนธ์เกี่ยวกับรูปแบบ หลักการ และวิธีการให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 คิดได้ในตอนนั้น โดยเห็นว่าเมื่อได้รู้จักกับนายนิพนธ์แล้ว ในโอกาสหน้าอาจได้ทํากิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน ไม่ใช่การ เสนอผลประโยชน์และไม่มีถ้อยคําใดเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่ปรากฏข้อความการสนทนาใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 แสดงตนเป็นคนกลางเพื่อขอและแลกเปลี่ยนคะแนน จูงใจ รวมทั้งเสนอ ผลประโยชน์ใดให้แก่นายนิพนธ์หรือเพื่อขอให้ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่เป็นเพียงการสนทนาล้อไปตามบทสนทนาของนายนิพนธ์และตามที่นางสาวเกศสุดาชี้นําเท่านั้น และเป็นไปโดยสุจริตใจเนื่องจากเชื่อว่าหากมีถ้อยคําหรือข้อความใดเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง นางสาวเกศสุดาย่อมทักท้วงได้ ส่วนบทสนทนาของผู้คัดค้านที่ 3 นั้น ผู้คัดค้านที่ 3 ประสงค์แจ้งให้นายนิพนธ์ทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มิใช่ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา แต่มาช่วยผู้คัดค้านที่ 1 ในการตรวจดูแบบข้อมูลแนะนําตัวของ ผู้สมัคร (สว. 3) ของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้สมัครรายอื่น จัดระเบียบเอกสาร และวางแผนในการช่วยแนะนําตัวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้น
@อ้างเลือกแอบบันทึกเสียงเพียงบางช่วงตามแผนล่วงหน้า
การพูดคุยในวันดังกล่าวมีการสนทนากันประมาณ 60 นาที แต่การสนทนาเกี่ยวกับเรื่องโครงการมวยการกุศลในช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงท้ายไม่ปรากฏในคลิปบันทึกเสียงการสนทนา คงปรากฏเพียงการสนทนาเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ซึ่งเป็นการแอบบันทึกและเลือกบันทึกโดยผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 กับนายนิพนธ์ไม่ได้ให้ความยินยอม การถอดข้อความตามคลิปการบันทึกเสียงการสนทนาก็ไม่ได้ถอดบทสนทนามาทั้งหมด ไม่มีการระบุเวลาช่วงนาทีการสนทนา และไม่อาจทราบได้ว่าบทสนทนาจะเรียบเรียงลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลังถูกต้อง หรือไม่ เนื่องจากมีการปะทะคารมกันตั้งแต่เริ่มต้น แต่ตามข้อความการสนทนากลับปรากฏอยู่ในช่วงกลางและช่วงท้ายของบทสนทนา การสนทนาโต้ตอบเกิดจากคําพูดชักจูงของนางสาวเกศสุดาเพื่อจะบันทึกเสียงและเลือกบันทึกการสนทนาที่ต้องการตามแผนที่วางไว้กับพันตํารวจเอกมนัส โดยข้อความในบันทึกถอดบทสนทนาในส่วนของนางสาวเกศสุดามีลักษณะชี้นําและชักจูงให้ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 กับนายนิพนธ์พูดคุยในลักษณะที่มีการเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกคะแนนตามที่นางสาวเกศสุดาและ พันตํารวจเอกมนัสวางแผนและซักซ้อมการถามเพื่อชี้นําหรือชักจูงให้ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ที่ถูกแอบ บันทึกเสียงพลั้งเผลอตอบคําถามหรือกระทําการที่เสี่ยงต่อการกระทําความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งที่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ไม่มีเจตนากระทําความผิด และย่อมไม่ทราบว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นการกระทําผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการสนทนาต่อหน้านางสาวเกศสุดาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือผู้อํานวยการการเลือกระดับอําเภอ อําเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ข้อความการสนทนาจึงมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงแต่ต้น แต่เกิดจากการพูดชักจูงให้คล้อยตามว่าสามารถกระทําได้ไม่ผิดกฎหมายอันเป็นการกระทําโดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานว่ามีการกระทําผิดกฎหมายเลือกตั้งขึ้น คลิปบันทึกเสียงการสนทนาดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจรับฟังเพื่อลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 และ ที่ 3 ได้ อีกทั้งการกระทําของนางสาวเกศสุดาเป็นการกระทําในลักษณะตระเตรียมการร่วมกันกับ พันตํารวจเอกมนัสเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินรางวัลจากการแจ้งเบาะแสว่ามีการกระทําผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีรางวัลสูงถึง 1,000,000 บาท เป็นการกระทําที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพของบุคคลอื่น และฝ่าฝืนต่อวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําความผิด จึงต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้
ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในคลิปบันทึกเสียงการสนทนา ระหว่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โทรศัพท์ และติดต่อแนะนําตัว ตามที่กฎหมายกําหนด ไม่เคยเสนอผลประโยชน์หรือกระทําการอื่นใดที่เป็นการละเมิดต่อกฎหมาย เลือกตั้ง ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ตกลงหรือร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 มาเป็นผู้ช่วยหาเสียงหรือเป็นตัวกลางหรือ ผู้ช่วยเหลือผู้สมัครในการแนะนําตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด
@ผู้คัดค้านที่ 2 ส่อเจตนา ช่วยผู้คัดค้านที่ 1
เห็นว่า สําหรับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น การพิจารณาว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 หรือเป็นตัวกลางเสนอผลประโยชน์เพื่อจูงใจให้นายนิพนธ์ลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1 อันเป็นการทุจริตในการเลือก อันทําให้การเลือกมิได้ เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากความหมายในถ้อยคําของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคลิปบันทึกเสียงการสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 และบันทึกถอดบทสนทนาตามสํานวนการไต่สวน การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 27 และหน้าที่ 33 ตลอดจนพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบกับความเข้าใจของบุคคลที่ร่วมสนทนา แม้จะได้ความว่าการติดต่อและนัดหมายกันระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวเกศสุดาจะมีเรื่องโครงการมวยการกุศลด้วย แต่ในระหว่างการติดต่อดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 2 เป็นฝ่ายโทรศัพท์สอบถามนางสาวเกศสุดาขอให้ช่วยแนะนําให้รู้จักกับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภารายอื่น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่านอกจากเรื่องโครงการมวยการกุศลแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีเจตนา มาพบผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดรายอื่นด้วย จึงเป็นการผิดวิสัยที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดที่จะต้องมาพบกับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภารายอื่นอีก ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ยังติดต่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 มาในการนัดหมายดังกล่าวด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 ต้องการพบและพูดคุยเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพื่อประโยชน์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ
แม้นางสาวเกศสุดาจะนัดหมายให้นายนิพนธ์ซึ่ง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่รู้จักมาพบกัน แต่เมื่อนายนิพนธ์เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดเช่นเดียวกัน และมีการสนทนาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยจึงแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประสงค์จะพูดคุยกับผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดโดยไม่ได้เจาะจงที่จะพูดคุยกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
ซึ่งในส่วนนี้นางสาวเกศสุดาและนายนิพนธ์ก็เบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 2แสดงเจตจํานงว่าสนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เล่าให้นางสาวเกศสุดาฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และไปติดต่อกับผู้ที่ได้รับเลือกระดับอําเภอทุกอําเภอแล้ว เว้นแต่อําเภอบางบ่อที่ยังไม่ได้ประสานกัน และระหว่างการสนทนาถ้อยคําของผู้คัดค้านที่ 2 ทําให้นายนิพนธ์เข้าใจได้ว่าต้องการให้ผลประโยชน์แก่นายนิพนธ์ในการลงคะแนนเลือกผู้คัดค้านที่ 1
ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อธิบายความหมายของข้อความที่ว่า “ตอนนี้ผมพูดตรง ๆ เลยนะว่าสองนะ ไม่มี รู้มั้ยทําไมผมถึงพูดคํานี้ เพราะตอนนี้ก็เหมือนอย่างเรา ผมก็หากลุ่ม หากลุ่ม ๆ เรามาจอยกัน แล้วก็ดูวัตถุประสงค์ของแต่ละคนว่าเป็นยังไงบ้าง อ่ะ อยากได้แต้มใช่ไหมครับ ผมมีตัวแลกนะ ถ้ายอมถอย ผมมี หรือถ้าอยากได้ตําแหน่งผมมีตําแหน่งให้ถ้าผมได้เข้าไป” โดยอธิบายข้อความที่ว่า “ตอนนี้ผมพูด ตรง ๆ เลยนะว่าสองนะ” สืบเนื่องมาจากนายนิพนธ์ถามผู้คัดค้านที่ 2 ว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ กลุ่มที่ 15 ผู้สมัครหมายเลขใดผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด ผู้คัดค้านที่ 2 จึงกล่าวว่า “สองนะ”
ส่วน ข้อความว่า “ไม่มี” นั้น หมายถึง หมายเลข 2 ไม่มีกลุ่ม ไม่มีพวก
ส่วนข้อความว่า “ก็เหมือนอย่างเรา” หมายถึง ผู้คัดค้านที่ 2 กับนายนิพนธ์ ไม่มีเจตนาหมายถึงบุคคลอื่นแต่อย่างใด แต่เมื่อบทสนทนาตาม คลิปบันทึกเสียงการสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 และสํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 27 ปรากฏประโยคสนทนาประโยคแรก เป็นถ้อยคําที่นายนิพนธ์กล่าวว่า “ไม่รู้ไปวัดกันข้างหน้า ถ้าได้ 22 2222 ก็จับฉลากไปวัดดวงเอา”
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 15 หมายเลข 2 คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และเมื่อพิจารณา ความหมายตามถ้อยคําของนายนิพนธ์ประกอบแล้ว ย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวอ้าง แต่เข้าใจได้เพียงว่านายนิพนธ์กล่าวว่า กรณีลําดับใดมีคะแนนเท่ากันก็ต้องทําการจับสลากต่อไปตามมาตรา 41 (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเป็นการตอบบทสนทนาก่อนหน้าข้อความนี้ที่นายนิพนธ์ถาม ผู้คัดค้านที่ 2 ว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ กลุ่มที่ 15 ผู้สมัครหมายเลขใดผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
อีกทั้งส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างอีกว่า “ผม” หมายถึงตัวผู้คัดค้านที่ 2 เอง ไม่ใช่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 และเป็นการกล่าวถึงรูปแบบ หลักการ และวิธีการในมุมมองของตนเอง กับประสบการณ์ที่ได้พบเจอตอนเลือกระดับอําเภอ โดยถ่ายทอดแนวคิดให้นายนิพนธ์รู้ว่าจะผ่านระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศได้อย่างไรในทัศนะของตน ไม่มีลักษณะเป็นการจูงใจให้นายนิพนธ์ลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งไม่มีลักษณะจัด ทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือ ผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่นายนิพนธ์ และถ้อยคําว่า “ผมก็หากลุ่ม ๆ เรามาจอยกัน” หมายถึง ถ้าผู้คัดค้านที่ 2 เข้ารอบระดับจังหวัดก็จะต้องหากลุ่มเหมือนนายนิพนธ์ และอยากจะร่วมกับนายนิพนธ์ แต่ต้องดูวัตถุประสงค์ของแต่ละคนว่าเป็นยังไง แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้เข้าระดับจังหวัด วิญญูชนทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าไม่อาจเป็นไปได้ ข้อความว่า “ตัวแลก” นั้น หมายถึง ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับนายนิพนธ์สามารถพูดคุยได้หลากหลายเรื่องเพราะวัยใกล้กัน หากมีการแลกตัวหรือพลีชีพให้ นายนิพนธ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ก็สามารถทําได้เพราะเป็นการให้เกียรติและเชื่อว่านายนิพนธ์เป็นผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนและมีความรู้ความสามารถมากกว่าผู้คัดค้านที่ 2
และคําว่า “ตําแหน่ง” นั้น หมายถึง ผู้คัดค้านที่ 2 เคยวางแผนก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่าหากตนผ่านการคัดเลือกจนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตําแหน่งแล้วผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมสามารถไปทํางานเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการของวุฒิสภาได้ทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความหมายโดยรวมว่าหาก ผู้คัดค้านที่ 2 ยังมีสิทธิเป็นผู้สมัครรับเลือกต่อไปก็มีแนวทางการวางแผนดังกล่าวนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 2
จะอ้างว่าคําว่า “ผม” หมายถึงตัวผู้คัดค้านที่ 2 เอง แต่นางสาวเกศสุดาก็เบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้นัดหมายผู้สมัครคนอื่นให้มาพบ ทั้ง ๆ ที่ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในระดับจังหวัด แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะอ้างว่าเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รู้จักกับนางสาวเกศสุดา แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องพบกับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด ทั้งในการสนทนา ดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการกล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและโอกาสของผู้คัดค้านที่ 1 ในการได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป จึงเห็นได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวไป มิใช่เพียงแค่แนะนําผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้น
@ส่งพิสูจน์คลิปเสียงแล้วไม่ได้ตัดต่อ
นอกจากนี้ถ้อยคําที่ว่า “ผมไม่ได้มองว่าคุณต้องมาช่วยผมร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ผมมองว่าเรารู้จักกันวันนี้เพื่อผลประโยชน์ในวันข้างหน้าที่มันจะลงตัว คุณกับเราต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วแลกเปลี่ยนกัน หรือว่าคุณพอใจส่วนไหน อ่ะเราจัดให้ได้ เราจัดให้ ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่ามีเจตนาว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ได้รู้จักกับนายนิพนธ์แล้ว ในโอกาสหน้าอาจได้ทํากิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน เป็นการสร้างเครือข่ายทางการเมืองในระยะยาวของคนในพื้นที่เดียวกัน ไม่ใช่การเสนอผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย และไม่มีถ้อยคําใดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นั้น ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการกล่าวถ้อยคําในเรื่องตัวแลกและตําแหน่งข้างต้น โดยเห็นได้ว่ามีการกล่าวถึงผลประโยชน์ร่วมกันและเสนอจะจัดสรรผลประโยชน์ให้ตามที่อีกฝ่ายต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเป็นการทํากิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า ไม่มีผู้ใดเสนอ ผลประโยชน์ให้แก่บุคคลที่มีความขัดแย้งกันโดยเฉพาะในเรื่องทางการเมืองนั้น แม้ในช่วงท้ายผู้คัดค้านที่ 3 กับนายนิพนธ์แทบไม่ได้สนทนากัน แต่ผู้คัดค้านที่ 2 กับนายนิพนธ์ก็ยังคงสนทนากันต่อมาโดยผู้คัดค้านที่ 2 พูดคุยคล้อยตามนายนิพนธ์เพื่อนําไปสู่บทสนทนาที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องการจูงใจให้ผลประโยชน์แก่นายนิพนธ์ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างอีกว่า การถอดข้อความตามคลิปการบันทึกเสียงการสนทนาไม่ได้ถอดบทสนทนามาทั้งหมด ไม่มีการระบุเวลาช่วงนาทีการสนทนา และไม่อาจทราบได้ว่าบทสนทนาจะเรียบเรียงลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลังได้ถูกต้องหรือไม่ นั้น
แม้จะได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 นางสาวเกศสุดา และนายนิพนธ์ สนทนากันเป็นเวลากว่า 60 นาที แต่คลิปบันทึกเสียงการสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 มีความยาวเพียง 23.02 นาที และ 4.51 นาที เท่านั้น แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่เสียงของตน ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าไม่อาจทราบได้ว่าบทสนทนาจะเรียบเรียงลําดับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลังได้ถูกต้องหรือไม่ ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ได้นําสืบให้เห็นว่า บทสนทนาที่ปรากฏตามคลิปบันทึกเสียงการสนทนาดังกล่าวเรียงลําดับการสนทนาไม่ถูกต้องอย่างไร อีกทั้งคลิปบันทึกเสียงการสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 ดังกล่าวกรรมการสืบสวนและไต่สวนจังหวัดสมุทรปราการส่งคลิปบันทึกเสียงการสนทนา ความยาว 23.02 นาที และ 4.51 นาที ในแผ่นดีวีดี หมาย ว.ร.2 ไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 แล้ว ได้รับแจ้งผลการตรวจว่า ตรวจไม่พบการตัดต่อแฟ้มข้อมูล ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ร.1 หน้าที่ 249 ข้อกล่าวอ้างในส่วนนี้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
@คลิปแอบบันทึกเสียง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า ข้อความสนทนาของผู้คัดค้านที่ 2 เกิดจากการถูก นางสาวเกศสุดานําและชักจูงเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 พลั้งเผลอพูดไปในลักษณะที่เป็นไปตามที่นางสาวเกศสุดา ได้วางแผนไว้ โดยบรรยากาศในขณะนั้นมีความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 และนายนิพนธ์ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้กล่าวถึงหัวข้อทางการเมืองหลายมุมมองและความเห็นของตนเพื่อลดความตึงเครียดในวงสนทนา จึงไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่า คลิปบันทึกเสียง การสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่ ได้มาโดยการแอบบันทึกโดยผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 กับนายนิพนธ์ไม่ได้ให้ความยินยอมและนางสาวเกศสุดา พูดในลักษณะชี้นําและชักจูงให้คล้อยตามว่าสามารถกระทําได้ไม่ผิดกฎหมาย เป็นการกระทําในลักษณะตระเตรียมการร่วมกันกับพันตํารวจเอกมนัสและมีการวางแผนซักซ้อมกัน อันเป็นการกระทําโดยมีเจตนาไม่สุจริต ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามรับฟัง นั้น
เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ซึ่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดําเนินการ เกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ข้อ 5 วรรคสอง กําหนดให้วิธีพิจารณาใดซึ่งระเบียบนี้มิได้กําหนดไว้โดยเฉพาะให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังคลิปบันทึกเสียงการสนทนาที่มีการแอบบันทึกโดยคู่สนทนาไม่ทราบ
ทั้งนางสาวเกศสุดาผู้ทําการบันทึกเสียงการสนทนาตามรายงานการไต่สวนได้มาเบิกความเป็นพยานผู้ร้องยืนยันคลิปบันทึกเสียงการสนทนาดังกล่าวต่อศาลด้วยตนเอง ดังนั้น ศาลจึงรับฟังข้อมูลเสียงการสนทนาตามคลิปบันทึกเสียงการสนทนาในแผ่นดีวีดีหมาย ว.ร.2 เป็นพยานหลักฐานได้ อีกทั้งแม้ปรากฏว่านางสาวเกศสุดาจะอยู่ร่วมในวงสนทนาและพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วย แต่ถ้อยคําของผู้คัดค้านที่ 2 ที่กล่าวว่า “ตอนนี้ผมพูดตรง ๆ เลยนะว่าสองนะไม่มี รู้มั้ยทําไมผมถึงพูดคํานี้ เพราะตอนนี้ก็เหมือนอย่างเรา ผมก็หากลุ่ม หากลุ่ม ๆ เรามาจอยกัน แล้วก็ดูวัตถุประสงค์ของแต่ละคนว่าเป็นยังไงบ้าง อ่ะ อยากได้แต้มใช่ไหมครับ ผมมีตัวแลกนะ ถ้ายอมถอย ผมมี หรือถ้าอยากได้ตําแหน่งผมมีตําแหน่งให้ถ้าผมได้เข้าไป” ก็เป็นถ้อยคําที่ผู้คัดค้านที่ 2 พูดต่อจากนายนิพนธ์โดยไม่ปรากฏจากคลิปบันทึกเสียงการสนทนาว่านางสาวเกศสุดาทําการชี้นําผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนนี้อย่างไร
ส่วนถ้อยคําว่า “ผมไม่ได้มองว่าคุณต้องมาช่วยผมร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ผมมองว่า เรารู้จักกันวันนี้เพื่อผลประโยชน์ในวันข้างหน้าที่มันจะลงตัว คุณกับเราต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วแลกเปลี่ยนกัน หรือว่าคุณพอใจส่วนไหน อ่ะเราจัดให้ได้ เราจัดให้ ถ้าคุณช่วยผลักดันเรา” แม้จะมีนางสาวเกศสุดาร่วมอยู่ในบทสนทนาด้วยแต่ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวขึ้นมาเพื่อสนทนากับนายนิพนธ์โดยตรงจึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 เองก็เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ ย่อมต้องทราบถึงข้อกําหนดและวิธีการเกี่ยวกับการเลือก ตลอดจนข้อห้ามที่มิให้กระทําการใดที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นอย่างดี และต้องระมัดระวังในถ้อยคําที่กล่าวกับผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภารายอื่นซึ่งยังมีสิทธิในการเลือกระดับจังหวัดต่อไป
ซึ่งบทสนทนาในประโยคดังกล่าวยังมีถ้อยคําอีกว่า “จริง ๆ แล้วเนี่ยผมต้องขอเก็บโทรศัพท์เลยนะ แต่ว่าไม่เป็นไร” และมีประโยคสนทนาของผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาอีกว่า “ผมไว้ใจน้อง น้องสาวผม...” ส่อแสดงให้เห็นว่าหากผู้คัดค้านที่ 2 ทราบว่านางสาวเกศสุดาจะบันทึกเสียงการสนทนาไว้ผู้คัดค้านที่ 2 ก็จะไม่พูดในลักษณะดังกล่าว เพราะทราบว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะได้พบกับนายนิพนธ์ตามที่นางสาวเกศสุดาเป็นผู้นัดหมาย แต่ถ้อยคําของผู้คัดค้านที่ 2 แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีว่าถ้อยคําที่ผู้คัดค้านที่ 2 พูดกับนายนิพนธ์อาจเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเจตนาที่แท้จริงตั้งแต่ต้นจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
@ข้อเท็จจริงถ้อยคําจูงใจให้เลือก ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าไปใช้สิทธิเลือกระดับประเทศ
ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 กล่าวถ้อยคําจูงใจให้นายนิพนธ์เลือกผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเลือกเข้าไปใช้สิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาในระดับประเทศต่อไป ถือเป็นการจูงใจให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ทําให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องการคนดี มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายของสังคมเข้าไปทําหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยในวุฒิสภาเบี่ยงเบนไป ทั้งทําให้ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปโดยเสรี สุจริตและเที่ยงธรรม การกระทําของผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
@ พฤติกรรม ลูกชายผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องทุจริต
สําหรับผู้คัดค้านที่ 3 แม้ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ร่วมพูดคุยอยู่ในวงสนทนาด้วยและ ไม่ปรากฏบทสนทนาเกี่ยวกับโครงการมวยการกุศล แต่นางสาวเกศสุดาก็เบิกความว่ามีการพูดคุยเกี่ยวกับ การจัดโครงการมวยการกุศลและมีการสนทนากันเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง แต่นางสาวเกศสุดา บันทึกเสียงไว้บางส่วนขณะมีการพูดคุยเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และก่อนวันที่มีการนัดหมาย นางสาวเกศสุดาพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 2 ให้จัดหาผู้สนับสนุนในการจัดโครงการมวยการกุศล จึงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มาพบนางสาวเกศสุดาเพื่อพูดคุยเรื่องโครงการมวยการกุศลและได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจริง แม้บทสนทนาของผู้คัดค้านที่ 3 กับนายนิพนธ์จะมีการพูดคุยถึงความคิดเห็นและโอกาสในการได้รับเลือกในระดับจังหวัดของผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ ด้วย แต่ไม่มีถ้อยคําใดที่เห็นได้ชัดว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีข้อเสนอเพื่อจูงใจ นายนิพนธ์ให้เลือกผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากนั้นยังปรากฏจากบทสนทนาระหว่างผู้คัดค้านที่ 3 กับ นายนิพนธ์ว่าต่างฝ่ายก็ต่างพูดถึงผู้สมัครรายอื่นแลกเปลี่ยนแนวคิดในมุมมองของทั้งสองฝ่าย ตลอดจน
กล่าวถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการได้รับเลือกของแต่ละฝ่ายในเชิงเปรียบเทียบกัน ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 กล่าวถ้อยคําตามสํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ เอกสารหมาย ร.1 หน้า 31 ว่า“คือ คือ พี่แต้ม ต้องเข้าใจผมอย่างหนึ่งนะว่าผม ผมเนี่ยลงมา ลงมาเพื่อ ช่วยคุณพ่อ เพราะฉะนั้นการที่ว่าอะไรกันไว้ ผมอะไรกันอย่างเงี้ย ทุกอย่างมันจะจดอยู่ระหว่าง แล้ววันนี้ คือมาเจอกินข้าวกัน มาเจอหน้ากัน มาแบบสร้าง สร้างมิตรกัน” ซึ่งเมื่อพิจารณาถ้อยคําดังกล่าวโดยรวมแล้วแม้จะฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่ได้ความโดยแน่ชัดว่าการช่วยดังกล่าวที่ปรากฏในบทสนทนานี้เป็นการที่ผู้คัดค้านที่ 3 มาแสดงตนเป็นตัวแทนผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อกระทําการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อจูงใจให้นายนิพนธ์ลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่ผู้ร้องอ้างในคําร้อง จึงยังฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 3 กระทําการใดอันเป็น พฤติกรรมที่ฟังได้ว่าเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือก มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
@ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อยู่ร่วมวงสนทนาในห้องอาหาร –ไม่รู้จัก‘เกศสุดา’ ฟังไม่ได้ว่าเกี่ยวข้อง
สําหรับผู้คัดค้านที่ 1 นั้น แม้จะได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะเดินทางไปที่ร้านอาหารครัวคุณนออาหารไทยพร้อมกับผู้คัดค้านที่ 3 ตามที่ถูกชักชวน แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้อยู่ในห้องอาหารร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ในการพูดคุยสนทนากับนางสาวเกศสุดาและนายนิพนธ์ ดังนั้น แม้จะมีบทสนทนาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแต่ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมไม่อาจทราบถึงบทสนทนา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 นางสาวเกศสุดาและนายนิพนธ์ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 จะกล่าวถ้อยคํา ใดบ้างหรือมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในระหว่างการสนทนา ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 ออกมาจากห้องอาหารเพื่อพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ก็คงได้ความเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 3 แจ้งไม่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าไปในห้องอาหารเท่านั้นโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ทราบถึงบทสนทนา ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับนายนิพนธ์ ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ชักชวนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ให้ไปพบกับนางสาวเกศสุดาที่ร้านอาหารครัวคุณนออาหารไทย โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 รู้จักกับนางสาวเกศสุดา กับนายนิพนธ์มาก่อน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 มอบหมายหรือสั่งการให้
ผู้คัดค้านที่ 2 สนทนากับนายนิพนธ์ไปตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องการ ลําพังเพียงการที่ผู้คัดค้านที่ 1 เดินทางมาที่ร้านอาหารครัวคุณนออาหารไทยและรออยู่บริเวณร้านอาหารระหว่างที่บุคคลทั้งสี่สนทนา กันจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 2 กระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของผู้คัดค้านที่ 2 อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายมงคล ลีลาเลอเกียรติ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคําพิพากษา ให้ยกคําร้องของผู้ร้องในส่วนของนายขวัญชัย บุญเพ็ชร ผู้คัดค้านที่ 1 และนายนิธิพล บุญเพ็ชร ผู้คัดค้านที่ 3



Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา