
“…อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการอนุมัติให้มีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2567 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ 34) แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบถึงการอนุมัติให้มีการสืบสวนกรณีมีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมทั้ง 3 รายดังกล่าว เพื่อให้ กกต. ทราบตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจสืบสวนกรณีดังกล่าวเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง…”
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำคำวินิจฉัยฉบับเต็มตอนที่ 1 มานำเสนอไปเมื่อตอนที่แล้ว เนื่องจากคำวินิจฉัยมีจำนวน 65 หน้า จึงขอนำเสนอเฉพาะการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ตอนนี้จะเป็นตอนที่สอง
อ่านประกอบ : เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม (1) ‘คดีซื่อสัตย์สุจริต-มาตรฐานจริยธรรม’:ไม่คิดคดทรยศ-ประพฤติชอบ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คำชี้แจงและเอกสารของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บันทึกถ้อยคำของพยานบุคคล คำเบิกความในวันไต่สวนพยานบุคคล คำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณี และเอกสารประกอบแล้ว เห็นว่า
หน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41 และมาตรา 42 กำหนดให้ กกต. มีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร เมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวนหรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และสั่งให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย และหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีผู้กระทำการตามที่มีการสืบสวนหรือไต่สวน ให้สั่งให้ดำเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจำเป็นจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 กำหนดว่าเมื่อความปรากฏต่อ กกต.ว่าหน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไว้พิจารณา และคณะกรรมการเห็นว่าเป็นการสมควรที่คณะกรรมการจะดำเนินการเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมาให้คณะกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไป
ในกรณีเช่นนี้ให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองมาให้คณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว
นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 กำหนดให้ผู้ใดจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ทำการแนะนำตัวด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนดยี่สิบปี
โดยความผิดกรณีจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำาเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้
@ วินิจฉัยอำนาจ กกต.-ดีเอสไอ
กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม มีภารกิจการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใช้วิธีการพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอานาจสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือเรียกโดยย่อว่า “กคพ.” เป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 5 ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจำนวนสิบสองคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนเก้าคน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกฎหมาย และมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่และอำนาจกำกับและสนับสนุนการดำเนินการด้านคดีพิเศษตามที่กำหนดในมาตรา
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คดีพิเศษตามมาตรา 21 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
ประเภทที่หนึ่ง คดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ ประกอบไปด้วยคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. คดีความผิดทางอาญาดังกล่าวต้องมีลักษณะตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ)
กล่าวคือ เป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ คดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญหรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม
คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือคดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัย
เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า น่าจะได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา อีกทั้งต้องมีรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามที่ กคพ. กำหนด ปัจจุบันคือประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2566 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
โดยในบัญชีท้ายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 ข้อ 7 กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดในคดีความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 และมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่มีความผิดมูลฐานเป็นคดีพิเศษซึ่งอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือคดีความผิดมูลฐานที่เป็นคดีอาญาอื่นที่มีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป
และประเภทที่สอง คดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ตามที่ กคพ. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยปัจจุบัน กคพ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณารับคดีพิเศษ ตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2561
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยว่าการกระทำความผิดใดเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (1) หรือไม่ ให้ กคพ.เป็นผู้ชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคห้า
@ พ.ร.ป. กกต. ลำดับศักดิ์สุงกว่า พ.ร.บ.ดีเอสไอ
การดำเนินการสืบสวนสอบสวนกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ไว้อย่างชัดแจ้ง เพื่อให้มีองค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางเข้ามารับผิดชอบ โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมือง อำนาจทางปกครอง เพื่อให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม
การนี้รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่และอำนาจของ กกต. ไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันมีลำดับศักดิ์สูงกว่าพระราชบัญญัติ การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจึงต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 บัญญัติเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะให้เป็นอำนาจขององค์กรใด ทั้งยังไม่มีบทบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีสถานะที่สูงกว่าพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ไม่อาจตีความหรือใช้กฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษให้ขัดต่อกฎหมายที่มีสถานะสูงกว่าเช่นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้
การที่หน่วยงานภายในฝ่ายบริหารดำเนินการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดว่าไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไว้พิจารณา อาจเป็นการเกินขอบอำนาจ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเจตนารมณ์และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรอิสระ
อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) ที่กำาหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อให้การควบคุมดูแลการเลือกตั้งหรือการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
@ ไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าภูมิธรรม-ทวี อยู่เบื้องหลัง สั่งการ แทรกแซง กกต/ใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือ
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองร่วมกันพิจารณาและมีมติให้การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี พ.ศ. 2567 เป็นคดีพิเศษ ถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5)
โดยผู้ถูกร้องทั้งสองใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต.ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมคบกันกระทำความผิดด้วยการวางแผนร่วมกันใช้อำนาจสอบสวนโดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้ง แทรกแซง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภา
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีผู้ยื่นเรื่องเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพลตำรวจตรี อนุชา จารยะพันธุ์ กรณีการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2567 และลงวันที่ 24 มิถุนายน 2567 มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยลายมือให้นำส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 2 (พ.ต.อ.ทวี) โดยตรง (เอกสารหมาย ถ 10/3) ประกอบกับตามบันทึกข้อความกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษขออนุมัติสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 23/1 วรรคสอง (เอกสารหมาย ศ 33/1) ปรากฏข้อความทำนองว่า สำนักงานรัฐมนตรี กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ส่งเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรายพลตำรวจตรี อนุชา จารยะพันธุ์ ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2567 และฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2567
กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งผลการตรวจสอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อไป กรณีดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นั้น เห็นว่า
เนื้อหาของหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพลตำรวจตรีอนุชา จารยะพันธุ์ ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ผู้ร้องเรียนเสนอเรื่องต่อหลายหน่วยงานรวมถึงกระทรวงยุติธรรม และผู้ร้องเรียนแก้ไขข้อความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพร้อมทั้งลงนามกำกับรับรองการแก้ไข ผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และผู้ถูกร้องที่ 2 สั่งการในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมว่า “มอบที่ปรึกษาฯ พิจารณาส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 หมายถึงการมอบหมายที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการ
ขณะที่มีหนังสือร้องเรียนและผู้ถูกร้องที่ 2 พิจารณาหนังสือดังกล่าว เป็นวันก่อนกำหนดวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ผู้ถูกร้องที่ 2 มิอาจทราบได้ว่าผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร บุคคลใดจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเนื้อหาเรื่องร้องเรียนเป็นกรณีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดปทุมธานี ผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน อันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเสนอเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐ มิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการขอให้รับเป็นคดีพิเศษในข้อหาอั้งยี่หรือฟอกเงิน
เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรม มอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้อยคำตามหนังสือสำนักงานรัฐมนตรี กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการ ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ที่ปรากฏคำว่าข้อสั่งการเป็นข้อความที่นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้จัดทำขึ้นเองตามรูปแบบและวิธีปฏิบัติงานตามปกติของตนกรณีมีประชาชนร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม มิใช่ข้อความที่ระบุโดยผู้ถูกร้องที่ 2
สอดคล้องกับเอกสารประกอบคำแถลงการณ์ปิดคดีของผู้ถูกร้องที่ 2 ว่านายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำบันทึกข้อความโดยมีข้อความทำนองว่า “ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” ในคดีอื่น ๆ มาโดยตลอด มิได้เจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการร้องดำเนินคดีสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น
อีกทั้งบันทึกข้อความที่ผู้ร้องกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้มีข้อความสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวน เพียงแต่แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ร้องเรียนตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น ประกอบกับไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกับผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนฉบับต่าง ๆ ข้างต้นในการเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ มิอาจบ่งชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือ
@ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง-พยานหลักฐานบ่งชี้
ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องเรียนทั้ง 3 ราย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไต่สวนและการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประชุมกำหนดแนวทางการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน
โดยอนุกรรมการในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งต่อคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาฯ ว่า มีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในปี 2567 มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันอาจเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 3 คำร้อง
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมทำการสืบสวนกรณีการร้องเรียนการกระทำความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 23/1 วรรคสอง เพื่อให้มีข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพียงพอในการเสนอ กคพ. มีมติให้คดีอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน เป็นเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 การอนุมัติให้มีการสืบสวนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรมศึกษาพฤติการณ์และลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีอาญาแล้วเห็นว่า มีพฤติการณ์ที่อาจเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ
ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 76 มาตรา 77 และมาตรา 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 84 และมาตรา 86 และอาจเข้าลักษณะมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ข) (ง) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2561 และระเบียบ กคพ. ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติให้เป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2551 ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจจะอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษได้ เนื่องจากจะต้องให้ กคพ. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในการรับเป็นคดีพิเศษ
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อนำเสนอ กคพ. ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 (เอกสารหมาย ศ 5/13) ที่ชี้แจงว่าหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคำร้องจากผู้ร้อง จำนวน 3 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษศึกษาพฤติการณ์ลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีความผิดอาญาประกอบกับได้ปรึกษาหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้ทำการสืบสวนกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 23/1 วรรคสอง อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการอนุมัติให้มีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2567 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ 34) แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบถึงการอนุมัติให้มีการสืบสวนกรณีมีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมทั้ง 3 รายดังกล่าว เพื่อให้ กกต. ทราบตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจสืบสวนกรณีดังกล่าวเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

อ่านข่าวที่เกี่ยข้องประกอบ : ศาลรธน.พิพากษา ‘ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง แทรกแซงคดีฮั้วสว.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา