
“…ที่บอกว่า สื่อสารความจริงแล้วเจ็บปวด อยู่ที่โทนในการสื่อสาร ถ้าเราบอกว่า เราเข้าใจความรู้สึกของประชาชนและความคาดหวัง แต่มีความจำเป็นที่เราต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เพราะสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เราพูดได้ เพียงแต่หลายครั้ง ประชาชนจะรู้สึกว่า หน่วยงานราชการ ไม่เข้าใจหัวอกประชาชน หรือ พูดอะไรที่ไม่เข้าใจ ทำให้คนฟังปิดประตู…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงประเด็นการสื่อสารของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในสภาวะวิกฤต เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา
เป็นบทสนทนาท่านกลางวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มขยายตัวเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ-ปัญหาค่าครองชีพ หากสื่อสารไม่ดีเพียงพออาจะกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลาอันใกล้…คนอยู่บนหอคอยงาช้างต้องฟัง-องคาพยพรัฐราชการยิ่งต้องฟัง !

# อะไรคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในช่วงสภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (วิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความเชื่อมั่น) ?
หนึ่ง โทนในการสื่อสาร สิ่งที่รัฐบาลถ่ายทอดไปยังประชาชนต้องทำให้ประชาชนฟังก่อน ถ้าเริ่มต้นแล้วประชาชนไม่ฟัง เปลี่ยนช่อง หรือ ไปดูฟีดอื่นแล้ว การสื่อสารก็ไม่จะไม่เกิดขึ้น คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนฟังเรา ส่วนฟังแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นสิทธิ์ของประชาชน
สิ่งที่รัฐบาลตั้งใจไว้ คือ หนึ่ง เชื่อมโยงกับความรู้สึกของประชาชน วันนี้ทุกคนมีความกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าจากสถานการณ์น้ำมันสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและจะนำไปสู่อะไร เพียงแต่ว่า การแสดงออกมา ประชาชนคาดหวังว่าอยากจะเห็นความช่วยเหลือของรัฐบาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ ไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่ละประเทศมีมาตรการออกมาโดยปรับให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของแต่ละประเทศ
“เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ทำก็คือ เราต้องแสดงว่าเราเข้าใจความเดือดเนื้อร้อนใจและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า ความทุกข์ร้อนของท่าน รัฐบาลรู้และไม่ได้ทอดทิ้งและเราจะยืนเคียงข้างประชาชน ด้วยการดำเนินมาตรการ หนึ่ง สอง สาม และให้เหตุผลว่า ทำไมเราถึงเลือกมาตรการนี้ ในยามนี้ ต้องอธิบายให้ครบถ้วนและเป็นเหตุเป็นผล เชื่อว่าความรู้สึกของประชาชนก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่า เมื่อให้ข้อมูลครบทุกด้านไปแล้ว อย่างน้อยก็อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งหวังว่าจะคลายความกังวลใจได้บ้าง”
สอง วิธีการสื่อสาร ต้องปรับ หลายครั้งมีการกล่าวว่า ภาครัฐมีปัญหาในการสื่อสาร ถ้ามองแบบไม่ด่วนสรุป การสื่อสารของรัฐบาลมีสาระสำคัญจำนวนมากและต้องใช้เวลาในการรับรู้ ประชาชนไม่มีเวลาฟังให้ครบถ้วน เพราะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องปรับวิธีการสื่อสารให้สั้น กระชับและตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากจะฟัง อยากจะรู้ นำโจทย์ของประชาชนขึ้นมาก่อนเป็นลำดับแรก ประชาชนอยากรู้อะไร
“ไม่ได้แปลว่า ต้องเอาใจ ให้คำตอบที่ถูกใจ แต่ประชาชนอยากรู้อะไร เราต้องตอบและอธิบาย วันนี้เราพูดเยอะ ไม่ว่าประชาชนจะสนหรือไม่ เราก็พูดไปหมดทุกเรื่อง ดังนั้น ต้องเอาโจทย์ที่ประชาชนอยากจะรู้ขึ้นมาสื่อสารก่อน ทำแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนได้ประโยชน์อะไร แต่ต้องกระชับและชัดเจน ประชาชนจะเข้าใจ”
สาม ช่องทางการสื่อสาร วันนี้สื่อโซเชียลเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือ กูรูต่างๆ ที่อาจจะมีความน่าเชื่อถือในด้านหนึ่ง แต่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ทำให้รัฐบาลสื่อสารลำบาก เพราะประชาชนมีแนวโน้มที่จะฟังมากกว่ารัฐบาล ดังนั้น จึงต้องปรับการสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลจากรัฐบาลมากขึ้น
“รัฐบาลไม่ได้นำเสนอแบบอวย ไม่ใช่ปกป้อง ทำดีแล้ว ไม่ใช่ แต่เราจะสื่อสารความจริง เพราะในโลกโซเชียลวันนี้เป็นโลกของคอมเมนท์เยอะมาก คอมเมนท์ถูกบ้าง ผิดบ้าง หรือบนชุดข้อมูลแบบขาดๆเกินๆ ซึ่งทั้งหมดสิ่งที่ประชาชนควรจะรู้ก่อนตัดสินใจคืออะไร”
# การสื่อสารความจริงแบบตรงไปตรงมักจะเจ็บปวด จะเลือกสื่อสารอย่างไร บอกความจริงบางเรื่อง บอกความจริงครึ่งเดียว หรือ บอกความจริงทั้งหมด?
ที่บอกว่า สื่อสารความจริงแล้วเจ็บปวด อยู่ที่โทนในการสื่อสาร ถ้าเราบอกว่า เราเข้าใจความรู้สึกของประชาชนและความคาดหวัง แต่มีความจำเป็นที่เราต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เพราะสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เราพูดได้ เพียงแต่หลายครั้ง ประชาชนจะรู้สึกว่า หน่วยงานราชการ ไม่เข้าใจหัวอกประชาชน หรือ พูดอะไรที่ไม่เข้าใจ ทำให้คนฟังปิดประตู ไม่อ่านประโยคอื่นๆหรือไม่นั่งฟังอีก 2-3 นาทีต่อไป
“จุดเริ่มต้นของการสื่อสาร ท่าที น้ำเสียง สำคัญ ต้องลงในรายละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่แค่คิดว่า มีตัวเลข เอาความจริงมาแล้วก็โยน วันนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คนมีความทุกข์ใจ เราเป็นโฆษกฯ เป็นตัวแทนของรัฐบาล ต้องแสดงออกถึงความเข้าใจ รู้ร้อนรู้หนาวของประชาชนทุกคน เราจะโกหก ปิดบังข้อมูล ไม่ได้ แต่บางเรื่อง ถ้าไม่ใช่จังหวะที่จะพูด ไม่พูดดีกว่า ไม่ได้แปลว่าเราอยากจะโกหก เพราะการทำงานในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลอดเวลา บางเรื่องต้องรอให้ชัดเจนก่อน และอาจจะถูกตีความว่า ปกปิด (บางคนอาจจะบอกว่า รัฐบาลสื่อสารช้าเกินไป) ซึ่งมีความยากลำบาก เพราะเรื่องใดที่ไม่แน่นอน รวบรวมข้อมูลยังไม่ครบ ถ้าไปพูด ตอบไว อีก 3 วันเปลี่ยน เป็นปัญหา”
วันนี้ การสื่อสารต้องมีความระมัดระวัง ชั่งใจอย่างมาก เร็วแต่ข้อมูลไม่เรียบร้อย หรือ จะรอให้ข้อมูลครบแต่ช้า จึงเป็นดุลพินิจของคนสื่อสาร เป็นสิ่งที่อยากขึ้นอีก

# ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ความยากและความง่ายของการสื่อสารแตกต่างจากช่วงนี้อย่างไร?
ครั้งนี้ซับซ้อนกว่า เพราะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกในต่างประเทศเป็นหลัก แต่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน และมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะยืดยื้ออีกนาน เพราะราคาน้ำมันขึ้นแล้วคงไม่ลดลงง่าย หรือลดลงในเร็ววัน หรือ ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปี ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนเท่าเดิม เพราะเศรษฐกิจไม่ขยายตัว เป็นความทุกข์ใจของประชาชน แต่จะอธิบายอย่างไร รัฐบาลกำลังออกมาตรการบรรเทาผลกระทบออกมา
ในยามนี้จะไปคิดว่า พูดแล้วคนจะชื่นชม กดไลก์ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คนกำลังมีความทุกข์ คนมีความคาดหวังกับรัฐบาลมาก แต่รัฐบาลไม่ได้มีงบประมาณจำนวนมากที่จะดูแลให้ทุกคนมีความสุขตามที่คาดหวัง เพราะฉะนั้น พูดไป แค่ขอให้คนฟัง คนเข้าใจ ก็ขอบคุณมากแล้ว
“ที่บอกว่า คนจะมาชื่นชม มีคนจะมาเป็นแฟนคลับ ในยามนี้ เลิกคิดเถอะค่ะ อย่าไปคิดแบบนั้น คนเป็นโฆษกฯไม่ได้เป็นคนที่ต้องมาทำงานเพื่อให้มีแฟนคลับ แต่เป็นคนที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ไม่ได้มองว่า เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล เพราะถ้าใช้คำว่ากระบอกเสียงก็เหมือนกับว่า เราจะต้องมาคอยอวย คอยมาปกป้องรัฐบาล ไม่ใช่ แต่เราจะเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ในสถานการณ์แบบนี้ รัฐบาลทำอะไรและประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร”
ขณะเดียววันนี้โลกโซเชียล เราทำ Social Listening ตลอด ซึ่งรับรู้ได้ว่า เสียงของประชาชนกังวล ยังไม่เข้าใจ หรือ ต้องการอะไร สามารถเชื่อมต่อกลับมายังรัฐบาล
# ช่วงโควิด-19 รัฐบาลขณะนั้น การแก้ปัญหาเดิมพันด้วยชีวิตคน วิกฤตครั้งนี้รัฐบาลเดิมพันด้วยอะไร ?
มันก็ชีวิตคน เป็นการกัดกร่อนการใช้ชีวิตของคน เพราะรายได้เท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ๆ มันก็หนัก สถานการณ์วันนี้ยิ่งตอกย้ำว่า การมีเงินออมในกระเป๋าหลังเกษียณทำได้ยากขึ้น
# ช่วงโควิด-19 มีคนเสียชีวิต รัฐบาลเกือบจะล้มได้ วิกฤตรอบนี้ อะไรเป็นจุดตายของรัฐบาล ?
รัฐบาลเพิ่งเข้ามามีอำนาจเต็ม รัฐบาลตั้งใจดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ยังไม่ได้มองในเรื่องของจุดตาย จุดอยู่รอด หรือไปคิดว่า ในสภาเรามีเสียงเยอะ ไปคิดแบบนั้นไม่ได้ เราต้องทำเต็มที่ ทำทุกวิถีทางที่จะคลี่คลายปัญหา ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
# ช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 (รัฐบาลเสียงข้างน้อย มีเวลา 4 เดือน) เราได้เห็น รัฐบาลทำงาน 7 วัน ไม่มีวันหยุด ขณะที่ รัฐบาลอนุทิน 2 (รัฐบาลเสียงข้างมาก มีวาระ 4 ปี) ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทำไมไม่เห็นภาพรัฐบาลอนุทิน 2 active เหมือนรัฐบาลอนุทิน 1 ?
ตรงไหนที่บอกว่าช้า เช่น ... ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้น รอยต่อรัฐบาลอนุทิน 1 กับรัฐบาลอนุทิน 2 มีนโยบายที่หาเสียงไว้ที่จะทำ แต่ยังทำไม่ได้ เพราะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ส่วนมาตรการดูแลประชาชน เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ ซึ่งบางแหล่งเงินต้องออกเป็นกฎหมาย รัฐบาลจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก เป็นความแตกต่างกันระหว่างรัฐบาลอนุทิน 1 กับ รัฐบาลอนุทิน 2
“ยอมรับว่ามีข้อจำกัดและสถานการณ์เปลี่ยนเร็วมาก ชุดนโยบายที่คิดว่า เพียงพอ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนมาตรการด้วย อย่างไรก็ตามมาตรการก็ยังออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ยังได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องมีเรื่องของการโอนเงินงบประมาณ หางบกลางมาทำโครงการคนละครึ่ง และมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ทั้งภาคเกษตร ภาคขนส่ง กลุ่มเปราะบาง ต้องใช้เงินอีกมหาศาล แต่สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้เลยก่อนแถลงนโยบาย”
# บริหารความรู้สึกประชาชนในช่วงนี้อย่างไร ?
ช่วงหนึ่งที่ผ่านมา คนไปหงุดหงิดที่บอกว่า รัฐบาลมีวิกฤตการสื่อสาร วนอยู่กับคำนั้น ทำให้รู้สึกว่า อย่างอื่นรัฐบาลไม่ได้ทำ วันนี้รัฐบาลก็ต้องปรับในเรื่องของการสื่อสารให้ดีและชัดเจน โดยการโฟกัสไปที่มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลจะออกมา คนจะได้รู้สึกว่า รัฐบาลทำแล้ว และจะมีสิ่งที่กำลังจะออกมามีอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดเป็นความเข้าใจและสบายใจ
“ส่วนประเด็นการเมือง ท่านนายกฯจึงเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ นายกฯอยากให้โฟกัสในเรื่องของมาตรการช่วยเหลือและทำเพื่อประชาชน แต่ถ้ามีอะไรก็สัมภาษณ์ไปทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องตะวันออกกลางยันชาวบ้านต่อยกัน (แย่งน้ำมันหน้าปั๊ม) ก็จะทำให้สิ่งที่รัฐบาลต้องการจะสื่อสารออกไปที่เป็นเรื่องดีๆ เรื่องที่รัฐบาลทำออกไป ถูกกลืนไปหมด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นายกฯ พูดให้น้อยที่สุด”
# ที่ผ่านมาคิดว่า ตรงไหนเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ?
ในภาพรวม บางครั้งความตั้งใจที่จะอธิบายให้คนเข้าใจมากๆ ไม่เป็นผลลัพธ์ที่ดี ควรสรุปให้สั้นและกระชับดีกว่า
# คำพูดที่ว่า ประชาชนกักตุนน้ำมัน ถือเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ?
ยอมรับว่าทำให้ประชาชนเสียใจ แต่ไม่มีใครตั้งใจ รู้ว่า คำนั้นทำให้ประชาชนเสียใจ
# การออกมาขอโทษของนายกรัฐมนตรีจะทำให้ความขุ่นเคืองของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลคลี่คลายลง ?
เชื่อว่า เบาลง แต่ไม่ใช่กับทุกคน แต่เราประเมินว่า ความหงุดหงิดใจลดลง แต่แน่นอนทุกคนหวังที่จะเห็น action ของรัฐบาลออกมา ซึ่งเราจะมีให้
“รัฐบาลต้องทำทั้งสองอย่าง บริหารจัดการความรู้สึกของประชาชนกับทำให้เห็นจริง ต้องทำสองอย่างควบคู่กันไป”


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา