
“…แม้ในข้อ 11 กำหนดให้เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งให้รับคำร้องขอไว้ดำเนินการแล้ว ให้รีบส่งคำร้องขอพร้อมพยานหลักฐานและสำนวนการสืบสวน (ถ้ามี) ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดำเนินการโดยเร็ว อย่างไรก็ตามข้อ 8 กำหนดให้กรณีที่ผู้ร้องขอเป็นกรรมการคดีพิเศษ หรือเป็นเรื่องที่อธิบดีเห็นว่ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอ กคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ ก.พ. อาจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กคพ. ได้โดยไม่ต้องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนำเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. โดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง…”
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำคำวินิจฉัยฉบับเต็มตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ไปแล้ว เนื่องจากคำวินิจฉัยมีจำนวน 65 หน้า จึงขอนำเสนอเฉพาะการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ตอนนี้เป็นตอนที่สาม
อ่านประกอบ :
- เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม (2) แทรกแซง ‘คดีฮั้วสว.’ : ไม่ปรากฎข้อเท็จจริง-พยานหลักฐานบ่งชี้
- เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน.ฉบับเต็ม (1) ‘คดีซื่อสัตย์สุจริต-มาตรฐานจริยธรรม’:ไม่คิดคดทรยศ-ประพฤติชอบ
@ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง-พยานหลักฐาน ภูมิธรรม-ทวี สั่ง ดีเอสไอ รับเรื่อง
ภายหลังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกหรือสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งเรื่องกรณีมีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมจำนวน 3 เรื่อง มายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เอกสารหมาย ศ 42) แจ้งว่า กกต. มีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเกี่ยวกับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้สืบสวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนต่อการพิจารณาของ กกต. ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องแต่ละคำร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ดำเนินการ รวมทั้งความคืบหน้าว่าได้ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ 35) แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567
แม้ว่าหนังสือฉบับดังกล่าวจะระบุว่าเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนต่อไปเนื่องจากจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานเป็นพิเศษ แต่หนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความชัดเจนสรุปได้ว่า เนื่องจากกรณีจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานเป็นพิเศษ ประกอบกับการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าวกระทำต่อบทกฎหมายอื่นนอกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจโดยตรงของ กกต.
กรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญา ไว้ดำเนินการ พร้อมทั้งขอให้ กกต. พิจารณาว่า มีความผิดทางอาญาใดที่ กกต. จะรับไว้ดำเนินการสอบสวนเองและความผิดทางอาญาใดที่ กกต.ประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือ กกต. จะรับดำเนินการสอบสวนเองในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหาและทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงค์ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหาและทุกฉบับกฎหมาย
ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่า นอกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะจำกัดกรอบอำนาจของตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดอื่น ๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของ กกต. แต่ในส่วนความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณาว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการเองทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนหรือไม่ เพื่อให้ กกต. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองกำหนดไว้
แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย ศ 35 ศ 42 และ 43 ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษทราบตั้งแต่ก่อนการประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 และครั้งที่ 3/2568 ว่าคดีอยู่ในอำนาจสอบสวนของ กกต. และ กกต. สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสอบสวนแล้ว โดย กกต. ยังมิได้พิจารณามอบหมายให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งขอรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา
อีกทั้งภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือ ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เอกสารหมาย ศ 43) แจ้งว่ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนข้างต้น เรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้ กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด
ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 กคพ. มีการประชุม ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 การกำหนดระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวนั้นตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่องและการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ศ. 2567 ข้อ 6 ประกอบข้อ 19 กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กคพ. รวบรวมเรื่องที่จะเสนอต่อ กคพ. ที่ผ่านการตรวจเรื่องตาม หมวด 6 แล้ว และจัดทำบันทึกความเห็นเสนออธิบดีเพื่ออนุมัติระเบียบวาระการประชุม เรื่องใดอธิบดีไม่อนุมัติให้บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุม ให้แจ้งคำสั่งไม่อนุมัติพร้อมส่งเรื่องคืนเจ้าของเรื่อง
ในขณะที่ประธานกรรมการคดีพิเศษมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในข้อ 11 ที่กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษดำเนินการเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษ เพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม กคพ.
ระเบียบดังกล่าวบ่งชี้ว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดและอนุมัติระเบียบวาระการประชุม
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 (เอกสารหมาย ศ 5/4) ว่า เมื่อฝ่ายเลขานุการ กคพ. รวบรวมเรื่องได้พอสมควรแล้วจะเสนอร่างระเบียบวาระการประชุมต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบวาระการประชุมดังกล่าว เพื่อเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษพิจารณาอนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม ต่อไป
เมื่อประธานกรรมการคดีพิเศษอนุมัติระเบียบวาระการประชุม และกำหนด วัน เวลา และสถานที่ประชุมแล้ว ฝ่ายเลขานุการจะจัดทำหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบวาระการประชุมที่ได้รับอนุมัติเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษลงนามถึงกรรมการคดีพิเศษทุกท่านเพื่อเชิญเข้าร่วมประชุมต่อไป
ประเด็นดังกล่าวเมื่อพิจารณาถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกร้องที่ 1 (นายภูมิธรรม) และพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏข้อเท็จจริงไปในทางเดียวกันว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาการรวบรวมและกำหนดระเบียบวาระการประชุมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนประธานกรรมการคดีพิเศษจะรับผิดชอบเฉพาะการกำหนดวันและเวลาในการประชุม
กรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อขออนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม นั้น เป็นเพียงการเสนอว่ามีระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดที่เข้าสู่ที่ประชุม กคพ. ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดาเนินการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการมาแล้วเท่านั้น
ประกอบกับกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสืบสวน และภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 และแจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กคพ.

@ เป็นอำนาจ อธิบดีดีเอสไอ ชง กคพ. - ไม่ต้องผ่านคณะอนุฯกลั่นกรอง
ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมดังกล่าวผู้ถูกร้องทั้งสองเร่งรัดหรือสั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าสู่ที่ประชุม โดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามระเบียบ กคพ. ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติให้เป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2551 ทำให้การเสนอระเบียบวาระและพิจารณารับเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เป็นคดีพิเศษในการประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการ กคพ. เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. นั้น เห็นว่า
ตามระเบียบ กคพ. ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติให้เป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2551 ข้อ 11 กำหนดให้การนำเสนอ กคพ. มีมติให้คดีที่ได้สืบสวนใดเป็นคดีพิเศษ ให้ถือปฏิบัติตามประกาศ กคพ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบัน คือ ประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้ กคพ. มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษ พ.ศ. 2561
แม้ในข้อ 11 กำหนดให้เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งให้รับคำร้องขอไว้ดำเนินการแล้ว ให้รีบส่งคำร้องขอพร้อมพยานหลักฐานและสำนวนการสืบสวน (ถ้ามี) ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดำเนินการโดยเร็ว อย่างไรก็ตามข้อ 8 กำหนดให้กรณีที่ผู้ร้องขอเป็นกรรมการคดีพิเศษ หรือเป็นเรื่องที่อธิบดีเห็นว่ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอ กคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ ก.พ. อาจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กคพ. ได้โดยไม่ต้องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนำเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. โดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง
สอดคล้องกับรายงานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 (เอกสารหมาย ศ. 18/74 ถึง ศ. 18/75) โดยร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายให้กองบริหารคดีพิเศษพิจารณาว่า เรื่องตามกรณีนี้มีความจําเป็นและเร่งด่วนหรือไม่ เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำเรื่องหารือว่ากรณีเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าองค์ประกอบของการแจ้งการรับเรื่องให้ กกต. ทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 หรือไม่
ซึ่งคำชี้แจงสอดคล้องกับหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่แจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีเรื่องสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 และสอดคล้องกับถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคลของพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมามีกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเสนอเรื่องโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่เฉพาะแต่กรณีความผิดทางอาญาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น
โดยจะมีการชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนต่อที่ประชุมอันเป็นวิธีปฏิบัติปกติตั้งแต่เริ่มใช้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 แม้ว่าที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ 2/2568 มีมติให้ถอนเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง แต่ประเด็นสำคัญที่ขอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาคือประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณา เนื่องจากที่ประชุมยังมีมติให้เชิญผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเข้าร่วมประชุมในคราวถัดไปเพื่อให้ทราบความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างหน่วยงานทั้งสองด้วย
โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ 36) เพื่อขอเชิญเข้าร่วมประชุม กคพ. และขอหารือเกี่ยวกับการตีความพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 อีกทั้งเพื่อมิให้เกิดการโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับความถูกต้องรัดกุมของกระบวนการ ซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสองเห็นชอบร่วมกับคณะกรรมการคดีพิเศษว่าให้นำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง
กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้บรรจุเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กคพ. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีลักษณะเป็นการเร่งรัดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา