
'ปกรณ์ นิลประพันธ์' เลขาธิการกฤษฎีกา เผย จับมือ 'ก.พ.ร. - ETDA – DGA' ผลักดัน ชุดกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างรัฐบาล-ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งวงจร พ่วง ร่าง พ.ร.ฎ. เชื่อมโยง-แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
สืบเนื่องจากรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญเป็นวาระเร่งด่วนในการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาการทุจริตมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายหลังผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 (Corruption Perceptions Index: CPI 2025) ไทยได้ 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพร้อมสนับสนุนรัฐบาลและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกฤษฎีกาตั้งใจทำและทำมานานแล้ว เรียกว่า การพัฒนากฎหมายให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยการสร้างระบบนิเวศทากฎหมาย (Ecosystem) ให้เหมาะสม
นายปกรณ์กล่าวถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ว่า จะต้องสร้าง Infrastructure ทางดิจิทัลขึ้นมา ให้กระบวนการทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยบนดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบ (Detect) ได้ ว่าเกิดการคอร์รัปชันตรงไหน ไม่ต้องแก้กฎหมาย แต่ต้องมีอะไรมารองรับให้ทุกอย่างต้องทำผ่านดิจิทัลทั้งหมด และเป็น Machine Readable Format
“ผมคิดว่าจะสามารถช่วยได้มาก ดีกว่าจับไปประหาร เพราะความเสียหายเกิดแล้วไปเยียวยาไม่ควร ทางที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรจะเกิดเหตุ ทุกคนตรวจสอบได้ จะได้ไม่เกิดความเสียหาย ไม่ใช่เกิดความเสียหายแล้วเอาตำรวจไปไล่จับ ไม่ต้องตั้ง ป.ป.ช. น้อย ตั้งอีกหน่วยงานหนึ่ง ไม่ต้องรอให้คนโกง ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ออกกฎหมายร้อยฉบับก็ไม่สามารถแก้นิสัยคนได้””นายปกรณ์กล่าว
นายปกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกำลังทำอยู่ คือ การรื้อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะของเก่าใช้มาเกือบ 40 ปีแล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จะรองรับธุรกรรมภาคเอกชนและธุรกรรมภาครัฐ ให้ทำโดยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อให้รองรับ Digital Government และ Open Government ซึ่งทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หรือ DGA เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตอนนี้ทำเสร็จแล้ว เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่เกิดการยุบสภาฯ (12 ธ.ค.68) เสียก่อน ซึ่งกฤษฎีกาจะยืนยันกับไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เมื่อมีรัฐบาลใหม่
นายปกรณ์กล่าวว่า ผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างพ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะเกิดขึ้นและมีกฎหมายรองรับทั้ง รัฐบาลกับรัฐบาล (Government to Government :G2G รัฐบาลกับธุรกิจ (Government-to-Business : G2B) และ ธุรกิจกับธุรกิจ (Business-to-Business : B2B) ครอบคลุมทั้งวงจร
นายปกรณ์กล่าวว่า อีกหนึ่งเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพยามทำ คือ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ซึ่งเป็นชุดกฎหมายที่เสนอไปพร้อมกับ ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า ผิดปกติหรือไม่ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กฎหมายข้อมูลข่าวสารเขียนให้ส่งได้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ทุกคนไม่กล้าส่ง จึงต้องมี พ.ร.ฎ. อีกฉบับหนึ่งขึ้นมารองรับอีกชั้น ให้มีหน้าที่ต้องส่ง
@ ไม่อยากให้รับฟังความเห็นกฎหมายเป็นเพียงพิธีกรรม
ส่วนข้อสังเกตถึงอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เกิดการพัฒนากฎหมาย คือ หน่วยงานราชการเองที่ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจที่ตัวเองมีอยู่นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า จะสูญเสียอำนาจหรือไม่ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่า กฎหมายนี้ไม่เหมาะแก่กาลสมัย ไม่ทันสมัยแล้ว พอมีปัญหา บังคับใช้ไม่ได้ ปัจจุบันโลกไปไกล ส่งมาตีความก็ไปได้ไกลเท่านี้
“สิ่งที่ยากที่สุด คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ยิ่งราชการเคยทำแบบเดิมมาอย่างไร ก็จะทำต่อไปอย่างนั้น ซึ่งโลกของความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ คุณอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน คุณใช้วิธีการทำงานเมื่อ 30 ปีก่อน คุณเข้าไปเสียบระบบ ง่าย แต่ถ้ามว่า Fit in กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปไหม ไม่ รู้ แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณอยู่ใน Comfort zone ไม่อยากออก ไม่อยากริเริ่มอะไรใหม่ๆให้เหนื่อย”นายปกรณ์กล่าว
นายปกรณ์กล่าวย้ำว่า วัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากในการเปลี่ยน เมื่อจะเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก (facilities) ฐานข้อมูล (database) ต้องพร้อมมากๆ และบางเรื่องต้องอาศัยจังหวะ รวมถึงความกล้าของผู้นำในการตัดสินใจ
เมื่อถามว่า การแก้กฎหมาย การพัฒนากฎหมาย มักมีความเข้าใจว่า เกิดความล่าช้าที่กฤษฎีกา นายปกรณ์กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามี ดัชนีชี้ผลการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicator : KPI) กำหนดไว้นานแล้ว อย่างไรก็มีกฎหมายบางเรื่องที่ทำไม่ได้ ถ้าออกไปจะมีปัญหา เช่น กฎหมายเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าคิดไม่ละเอียด จะเป็นผลด้านลบกับภาคธุรกิจอย่างรุนแรง เพราะไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มีผลทางด้านสังคม จิตวิทยา สุขภาพ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ต้องรับฟังความคิดเห็นอย่างละเอียด
“ทุกคนบอกว่า กฤษฎีกาช้า ถามว่า เรื่องลักษณะนี้ต้องแสดงความเห็นกันทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าไม่เรียบร้อยตั้งแต่แรก กฤษฎีกาไม่อยากปล่อยออกไป เพราะเรารู้ว่าจะเกิดความเดือดร้อนกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และการรับฟังความเห็นสาธารณะ (Public consultation) ต้องมาตั้งแต่นอกสภา คุยกันให้จบ กฎหมายของต่างประเทศจบตั้งแต่นอกสภา รับฟังความคิดเห็นจนทุกฝ่ายเข้าใจ จึงจะร่างกฎหมาย แต่ปัญหาของบ้านเรา คือ ร่างก่อนแล้วค่อยเอาไปรับฟัง”นายปกรณ์กล่าว
เมื่อถามว่า เพราะอะไรถึงมีการมองว่า การรับฟังความคิดเห็น เช่น ทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย เป็นแค่พิธีกรรม นายปกรณ์กล่าวว่า กฤษฎีกาไม่อยากให้เป็นพิธีกรรม เมื่อมีหลักการ มีความจำเป็นที่ต้องแก้อะไร เอาไปรับฟังก่อน ต้องกำหนดประเด็นปัญหา (problem definition) ก่อน เสร็จแล้วไปฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่า ปัญหาใช่หรือไม่ ปัญหาเกิดจากอะไร และจะแก้โดยอะไร แล้วค่อยไปรับฟังอีกครั้ง ถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นด้วยค่อยไปร่างกฎหมาย

อ่านข่าวประกอบ : ครม.เคาะเกณฑ์ใหม่ กำหนด‘หน่วยงานรัฐ’รับฟังความเห็นฯประกอบจัดทำ‘ร่างกม.’ไม่น้อยกว่า 60 วัน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา