
เปิดขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เช็กกองหนุน ‘อนุทิน’ มาแน่ 292 เสียง พรรคส้มขอฮึดส่ง ‘ณัฐพงษ์’ชิงชัย ท่าทีอดีตพรรคใหญ่ ‘เพื่อไทย’ เทโหวตเสี่ยหนู ‘ประชาธิปัตย์’ งดออกเสียง ส่องถนนสู่บ้านนรสิงห์เหลือแค่จัดตั้งครม.-ถวายสัตย์-แถลงนโยบายเท่านั้น ไม่เกิน เม.ย.นี้นับหนึ่ง จับตาระเบิดเวลาบาร์โค้ดเลือกตั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว
ในที่สุดหลังการเลือกตั้งจบลงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทอดเวลา 1 เดือนกับอีก 8 วัน ก็ได้เวลาโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว
หากดูในหน้าสื่อตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย พรรคคะแนนเสียงอันดับ 1 ที่จะได้การเสนอชื่อให้โหวตเป็นายกรัฐมนตรี
แต่ขณะเดียวกัน ฟากฝั่งพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 2 อย่างพรรคประชาชน ก็ยืนยันแล้วว่า จะเสนอชื่อ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคลงชิงชัย
ดังนั้น คาดการณ์วันนี้คงมีแค่ 2 ชื่อนี้ ที่จะขับเคี่ยวชิงชัยเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารกัน และมีท่าทีของอดีต 2 พรรคใหญ่ ‘เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์’ ออกมาแล้ว โดยฝั่งพรรคแดงเทเสียงยกพรรคโหวต ‘อนุทิน’ ส่วนพรรคสีฟ้าของดออกเสียง
และหากซาวด์เสียงตามหน้าสื่อ จะพบว่าเสียงที่จะโหวตหนุนนายอนุทินเข้าบ้านนรสิงห์รอบ 2 ที่ 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง
@การได้มาซึ่ง ‘นายกรัฐมนตรี’
ทั้งนี้ หากพลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 159 จะกำหนดขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ว่า ให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยบุคคลที่จะได้รับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88
โดยพรรคการเมืองที่มีสิทธิ์เสนอนายกรัฐมนตรี จะต้องได้รับเลือกเป็น สส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
และมติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
@Road to ครม.ใหม่ ไม่เกิน เม.ย.นี้
สำหัรบกระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการไปสู่การได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่ประชาชนหลายคนกำลังรอคอยอยู่ ซึ่งตามหนังสือ ‘เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก’ เขียนโดย ‘วิษณุ เครืองาม’ บอกไว้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มจาก
1.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
2.รัฐพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา
3.สภาฯ เลือกประธานและรองประธานสภาฯ
4.ประธานสภาฯ เรียกประชุม เพื่อเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นสภาฯจะนำชื่อนายกรัฐมนตรีที่ถูกเลือกโดยเสียงข้างมากของสภาฯ ทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
5.เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว นายกรัฐมนตรีจะไปเลือกบุคคลที่เหมะสมไม่เกิน 35 คน มาร่วมเป็นรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง
6.หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะนำคณะรัฐมนตรีที่ทรงแต่งตั้งแล้ว เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ
7.เมื่อเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็จะไปยกร่างนโยบายเพื่อแถลงต่อที่ประชุมสภาฯ
เมื่อจบขั้นตอนนี้แล้ว ก็ถือว่าเข้าสู่การ ‘บริหารราชการแผ่นดิน’ นับวาระ 4 ปี รัฐบาลชุดใหม่ ซึงตามการประเมินคือ ไม่เกินเดือน เม.ย.นี้
@ระเบิดเวลา ‘เลือกตั้งโมฆะจากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’
แต่ใช่ว่า ถนนสู่ทำเนียบรัฐบาลจะราบรื่นสะดวกโยธิน เพราะต้องไม่ลืมว่า จากเหตุการณ์การเลือกตั้งที่ผู้คนต่างพากันสงสัยในการทำงานของ กกต.-คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ก็ได้มีคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่
ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไว้พิจารณา ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อศาลต่อไป
การจัดตั้งครม.อนุทิน 2 ที่ดูราบรื่นสะดวกโยธิน จะจบเห่ต้องถอยกลับไปเลือกตั้งกันใหม่อีกครั้งหรือไม่
ต้องติดตาม!
อ่านประกอบ:

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา