
“...นโยบายกึ่งการคลังเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายโดยตรงในงบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ อาจก่อให้เกิดภาระทางการคลังในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลต้องชดเชยต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าว…”
รัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 บรรจุนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้ในข้อสุดท้าย-ข้อที่ 23 จำนวน 7 บรรทัด เกิดเป็นข้อกังขาถึงความเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันขึ้นมาโดยพลัน
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้เห็นสัญญาณขึงขังจาก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในการให้ความสำคัญกับปัญหาธรรมาภิบาลของรัฐไทยว่า “น่าอับอาย-รับไม่ได้” ระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ห้อง Sapphire อาคารอิมแพค เมืองทองธานี
เป็นผลมาจากผลการวัด ‘ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต’ หรือ ‘CPI’ ล่าสุด ปี 2025 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ และอยู่ในอันดับที่ 8 ของอาเซียน (สูงสุด สิงคโปร์ 84 คะแนน)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษาการขับเคลื่อนยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประเทศ ของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน ในส่วนของ ข้อเสนอแนะการขับเคลื่อนยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ประกอบด้วยนโยบาย 5 ด้าน รวม 42 มาตรการ ไปแล้วเป็นตอนแรก จำนวน 17 มาตรการ
ตอนนี้ขอเสนอมาตรการที่เหลืออีก 25 มาตรา เป็น ‘ตอนจบ’
อ่านประกอบ : เปิด 42 มาตรการยกระดับ ‘CPI’ วุฒิสภา (1): นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ปราบโกง-จนท.รัฐต้องยื่นบช.ทรัพย์สิน
@ เสริมสร้างความเป็นธรรม-โปร่งในกระบวนการทางกฎหมาย/ยุติธรรม 7 มาตรการ
นโยบาย: เสริมสร้างความเป็นธรรม โปร่งใส ของกระบวนการทางกฎหมายและ กระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้
1.มาตรการ : บังคับใช้กฎหมายเชิงรุกเพื่อเอาผิดผู้ทุจริตระดับสูง (จับปลาตัวใหญ่)
1) รัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาดจริงจัง และต่อเนื่อง โดยยึดถือเป็นหลักการและจุดยืนที่ชัดเจน อันไม่อาจประนีประนอมได้ ทั้งในระดับนโยบาย การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างและธำรงไว้ซึ่งบรรทัดฐานด้านคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในภาครัฐ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดแจ้งในการไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ กำหนดมาตรการเชิงรุกในการป้องกัน ควบคู่กับการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
2) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) และหน่วยงานตรวจสอบการทุจริต ควรยกระดับบทบาทในการตรวจสอบและดำเนินคดีเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง เลือกทำคดีใหญ่ ๆ และดำเนินคดีกับปลาตัวใหญ่ ๆ ก่อนเสมอ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการปราบปรามการทุจริต เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อสังคมว่า การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยกฎหมายสามารถบังคับใช้ได้กับบุคคลทุกระดับของอำนาจ ตลอดจนสื่อสาร ผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนอย่างเหมาะสม ให้มีการรายงานผล (เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้) การเร่งรัด ติดตามต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่หน่วยงานภาครัฐสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างประสบผลสำเร็จเกี่ยวกับการจัดการเรื่องสินบนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
2.มาตรการ : ป้องกันคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารระดับสูงขาดอายุความ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงานป.ป.ช.) และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ควรจัดให้มีระบบบริหารจัดการคดีที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการวิเคราะห์สาเหตุเชิงระบบของการล่าช้าในกระบวนการดำเนินคดี เพื่อระบุจุดอ่อนที่ทำให้คดีมีความเสี่ยงต่อการขาดอายุความ ควรมีการทบทวนคดีที่ใกล้ครบกำหนดอายุความและคดีที่เคยขาดอายุความอย่างเป็นระบบ เพื่อสกัดบทเรียนนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานกฎระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความเร่งด่วนของคดี โดยเฉพาะคดีสำคัญ คดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้ได้รับการดำาเนินการอย่างรวดเร็วและรอบคอบ ลดความเสี่ยงจากความล่าช้าจนนำไปสู่การขาดอายุความ
3.มาตรการ : เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการทบทวน วิเคราะห์ และปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ มาตรการ และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบเพื่อปิดช่องว่างและลดความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การอนุญาต การกำกับดูแลการตรวจสอบ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษ และ เสริมสร้างกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการเพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดตามตรวจสอบ และการดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้อง และต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการปฏิบัติหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายที่อาจมีความสัมพันธ์กับการทุจริตอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม เช่น
1) การแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างมิชอบ อาทิ การลักลอบทิ้งหรือค้าขยะอันตราย การตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำ ผืนดิน อากาศ ป่าไม้ และระบบนิเวศ ซึ่งหลายกรณีเกี่ยวข้องกับการเพิกเฉยหรือการสมยอมของเจ้าหน้าที่รัฐ การจัดการของเสียและสารพิษจากภาคอุตสาหกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มลพิษสะสมและลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
2) การนำที่ดินของรัฐไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เช่น การนำที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เกษตรกรภายใต้นโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ไปซื้อขาย เปลี่ยนมือหรือถือครองโดยกลุ่มทุน โดยเฉพาะทุนต่างชาติ อาทิ ทุนจีน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ และความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้าง
3) ความเสี่ยงของการฟอกเขียว (Green Washing) ซึ่งอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต โดยถือเป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้างรูปแบบหนึ่ง เกิดจากการกระทำของบุคคล นิติบุคคล หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐ ผ่านการปกปิดข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลที่คลุมเครือ ขาดหลักฐานรองรับ หรือเป็นข้อมูลเท็จ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งที่ในทางปฏิบัติไม่ได้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงปัญหานี้พบได้มากในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ยังใหม่สำหรับสังคมไทยและมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ หากขาดระบบกำกับ ตรวจสอบ และกลไกความโปร่งใสที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ
4.มาตรการ : ทบทวนระบบสินบน – เงินรางวัลเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ปัจจุบันรัฐมีการจ่าย “สินบนและเงินรางวัล” ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมดำเนินคดีจำนวนมาก มีทั้ง ตำรวจ ศุลกากร ขนส่งทางบก ป่าไม้และหน่วยปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น โดยให้เหตุผลสำคัญว่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดปัญหาเจ้าหน้าที่รับสินบนจากผู้กระทําผิด
กระทรวงการคลัง ควรทบทวนการจ่ายสินบนและเงินรางวัลเหล่านี้ได้เกิดผลดีหรือกลับสร้างผลเสียและกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการให้และรับสินบนมากกว่าเดิมหรือไม่ อย่างไรมีการใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจและผลประโยชน์จากการเลือกบังคับใช้กฎหมาย ทำให้บางครั้งเกิดการใช้อำนาจอย่างเกินเลย เพื่อให้ตนได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าเร็วกว่า เช่น พฤติกรรม “ตีเมืองขึ้น” ที่เป็นการข่มขู่เรียกรับสินบนเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะมีการกระทำผิดจริงหรือไม่ อาศัยช่องว่างของกฎหมายจำนวนมากหรือมีรายละเอียดเงื่อนไขซับซ้อน เกิดพฤติกรรมบิดเบือนไปจากที่ควรกระทำตามหน้าที่ คือแทนที่จะทำตามภารกิจของหน่วยงานและทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม กลับพบว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติงานหรือทำคดีเฉพาะที่มีโอกาสจะได้เงินรางวัลมาก ๆ และทำเกินกว่าเหตุเพื่อหวังเงินรางวัล
5.มาตรการ : ป้องกันและแก้ไขปัญหาสินบนจากการจัดเก็บภาษี
ควรให้หน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดเก็บภาษี ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เนื่องจากที่ผ่านมาได้ปรากฏปัญหาการทุจริตในกระบวนการจัดเก็บภาษีในหลายรูปแบบ อันส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บรายได้ของรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่
หน่วยงานในสังกัด กระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร พบการทุจริต เช่น การทุจริตในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม การเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์จากผู้ประกอบการเพื่อแลกกับการคำนวณภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง การเรียกรับสินบนจากการประเมินและเรียกเก็บภาษีรายได้ย้อนหลัง รวมถึงการทุจริตในรูปแบบใหม่ที่อาศัยตัวกลาง เช่น บริษัทจัดทําบัญชีหรือผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทน เป็นผู้เชื่อมต่อกับเจ้าหน้าที่
หน่วยงานในสังกัด กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ กรมที่ดิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังพบปัญหาการทุจริตจากการใช้ดุลพินิจในการประเมินราคาทุนทรัพย์ที่ดิน การเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย รวมถึงการทุจริตในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) และควรให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง หาแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 จากกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ลดลง
นอกจากนี้ควรประเมินผลกระทบ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มีช่องว่างอย่างไร
6.มาตรการ : ยกระดับมาตรการปราบปรามการเก็บเงินคุ้มครอง / ส่วยจากผู้ประกอบการ
“ส่วย” เดิม หมายถึง รายได้แผ่นดินประเภทหนึ่ง เรียกเก็บเป็นสิ่งของหรือเงินตราแทนการเข้าเดือนหรือการรับราชการ แต่ปัจจุบัน “ส่วย” เกิดจากการสมัครใจตกลงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปล่อยให้ผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือได้รับความคุ้มครองหรือได้รับการอำนวยความสะดวก เช่น การเปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมาย การค้าประเวณี หรือการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ หน่วยงานออกใบอนุญาต และตรวจมาตรฐาน เช่น สถานบริการ สถานบันเทิง โรงงาน ขนส่ง รถบรรทุก เป็นต้น และมีการกำหนดระยะอย่างแน่นอน เช่น เป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน เป็นต้น
รัฐบาล จึงควรกำหนดและยกระดับมาตรการเชิงรุกและเชิงระบบ ตัวอย่างเช่น
1) เสริมสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลที่เป็นอิสระ โดยจัดตั้งหรือมอบหมายหน่วยงานเฉพาะกิจในการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับส่วย
2) พัฒนาระบบรับแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยและคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูล (Whistleblower Protection) จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ไม่เปิดเผยตัวตน คุ้มครองพยานและผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม ลดความเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือคุกคาม
3) กำหนดบทลงโทษทางวินัยและอาญาที่เข้มงวดและบังคับใช้อย่างจริงจัง
4) เร่งรัดกระบวนการสอบสวน และเปิดเผยผลการดำเนินคดีเพื่อสร้างบรรทัดฐาน และความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
7.มาตรการ : เพิ่มโอกาสตรวจพบและยึดทรัพย์ / สินบนในกระบวนการยุติธรรม
สินบนในกระบวนการยุติธรรม คือ การให้ - รับผลประโยชน์โดยมิชอบ (เงิน ทรัพย์สิน ของขวัญ บริการ หรือผลประโยชน์อื่นใด) เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้ เช่น ช่วยลดโทษ เร่ง / ชะลอคดี ทำสำนวนอ่อน หรือเอื้อประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เอื้อสิทธิพิเศษผู้ต้องขัง มาตรการป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจพบ
1) บูรณาการข่าวกรองทางการเงิน
มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีและทรัพย์สิน เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยควรดำเนินการ ดังนี้
-
เชื่อมฐานข้อมูลคดี บัญชีทรัพย์สิน และธุรกรรมต้องสงสัยเข้าด้วยกัน
-
ใช้ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analytics) เพื่อคัดกรองเจ้าหน้าที่หรือคดีที่มีแนวโน้มเสี่ยงสูง
2) ดิจิทัลและความโปร่งใสตลอดกระบวนการคดี
เน้นลดดุลยพินิจที่ไม่โปร่งใส และทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างชัดเจน โดยควรดำเนินการ ดังนี้
-
ใช้ระบบ e - Case และ e-Filing เพื่อบันทึกและติดตามขั้นตอนคดีอย่างเป็นระบบ
-
มีระบบบันทึกเวลาและลำดับขั้นตอนการดำเนินคดี (Audit Trail)
-
บันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบสวน เช่น การใช้กล้องประจำตัว (Body Cam) หรือกล้องวงจรปิดในห้องสอบสวน
3)การติดตามเส้นทางการเงินเชิงรุกเป็นการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อค้นหาความผิดปกติทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับสินบน โดยควรดำเนินการ ดังนี้
-
เชื่อมฐานข้อมูลคดีอาญา บัญชีทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ และข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย
-
ใช้ระบบให้คะแนนความเสี่ยง (Risk Scoring) เพื่อคัดกรองคดีหรือเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างไม่สอดคล้องกับรายได้
-
ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นระยะ ทั้งแบบสุ่มและตามระดับ ความเสี่ยง (Random / Risk - based Audit)
-
วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างรายได้กับรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Check)
-
ใช้ข้อมูลจากระบบภาษี และทะเบียนทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน ยานพาหนะ หรือ หลักทรัพย์ ประกอบการตรวจสอบ
@ จัดสรรงบประมาณโปร่งใน 6 มาตรการ
นโยบาย : ความโปร่งใส ในการจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย 6 มาตรการ ดังนี้
1.มาตรการ : ออกแบบและวางแผนการใช้งบลงทุนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ควรมีการทบทวน รายการครุภัณฑ์ที่ใช้ประกอบการออกแบบการก่อสร้างอาคารของส่วนราชการที่ขอความร่วมมือออกแบบก่อสร้างให้ตามระเบียบที่กำหนดไว้นั้น เนื่องจากการประมาณราคามีบทบาทสำคัญในการจ้างงานก่อสร้างอาคาร ของทางราชการ ดังนี้
1) ใช้ในการจัดตั้งงบประมาณ
2) ใช้เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานของทางราชการ
3) ใช้เพื่อเป็นราคาเปรียบเทียบในการสรรหาผู้รับจ้าง
4) ใช้เปรียบเทียบงานเพิ่ม - ลด กรณีมีการเปลี่ยนแปลงงานจ้างเหมา
5) ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน กรณีมีข้อพิพาทในเรื่องราคางานก่อสร้าง
เพื่อรายการครุภัณฑ์ ที่ต้องมีการระบุ คุณลักษณะของประเภทครุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโต๊ะ เก้าอี้ของผู้บริหาร เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น โดยการออกแบบในงานก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้มีความเหมาะสม หรือไม่เกินกว่าความจำเป็น โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าเพื่อให้การใช้งบลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด
2.มาตรการ : ควบคุมความเสี่ยงการทุจริตจากการจัดทำคำของบประมาณ
สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ควรมีการทบทวนรายการที่หน่วยรับงบประมาณขอรับการจัดสรร งบประมาณ งบลงทุนที่มีการจัดซื้อจัดจ้างจากสำนักงบประมาณ ที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาท ขึ้นไป ต้องดำเนินการประเมินความเสี่ยงการทุจริตตาม แผนบริหารความเสี่ยงการทุจริตก่อนเสนอ รายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ โดยปรับวงเงินงบประมาณ จาก 500 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุม โครงการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ควรมีข้อเสนอแนะที่ดี (Good Feedback) กรณีโครงการที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงสูง เพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้หน่วยงานมีมาตรการควบคุมการทุจริต
3.มาตรการ : เปิดเผยกระบวนการจัดสรรงบประมาณรายตามหลักสากล
สำนักงบประมาณ ควรดำเนินการตาม ข้อเสนอแนะ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านงบประมาณ (International Budget Partnership: IBP) ที่ต้องปรับปรุงในประเด็นที่ยังได้คะแนนต่ำ โดยจากผลการสำรวจปี ค.ศ. 2025 IBP ได้ให้ข้อแนะนำให้ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อยกระดับความโปร่งใสด้านงบประมาณ ในประเด็นต่อไปนี้
1) จัดให้มีการนำเสนอผลการใช้จ่ายงบประมาณอย่างละเอียดใน Year - End Report พร้อมทั้งเปรียบเทียบประมาณการการกู้เงินกับยอดเงินกู้ที่เกิดขึ้นจริง และเปรียบเทียบการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจมหภาคในเบื้องต้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
2) สร้างกลไกที่มีความต่อเนื่องและเป็นทางการ เพื่อรวบรวมความต้องการข้อมูลด้านงบประมาณของประชาชนสำหรับใช้ในการจัดทำ Citizens Budget
3) ดำเนินการเผยแพร่รายงาน Mid - Year Review อย่างต่อเนื่องและตรงเวลา พร้อมทั้งทำให้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นทางการ และปรับปรุงความครอบคลุมของรายงาน โดยเพิ่มเติมประมาณการและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการคาดการณ์เศรษฐกิจมหภาค รายได้ การกู้ยืมของรัฐบาลและหนี้สาธารณะ อีกทั้งควรมีการแสดงรายละเอียดของรายจ่ายแยกตามหมวดหมู่และโครงการเพื่อการวิเคราะห์เชิงลึกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ตามมาตรฐานขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านงบประมาณ (International Budget Partnership : IBP) ได้ทำการประเมินระดับการเปิดเผยของกระบวนการงบประมาณ (Open Budget Index Score) ทุก 2 ปี ของประเทศต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ 8 รายการสำคัญ ดังนี้
1) ถ้อยคำแถลงก่อนจัดทำงบประมาณ (Pre - Budget Statement) ซึ่งให้เหตุผลความจำเป็นในการจัดทำงบประมาณ พร้อมประมาณรายรับ - รายจ่าย และข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ
2) ข้อเสนอในการจัดทำงบประมาณของฝ่ายบริหาร (Executive's Budget Proposal) ที่สรุปนโยบายรัฐบาลโดยรวมและจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่จะดำเนินการ
3) แผนงบประมาณที่มีสถานะเป็นกฎหมาย (Enacted Budget) ซึ่งสรุปงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติ ให้อำนาจฝ่ายบริหารนําไปปฏิบัติและใช้จ่าย จากนั้นจัดทํา
4) รายงานงบประมาณสำหรับประชาชน (Citizens Budget) เพื่อสรุปเนื้อหาฉบับเต็มให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่ายสำหรับสาธารณะรายงานผลการดำเนินงานระหว่างปี (In-Year Reports) แสดงข้อมูลรายได้ รายจ่าย และหนี้ในรูปแบบรายเดือนหรือรายไตรมาส
5) รายงานทบทวนกลางปี (Mid - Year Review) ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย และการใช้จ่ายงบประมาณตามที่ได้รับอนุมัติ
6) รายงานผลการดำเนินงานสิ้นปีงบประมาณ (Year - End Report) สรุปสถานการณ์ทางการคลังและความก้าวหน้าโครงการตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณ
7) รายงานผลการดำเนินงานในช่วงสิ้นปีงบประมาณ (Year - End Report) โดยรัฐบาลจะต้อง สรุปผลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการคลัง พร้อมกับรายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการจัดทำโครงการ ตามที่กำหนดไว้ในแผนการใช้จ่ายงบประมาณ
8) รายงานผลการตรวจสอบการใช้จ่ายประจำปี (Audit Report) ซึ่งองค์กรอิสระจะตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างครบถ้วนและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
ทั้งนี้ การเข้าถึงข้อมูลด้านงบประมาณของสาธารณชนเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความโปร่งใสทางงบประมาณของแต่ละประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
-
ความพร้อมใช้งานในการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ (Online Availability)
-
ความตรงต่อเวลา (Timeliness) ในการเผยแพร่เอกสารงบประมาณ และ
-
ความครอบคลุม (Comprehensiveness) ของเอกสารทางงบประมาณที่สำคัญ จำนวน 8 ฉบับ
4.มาตรการ : รับฟังความคิดเห็นสาธารณะในระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของประทศ
สำนักงบประมาณ ควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในระหว่างการจัดทำงบประมาณ และการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ในระหว่างการดำเนินการงบประมาณขยายกลไกในระหว่างการจัดทำและดำเนินการงบประมาณ เพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมหรือประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมมีส่วนร่วม โดยเฉพาะชุมชนที่เปราะบางและด้อยโอกาส ทั้งโดยตรงหรือผ่านองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นตัวแทนของ และควรขยายระยะเวลาการเปิดให้แสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ บนเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณให้นานกว่า 15 วัน และจัดทำช่องทางการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำกัดกรอบเวลาเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการนำไปปรับปรุงการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป
รัฐสภาควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณประจำปี โดยอนุญาตให้ประชาชนหรือองค์กรภาคประชาสังคมใด ๆ เข้าให้การในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนองบประมาณก่อนที่จะมีการอนุมัติ
5.มาตรการ : ตรวจสอบและติดตามการจัดสรรงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำนักงบประมาณ ควรมีระบบการตรวจสอบและติดตามการจัดสรรงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เนื่องจากปัจจุบันยังขาด การบูรณาการระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการติดตามและวิเคราะห์งบประมาณ ด้วยเครื่องมือตามแนวทางสากล เช่น ดัชนีการบูรณาการงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (Climate Change Budget Integration Index : CCBII) การติดป้ายกำกับงบประมาณด้านสภาพ ภูมิอากาศ (Climate Budget Tagging : CBT) การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ด้านการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ (Climate Change Cost Benefit Analysis : CCBA) การกำหนดรหัส / ติดแท็ก(Climate Budget Coding / Tagging) งบประมาณด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบและติดตามการเงินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในงบประมาณ ช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศและช่วยประเมินว่าเป็นไปตามเป้าหมายการใช้จ่ายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ และมีการเปิดเผยการจัดสรรงบประมาณ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสาธารณะด้วย
6.มาตรการ : ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานงบประมาณต่อประชาชน
กระทรวงมหาดไทย ควรส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบรายงานงบประมาณต่อประชาชน โดยการเปิดเผยข้อมูล ควรเป็นไฟล์ Excel ควบคู่กับไฟล์ PDF ดังนี้
-
ข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมข้อบัญญัติ
-
เงินนอกงบประมาณ เป็นเงินที่ไม่ต้องตราเป็นข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี เช่น เงินสะสม เงินทุนสำรองเงินสะสม เงินกู้ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจและเงินอุดหนุนทั่วไปแบบระบุวัตถุประสงค์
จัดทำรายงานงบประมาณฉบับประชาชน (Citizens Budget) เพื่อนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับประชาชนในพื้นที่ เพื่อทำให้ประชาชนสามารถเข้าใจข้อมูลด้านงบประมาณ ได้ทราบว่างบประมาณที่มาจากการเสียภาษีของประชาชน ถูกนำไปใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพอย่างไร เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยงบประมาณฉบับประชาชนถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญที่องค์การความร่วมมือทางงบประมาณระหว่างประเทศ (International Budget Partnership : IBP) ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดความโปร่งใสทางงบประมาณ

@ ใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใส 12 มาตรการ
นโยบาย : ความโปร่งใสในใช้จ่ายงบประมาณ ประกอบด้วย 12 มาตรการ ดังนี้
1.มาตรการ : เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง
ตามที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มุ่งเน้นต่อการเปิดเผยข้อมูลเกิดความโปร่งใส คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐซึ่งเป็นมาตรการหนึ่ง เพื่อป้องกันปัญหา การทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเห็นควรกรมบัญชีกลาง ควรมีการเปิดเผยข้อมูลในระบบของกรมบัญชีกลาง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบออนไลน์ ใน 2 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทางแรก ผ่านระบบค้นหาข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (G - Procurement) อีกช่องทางหนึ่ง คือ ระบบภาษีไปไหน โดยกรมบัญชีกลางกำหนดรายละเอียดที่สำคัญ และจำเป็นข้อมูลเปิดของแต่ละโครงการ เพิ่มเติม เช่น
1)สัญญาจัดซื้อจัดจ้างทั้งฉบับ
2) บริษัทรับช่วงงาน (Subcontractor) ที่ได้รับการว่าจ้างต่อจากบริษัทผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) เพื่อทำงานเฉพาะด้านให้สำเร็จ ของโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้า
3) ประวัติของคู่สัญญา ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐ
4) ข้อมูลของคู่เทียบในการกำหนดราคากลาง
5) ข้อมูลของผู้เข้าเสนอราคาทุกราย
2.มาตรการ : ปรับลดวงเงินโครงการที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างขอบเขตของงาน
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดแนวทางการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตของงาน หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ พร้อมร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้าง โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีวงเงินเกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานของรัฐ และกรณีวงเงินเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ร่างเอกสารเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้า
อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับความโปร่งใสส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินสูงและอาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างเห็นควรให้กรมบัญชีกลางกำหนดปรับลดวงเงินโครงการที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างขอบเขตของงานเป็น ดังนี้ กรณีวงเงินเกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานของรัฐ และกรณีวงเงินเกิน 2 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ร่างเอกสารเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ค้า
3.มาตรการ : ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ CoST ให้สอดคล้องกับบริบทหน่วยงานของรัฐ
กรมบัญชีกลาง โดยคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คปท.) ควรพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency Initiative : CoST) ที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้าง โดยปรับเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์จากเดิม เช่น
-
โครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณ สูงสุดสามลำดับแรก ของหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า ควรปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทของราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าโดยคำนึงถึงประเภทของหน่วยงาน เช่น กรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมซึ่งมีโครงการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก และมีวงเงินสูง
-
โครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณ ตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ควรปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับขนาดขององค์กร เช่น ควรจำแนกประเภทของเทศบาล เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล อาจปรับเกณฑ์ให้ลดหลั่นกัน
-
โครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณสูงสุดสามลำดับแรกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ควรปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับ จำนวนโครงการก่อสร้างของ กทม. และเมืองพัทยา หรือควรปรับ การปกครองรูปแบบเมืองพัทยาอยู่ในประเภท เทศบาลนคร เนื่องจากปัจจุบันเมืองพัทยาเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่มีฐานะและอำนาจหน้าที่เทียบเท่าเทศบาลนคร
-
โครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณ สูงสุดสามลำดับแรก ของรัฐวิสาหกิจควรปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับประเภทของรัฐวิสาหกิจ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก
โครงการ CoST เป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศไทยนำมาปรับใช้ โดยเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย Department for International Development (DFID) ของประเทศอังกฤษภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลก ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก CoST เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ดำเนินการภายใต้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 และต่อมาคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คณะกรรมการ ค.ป.ท.) ได้ประกาศให้โครงการ CoST เข้าดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 17 วรรคสองและประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต เรื่อง โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งข้อมูลโครงการก่อสร้างที่เข้าตามหลักเกณฑ์ในประกาศฯ ข้อ 5 และให้คณะอนุกรรมการ CoST ให้เข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกโครงการก่อสร้างโครงการหนึ่งโครงการใดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ดังกล่าวโครงการ CoST ประกาศของ คณะกรรมการ ค.ป.ท. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกโครงการก่อสร้างเข้าร่วมโครงการ COST เพื่อให้ครอบคลุมโครงการก่อสร้างมากขึ้นตามประกาศคณะกรรมการ ค.ป.ท. เรื่อง โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งข้อมูลโครงการก่อสร้างที่เข้าหลักเกณฑ์ในประกาศฯ ตามข้อ 6 ที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1) เป็นโครงการก่อสร้างที่จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างผ่านทางระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางและระบุประเภทการจัดหาเป็นจ้างก่อสร้าง ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างใดมีมากกว่าหนึ่งสัญญาหรือมากกว่าหนึ่งโครงการย่อย ให้ถือว่าทุกสัญญาหรือทุกโครงการย่อยอยู่ภายใต้โครงการก่อสร้างนั้นและนับเป็นหนึ่งโครงการ
2) เป็นโครงการก่อสร้างที่มีลักษณะตามข้อหนึ่งข้อใด ดังต่อไปนี้
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณสูงสุดสามลำดับแรกของหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่ที่มีงบประมาณตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณสูงสุดสามลำดับแรกขององค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณสูงสุดสามลำดับแรกของรัฐวิสาหกิจ
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณสูงสุดสามลำดับแรกของหน่วยงานของรัฐอื่นนอกเหนือจาก (2.1) - (2.4)
-
เป็นโครงการก่อสร้างที่หน่วยงานเจ้าของโครงการมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการ CoST
4.มาตรการ : แจ้งเตือนความเสี่ยงการทุจริต (Red Flag) โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
หน่วยงานตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ในการติดตาม ตรวจสอบ และสอดส่องการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ควรกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบความเสี่ยงการทุจริต ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดย นำข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปี ในระบบ “ภาษีไปไหน” (Thailand Government Spending) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสถิติมาวิเคราะห์ความเสี่ยงในการทุจริต หรือ ระบบธงแดง (Red Flag)
ระบบนี้จะตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การยื่นเสนอราคาในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันมากผิดสังเกต หรือพฤติกรรมของคู่เทียบที่เข้าประมูลตลอดแต่ไม่เคยชนะมาใช้เป็นข้อมูล ประกอบการตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในลักษณะ “สัญญาณเตือนความเสี่ยง (Red Flag)” ทั้งนี้ ให้ใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็น ข้อมูลสนับสนุนการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ทั้งนี้ข้อมูล Red Flag ที่พบ จำเป็นต้องมีการกำหนดระเบียบปฏิบัติ (Protocol) ร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. ในการดำเนินการสอบสวนต่อเนื่อง เป็นต้น
ควรบูรณาการกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์ม ACT Al (Anti - Corruption Technology : Artificial Intelligence) ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e-GP) และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และข้อมูลทรัพย์สินนักการเมืองไว้บางส่วน ทำให้เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย โปร่งใส และไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคหรือกฎหมาย และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้ระบบ Rule Base สามารถตรวจจับได้ 22 รูปแบบความเสี่ยง เช่น พฤติกรรมการเสนอราคาที่เป็นกลุ่มเดียวกัน การจัดซื้อเฉพาะช่วงใกล้หมดปีงบประมาณ หรือความสัมพันธ์กับนักการเมือง โครงการที่เข้าข่ายความเสี่ยงระบบจะแสดงสัญลักษณ์เพื่อแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันมีการจัดเก็บข้อมูลอยู่ประมาณ 4.3 ล้านโครงการ
5.มาตรการ : ยกระดับสำนักงบประมาณของรัฐสภาสู่หน่วยงานอิสระภายใต้รัฐสภา
ควรยกสถานะทางกฎหมายของสำนักงบประมาณของรัฐสภาจากสำนักในสังกัดของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภามาเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้รัฐสภา ซึ่งตรงกับแนวโน้มการจัดตั้งสำนักงบประมาณของรัฐสภาในประเทศส่วนใหญ่ โดยให้การปฏิบัติงานอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา มีสถานะทางกฎหมายเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้รัฐสภาหรือหน่วยงานภายในสังกัดรัฐสภาก็ได้
สำนักงบประมาณของรัฐสภาไทย เป็นหน่วยงานที่มีสถานะทางกฎหมายระดับสำนัก ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่ใช่ส่วนราชการ อยู่ในสังกัดของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภาเป็นหัวหน้าส่วนราชการภายในระดับสำนัก หน้าที่หลักของสำนักงบประมาณของรัฐสภาไทย คือ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารเงินแผ่นดินของรัฐบาลต่อรัฐสภาเพื่อใช้ในการควบคุมตรวจสอบการบริหารเงินแผ่นดินของรัฐบาล
สำนักงบประมาณของรัฐสภาไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2556 ควรมีการพัฒนาสถานะและโครงสร้างทางกฎหมาย อำนาจหน้าที่การสรรหา บรรจุและแต่งตั้งบุคลากร รวมทั้งการบริหารงบประมาณและทรัพยากรของสำนักงบประมาณไทยเสียใหม่ตามคำแนะนำขององค์กรเครือข่ายสำนักงบประมาณของรัฐสภาทั่วโลก (GN - PBO) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหน่วยงานที่มีลักษณะเดียวกันกับสำนักงบประมาณของรัฐสภาไทยในประเทศต่าง ๆ และคำแนะนำของ /องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)/ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ อันจะทำให้ภาพลักษณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6.มาตรการ : เปิดเผยข้อมูลเงินนอกงบประมาณต่อสาธารณะ
กรมบัญชีกลางควรกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูล เงินนอกงบประมาณ ต่อสาธารณะ และการกำกับ ติดตาม ประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตเชิงนโยบายจากเงินนอกงบประมาณ
ปัจจุบันระบบบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณ (Non - Budgetary Management System: NBMS) ของกรมบัญชีกลาง กำกับดูแลเพียงในส่วนของทุนหมุนเวียนเท่านั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมเงินนอกงบประมาณ บางประเภท เช่น เงินนอกงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบันทึกข้อมูล ด้วยระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Electronic Local Administrative Accounting System: e - LAAS) ดังนั้น ข้อมูลเงินนอกงบประมาณ มีเพียงทุนหมุนเวียนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมบัญชีกลางเท่านั้น
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบรายงานการเงินรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ (Consolidated Financial Statement Program : CFS) และระบบบริหารจัดการการเงิน การคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New GFMIS Thai) การใช้เงินนอกงบประมาณสามารถกระทำการทุจริตเชิงนโยบายได้ง่ายกว่าการใช้งบประมาณผ่านกระบวนการงบประมาณ เนื่องจากเป็นช่องทางที่รัฐสภาไม่มีอำนาจในการป้องกันและตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายโดยตรง
(เงินนอกงบประมาณ ประกอบด้วย - เงินรายได้ หมายถึง เงินรายได้จากการดำเนินงาน การขายหรือให้บริการ - เงินที่รัฐบาลอุดหนุนหรือจัดสรรให้ หมายถึง งบประมาณรายจ่าย ภาษี หรือเงินอื่นใด ที่รัฐบาลจัดสรรให้หรือแบ่งให้ ซึ่งหน่วยรับงบประมาณรับไว้และเก็บไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง - ทุนหมุนเวียน หมายถึง กองทุน กองทุนหมุนเวียน เงินทุน เงินทุนหมุนเวียน ทุน หรือทุนหมุนเวียน ที่ตั้งขึ้น เพื่อกิจการที่อนุญาตให้นำรายรับสมทบทุนไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง - เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ หมายถึง เงินที่รัฐบาล องค์การ หรือสถาบันระหว่าง ประเทศมอบให้หน่วยรับงบประมาณ - เงินอุดหนุนและบริจาค หมายถึง เงินรายได้ที่บุคคลอื่นอุดหนุน บริจาค ช่วยเหลือ สนับสนุนแก่หน่วยรับงบประมาณนอกจากงบประมาณ - เงินกู้ในประเทศ/เงินกู้ต่างประเทศ หมายถึง เงินจากการกู้เงินของหน่วยรับงบประมาณ ในแต่ละปีงบประมาณเพื่อดำเนินงานตามโครงการใด ๆ - อื่น ๆ หมายถึง เงินนอกงบประมาณอื่นใดที่หน่วยรับงบประมาณได้รับไว้นอกเหนือจากจำแนกไว้ข้างต้น)
7.มาตรการ : เปิดเผยการบริหารงบประมาณเหลือจ่ายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
กรมบัญชีกลางควรกำหนดมาตรการและแนวทางเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
แม้องค์กรอิสระดังกล่าวจะได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเป็นอิสระเพื่อคุ้มครองความเป็นกลางและความอิสระจากฝ่ายบริหาร แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจดังกล่าวส่งผลให้ งบประมาณที่เหลือจ่ายเมื่อสิ้นปีงบประมาณไม่จำเป็นต้องนำส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เช่นเดียวกับส่วนราชการทั่วไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อกังวลในด้านความโปร่งใส ความคุ้มค่า และการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณภาครัฐจากภาคประชาชน
ดังนั้น กรมบัญชีกลางควรกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณเหลือจ่ายและการบริหารจัดการงบประมาณเหลือจ่ายขององค์กรอิสระต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยอย่างน้อยควรประกอบด้วย
1) จำนวนงบประมาณเหลือจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ
2) เหตุผลและปัจจัยที่ทำให้งบประมาณไม่ถูกใช้จ่ายตามแผน
3) แนวทางและแผนการนำงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในปีถัดไป
4) ผลลัพธ์หรือประสิทธิผลของการใช้งบประมาณเหลือจ่ายดังกล่าว
การเปิดเผยข้อมูลควรอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย เช่น การเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางด้านข้อมูลการคลังของภาครัฐ โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระ
8.มาตรการ : ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายกึ่งการคลัง
นโยบายกึ่งการคลัง (Quasi - Fiscal Policy) คือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐที่ใช้กลไกนอกงบประมาณปกติของรัฐบาล เช่น ผ่านรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ กองทุนต่าง ๆ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มักส่งผลต่อฐานะการคลังโดยรวมของรัฐในอนาคต (ภาระผูกพันที่อาจเกิดขึ้น) ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการภายใต้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและควบคุมความเสี่ยง
นโยบายกึ่งการคลังเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายโดยตรงในงบประมาณแผ่นดิน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ อาจก่อให้เกิดภาระทางการคลังในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลต้องชดเชยต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการบริหารจัดการ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการดังกล่าว
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม กระทรวงการคลังควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ วงเงินที่ใช้ ระยะเวลาดำเนินการ และภาระผูกพันทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างชัดเจน รวมถึงจัดทำรายงานภาระทางการคลังแนบท้ายงบประมาณประจำปีเพื่อให้รัฐสภาและประชาชนสามารถรับรู้ต้นทุนที่แท้จริงของนโยบายเหล่านี้ และควรจัดให้มีการประเมินผลก่อนและหลังการดำเนินโครงการ โดยก่อนอนุมัติโครงการต้องมีการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว และหลังจากดำเนินโครงการแล้วควรมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ หากพบว่าโครงการไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายควรพิจารณาปรับปรุงหรือยุติการดำเนินการ
นอกจากนี้ การสร้างมาตรฐานข้อมูลที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลถูกเปิดให้ ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม เรียกว่า “การทำให้ข้อมูล และการวิเคราะห์เป็นประชาธิปไตย (Democratizing Data and Analysis)” ซึ่งการเริ่มต้นจากแนวทาง Open Data ถือเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เพราะจะช่วยให้ข้อมูลสาธารณะกลายเป็น “สินทรัพย์ร่วมของสังคม” (Public Good) ที่หน่วยงานตรวจเงินแผ่นดิน นักวิจัย ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปสร้างคุณค่าต่อได้
9.มาตรการ : กำกับการใช้ข้อยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้างเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ
กรมบัญชีกลางควรมีมาตรการกำกับการใช้ //ข้อยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้าง// เชิงพาณิชย์ ตามที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดข้อยกเว้นการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์โดยตรง ซึ่งมีลักษณะการแข่งขันในตลาด มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน และไม่สามารถกำหนดมาตรฐานราคากลางได้โดยตรงในกรณีดังกล่าว ให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัว ทันต่อสถานการณ์ และไม่เสียโอกาสทางการค้า
อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวต้องมีการกำหนดเหตุผลความจำเป็นอย่างชัดเจน มีเอกสารประกอบการพิจารณาที่ครบถ้วน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เพื่อควบคุมการใช้ดุลพินิจให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการทุจริต และป้องกันการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนรายใดรายหนึ่ง เป็นการลดโอกาสการให้และรับสินบนจากการได้รับข้อยกเว้นทางกฎหมายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่กระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
10.มาตรการ : ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บุคคล / นิติบุคคล / กิจการร่วมค้า
กรมบัญชีกลาง ควรมีการทบทวนพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตลอดจน ระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้อง กำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำ หรือ แบล็กลิสต์ บุคคล / นิติบุคคล / กิจการร่วมค้า โดยแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 109 ในกรณีที่ปรากฏว่า ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐกระทำการดังต่อไปนี้ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญานั้นกระทำการอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ดังนี้
ให้หน่วยงานที่เป็นผู้ว่าจ้างมีอำนาจพิจารณาดำเนินการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ตามมาตรา 109 ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐ กระทำการดังต่อไปนี้ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญานั้นกระทำการอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ในกรณีที่บุคคล นิติบุคคล หรือกิจการร่วมค้า กระทำการหรือไม่กระทำการใดโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือทรัพย์สินของรัฐ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัย ประโยชน์สาธารณะ หรือความน่าเชื่อถือของทางราชการ รวมถึงเรื่องการทำสัญญารับเหมาช่วง โดยให้หน่วยงานต้องระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในสัญญาจ้างด้วย
11. มาตรการ : ทบทวนผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ควรมีข้อเสนอแนะให้สำนักงบประมาณ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทบทวนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์ตามคุณลักษณะของพัสดุที่จัดหาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงตามวัตถุประสงค์และมีความพร้อมในการบริหารจัดการ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าเกิดผลสัมฤทธิ์ การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงบประมาณเป็นมาตรการส่งเสริมและผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตามนโยบายของรัฐบาลที่หากหน่วยงานของรัฐมีความต้องการจัดซื้อจัดจ้างตรงตามบัญชีสามารถดำเนินการโดยวิธีการเจาะจงได้
หน่วยงานส่วนใหญ่ ดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยโดยจัดชื้อจัดจ้างพัสดุในบัญชีนวัตกรรมไทยตามกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้งานทั้งหมดของหน่วยงาน และสามารถใช้วิธีคัดเลือกหรือเฉพาะเจาะจงได้แล้วแต่กรณี ซึ่งวิธีการและกระบวนการดังกล่าวมีความง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดซื้อพัสดุที่ไม่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย
12.มาตรการ : ปรับบทลงโทษคดีฮั้วประมูลให้สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหาย
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ควรเสนอขอปรับปรุงแก้ไข บทลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมาตรา 13 กำหนดโทษจำคุกและโทษปรับในอัตราสูงสุดไม่เกินสี่แสนบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับมูลค่าผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดอาจได้รับ โดยเฉพาะในกรณีโครงการของรัฐที่มีวงเงินงบประมาณสูงแล้ว เห็นได้ว่าบทลงโทษดังกล่าวยังขาดความได้สัดส่วน ไม่เพียงพอที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงโทษในการยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 12 และมาตรา 13 โดยปรับโครงสร้างบทลงโทษให้มีความได้สัดส่วนกับมูลค่าความเสียหายหรือผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับ ตลอดจนกำหนดกลไกในการริบหรือเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบเข้าสู่รัฐ เพื่อเป็นการตัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการกระทำความผิด เพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งการกระทำความผิด และคุ้มครองประโยชน์ของรัฐและสาธารณะอย่างแท้จริง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา