
"...หากชายแดนยังถูกมองเป็นพื้นที่ของการสูญเสีย ความหวาดระแวง และศัตรู ความขัดแย้งย่อมมีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรงแต่หากชายแดนถูกมองแบบมิตรมากขึ้นและออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่ของผลประโยชน์ร่วม ความร่วมมือ และความไว้วางใจ สันติภาพที่ยั่งยืนก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง..."
สันติภาพเป็นความต้องการร่วมกันของมนุษยชาติ แต่ในทางปฏิบัติ สันติภาพมักถูกมองว่าเป็นเพียง “อุดมคติ” หรือสภาวะที่เกิดขึ้นได้ชั่วคราวแต่ยากจะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคงและความไม่ยั่งยืน ความเปราะบางของสันติภาพสามารถมองเห็นได้จากปรากฏกาณ์ต่างๆ เช่น สงครามเพียงอย่างเดียว ความหวาดระแวงระหว่างรัฐ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การแย่งชิงทรัพยากร หรือ การผลิตซ้ำความทรงจำทางประวัติศาสตร์
คำถามสำคัญ คือ อะไรทำให้เกิดสถานการณ์เหล่านี้
คำตอบ คือ “การมอง” (Paradigm) “เราไม่ได้ใช้สันติภาพในการมองแต่เราใช้ความมั่นคงในการมอง” หากต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนต้องมองความเป็นมิตรมากขึ้นและลดความเป็นศัตรูลง แต่ในปัจจุบันเราใช้ความมั่นคงมอง เราจึงมองบนความเป็นศัตรูมากกว่าความเป็นมิตร ซึ่งเมื่อเราเลือกมองแบบนี้ เป็นไปได้ยากที่เราจะได้สิงที่เรียกว่า “สันติภาพที่ยั่งยืน”
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักถูกนำเสนอว่าเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นของโลก แต่ในความเป็นจริง ภูมิภาคนี้ยังเต็มไปด้วยความเปราะบางหลายระดับ ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาททะเลจีนใต้ ความขัดแย้งทางการเมืองและความรุนแรงภายในเมียนมา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ตลอดจนความขัดแย้งและสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “สันติภาพของภูมิภาค” มิได้มั่นคงถาวรและยั่งยืน
คำถามสำคัญ “จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร” โดยเฉพาะในบริบทของข้อพิพาทชายแดน ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ศักดิ์ศรีของชาติ ทรัพยากร ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของประชาชน ข้อพิพาทชายแดน จึงเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่แก้ไขได้ยากที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงการลากเส้นบนแผนที่แต่คือการจัดการความหมาย ความรู้สึก และความกลัวของทั้งรัฐและประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จากหลายภูมิภาคของโลกแสดงให้เห็นว่าข้อพิพาทชายแดนมิได้จำเป็นต้องจบลงด้วยสงครามเสมอไป หลายกรณีสามารถเปลี่ยนจากพื้นที่แห่งการเผชิญหน้าไปสู่พื้นที่แห่งความร่วมมือ ผ่านการเจรจา การประนีประนอม การยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศ การจัดตั้งกลไกร่วม การสร้างพื้นที่ปลอดทหาร การพัฒนาเศรษฐกิจร่วม และการสร้างผลประโยชน์ร่วมระยะยาว
กรณีเหล่านี้ จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทย–กัมพูชา เพราะแสดงให้เห็นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ แต่เกิดจากการสร้างโครงสร้างที่ทำให้ทุกฝ่ายมีเหตุผลที่จะรักษาสันติภาพร่วมกัน
ตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างสันติภาพจากข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก
แม้ข้อพิพาทชายแดนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของสงครามระหว่างรัฐ แต่ในหลายกรณี ประเทศคู่ขัดแย้งสามารถแปลงเปลี่ยน (Conflict Transformation) “พื้นที่พิพาท” ให้กลายเป็น “พื้นที่ร่วม” ได้ ความสำเร็จเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติศึกษา เพราะชี้ให้เห็นว่า สันติภาพมิได้เกิดจากการไม่มีความขัดแย้ง หากแต่เกิดจากความสามารถในการจัดการและ แก้ไขความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรงและสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือได้
แคเมอรูน–ไนจีเรีย: จากข้อพิพาทบากัสซีสู่การจัดการเขตแดนร่วม
กรณีคาบสมุทรบากัสซีระหว่างแคเมอรูนและไนจีเรียเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กับกลไกทางการเมืองหลังคำตัดสิน พื้นที่บากัสซีมีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณอ่าวกินีและมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรประมงและพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศเคยนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารและความเสี่ยงของสงคราม ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้คาบสมุทรบากัสซีอยู่ภายใต้อธิปไตยของแคเมอรูน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำตัดสินของศาลเพียงอย่างเดียว เพราะคำตัดสินทางกฎหมายอาจสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนหรือกองทัพได้ หากไม่มีการจัดการหลังคำตัดสินอย่างรอบคอบ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรณีนี้ไม่กลับไปสู่ความรุนแรง คือ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ เพื่อดูแลกระบวนการถอนกำลัง การส่งมอบพื้นที่ การจัดการประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และการปักปันเขตแดนอย่างเป็นขั้นตอน กล่าวได้ว่า กรณีนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กฎหมายระหว่างประเทศ” ต้องทำงานร่วมกับ “กลไกทางการเมืองและมนุษยธรรม” หากต้องการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแม้คำตัดสินของศาลโลกในกรณีปราสาทพระวิหารจะสร้างความชัดเจนทางกฎหมายในระดับหนึ่งแต่หากไม่มีคณะกรรมการร่วมที่สามารถจัดการผลกระทบในระดับพื้นที่ ความรู้สึกของประชาชน และมาตรการสร้างความไว้วางใจ คำตัดสินทางกฎหมายก็อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างสันติภาพระยะยาว
บูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์: ความยืดหยุ่นและการยอมรับกลไกกฎหมาย
ข้อพิพาทชายแดนระหว่างบูร์กินาฟาโซและไนเจอร์เป็นอีกกรณีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศคู่ขัดแย้งสามารถเลือกใช้กฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่ทำให้ข้อพิพาทกลายเป็นสงครามได้ ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ชายแดนที่ไม่ชัดเจนและเกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น ทรัพยากร และการเคลื่อนย้ายของประชาชน แต่แทนที่จะใช้กำลัง ทั้งสองฝ่ายเลือกใช้การเจรจาและยอมรับการตัดสินของศาลโลก สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ความพร้อมของทั้งสองประเทศในการปรับตัวต่อผลลัพธ์ของกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่ยึดติดกับแนวคิดแบบชนะทั้งหมดหรือแพ้ทั้งหมด การยอมรับการปรับเขตแดนและการจัดการพื้นที่ร่วมสะท้อนให้เห็น “ความยืดหยุ่นทางอธิปไตย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพในข้อพิพาทชายแดน ในเชิงสันติศึกษา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า อธิปไตยไม่จำเป็นต้องถูกมองในฐานะเส้นแบ่งแข็งทื่อเสมอไป หากแต่สามารถบริหารจัดการในลักษณะที่ลดความเสียหายต่อประชาชนและลดความเสี่ยงต่อความรุนแรงได้ บทเรียนนี้มีคุณค่าต่อไทย–กัมพูชา เพราะข้อพิพาทชายแดนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความต้องการทำสงครามโดยตรง แต่เกิดจากความไม่ชัดเจนทางเทคนิคและการตีความที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความยืดหยุ่น การยอมรับกลไกร่วม และการไม่ปล่อยให้ชาตินิยมครอบงำกระบวนการเจรจา จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสันติภาพ
อินเดีย–บังกลาเทศ: จากดินแดนสลับซับซ้อนสู่ความมั่นคงของมนุษย์
กรณีอินเดีย–บังกลาเทศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแก้ข้อพิพาทชายแดนโดยให้ความสำคัญกับประชาชนมากกว่าพื้นที่เพียงอย่างเดียว ปัญหาดินแดนสลับซับซ้อนตามแนวชายแดนทำให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในสภาพกึ่งไร้รัฐหรือเข้าถึงบริการของรัฐได้ยาก คนเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นของรัฐใดอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสัญชาติ การศึกษา สาธารณสุข ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต ข้อตกลง Land Boundary Agreement ปี 2015 ระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ จึงมีความสำคัญอย่างมากเพราะไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนพื้นที่แต่เป็นการแก้ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ประชาชนในพื้นที่ได้รับสิทธิในการเลือกสัญชาติ เลือกว่าจะอยู่ในพื้นที่เดิม หรือ ย้ายไปยังประเทศที่ตนต้องการ ข้อตกลงนี้ จึงเป็นตัวอย่างของการนำ “มนุษย์” กลับมาเป็นศูนย์กลาง โดยใช้มุมมองความมั่นคงทางมุนษย์ (Human Security) ให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก ในการจัดการเขตแดน สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนจากอินเดีย–บังกลาเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาชายแดนไม่ควรมองเฉพาะแผนที่ เส้นเขตแดน หรืออำนาจรัฐ แต่ต้องมองชีวิตของประชาชนชายแดนด้วย ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนมักมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การค้า วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ข้ามพรมแดน หากรัฐจัดการปัญหาโดยคำนึงถึงอธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่ละเลยชีวิตของประชาชน สันติภาพที่เกิดขึ้นย่อมเปราะบาง
เปรู–เอกวาดอร์: จากสงครามชายแดนสู่ Peace Parks
กรณีเปรูและเอกวาดอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของการแปลงเปลี่ยนข้อพิพาทชายแดนไปสู่สันติภาพเชิงบวก ทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทชายแดนยาวนานและเคยทำสงครามหลายครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า อเมซอน ความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเส้นเขตแดน แต่เกี่ยวข้องกับความภาคภูมิใจของชาติ ทรัพยากร และการควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ภายหลังสงคราม Cenepa War ในปี 1995 ทั้งสองประเทศเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างจริงจัง และในปี 1998 ได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพ สิ่งที่ทำให้กรณีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การสร้าง “พื้นที่สันติภาพ” ผ่านเขตอนุรักษ์ทางนิเวศหรือ “Peace Parks” ตามแนวชายแดน พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และความสัมพันธ์ของชุมชนชายแดน มากกว่าจะเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางทหาร กรณีเปรู–เอกวาดอร์ จึงสะท้อนหลักคิดสำคัญว่า พื้นที่พิพาทสามารถถูกออกแบบใหม่ได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งเปลี่ยนคำถามจาก “ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นี้” ไปสู่ “เราจะใช้พื้นที่นี้ร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพได้อย่างไร” การสร้างพื้นที่ปลอดทหารและพื้นที่อนุรักษ์ร่วมยังช่วยลดโอกาสการเผชิญหน้าทางทหาร และสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ทั้งสองฝ่ายรักษาความสงบ บทเรียนนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีไทย–กัมพูชา เพราะพื้นที่ชายแดนจำนวนมากมีคุณค่าทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และเศรษฐกิจ หากทั้งสองประเทศสามารถออกแบบพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือ เช่น พื้นที่วัฒนธรรมร่วม พื้นที่ท่องเที่ยวสันติภาพ พื้นที่อนุรักษ์ร่วม หรือพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนร่วม ก็อาจช่วยเปลี่ยนชายแดนจากพื้นที่แห่งความหวาดระแวงไปสู่พื้นที่แห่งความไว้วางใจ
นอร์เวย์–รัสเซีย: พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและการบริหารทรัพยากรร่วม
ในมิติทางทะเล กรณีนอร์เวย์และรัสเซียในทะเล Barents Sea แสดงให้เห็นว่า ข้อพิพาททางทะเลสามารถจัดการได้ผ่านการแบ่งปันผลประโยชน์และการบริหารทรัพยากรร่วม ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานและประมง แต่แทนที่จะปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะ ทั้งสองฝ่ายใช้แนวทางเจรจาระยะยาวและการจัดการร่วมในช่วงที่ยังไม่มีข้อยุติ แนวคิด “Grey Zone” หรือพื้นที่สีเทาในกรณีนี้ หมายถึงการยอมรับว่า แม้ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด แต่รัฐสามารถสร้างระเบียบชั่วคราวเพื่อป้องกันความรุนแรงและแบ่งปันผลประโยชน์ได้ แนวคิดนี้สะท้อนความสำคัญของ “การไม่ปล่อยให้ความไม่ชัดเจนกลายเป็นความรุนแรง” กล่าวคือ พื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติสามารถถูกบริหารจัดการได้ หากทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองและกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน บทเรียนนี้มีความสำคัญต่อไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพราะรัฐไม่จำเป็นต้องรอให้ข้อพิพาทด้านอธิปไตยได้รับการแก้ไขสมบูรณ์ก่อนจึงจะร่วมมือกันได้ แต่สามารถออกแบบกลไกร่วมเพื่อพัฒนาทรัพยากร ลดความตึงเครียด และสร้างผลประโยชน์ร่วมไปพร้อมกัน
ไทย–มาเลเซีย: พื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเล
กรณีไทย–มาเลเซียในพื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเลเป็นตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดของเราเอง ทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงาน แต่เลือกใช้แนวทาง “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” ผ่านการจัดตั้ง Malaysia–Thailand Joint Authority ภายใต้กรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม กรณีนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่า รัฐสามารถแยก “ข้อพิพาทด้านอธิปไตย” ออกจาก “การใช้ประโยชน์ร่วม” ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ การร่วมพัฒนาไม่ได้หมายความว่ารัฐสละสิทธิทางอธิปไตย แต่เป็นการสร้างกลไกชั่วคราวเพื่อให้พื้นที่พิพาทไม่กลายเป็นพื้นที่สูญเปล่าหรือพื้นที่เสี่ยงต่อความขัดแย้ง บทเรียนนี้สามารถนำมาปรับใช้กับกรณีไทย–กัมพูชาได้โดยตรงในกรณีข้อพิพาททางทะเล หากไม่มีประเด็นการแทรกแซงการเมืองภายในของกันและกัน หรือ ความทับซ้อนของความขัดแย้งทางบกและมองโดยไม่มองความสูญเสียไปแล้วจำนวนมากของทั้งสองฝ่ายในการต่อสู้ทางบก ไทยและกัมพูชาอาจพิจารณาแนวทางการจัดการร่วมบางรูปแบบ เช่น พื้นที่เศรษฐกิจร่วม พื้นที่ท่องเที่ยวร่วม พื้นที่อนุรักษ์ร่วม หรือกลไกดูแลประชาชนชาวประมงชายแดนร่วม เพื่อให้ความไม่ชัดเจนไม่กลายเป็นความรุนแรงและเกิดประโยชน์ต่อคนในพืนที่และรัฐ2.1.7 กรณีรัสเซีย–จีน: จากข้อพิพาทชายแดนสู่ความมั่นคงร่วมผ่าน SCO
รัสเซีย–จีน: จากข้อพิพาทชายแดนสู่ความมั่นคงร่วมผ่าน SCO
กรณีรัสเซีย–จีนเป็นตัวอย่างสำคัญของการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งชายแดนไปสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ในอดีต ทั้งสองประเทศเคยมีข้อพิพาทชายแดนและเกิดการปะทะทางทหารบริเวณแม่น้ำอุซซูรีในปี ค.ศ.1969 ซึ่งสร้างความหวาดระแวงและการสะสมกำลังทหารตลอดแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามเย็น ทั้งสองฝ่ายเริ่มลดความตึงเครียดผ่านการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการลดกำลังทางทหาร จนนำไปสู่การก่อตั้งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation: SCO) ในปี ค.ศ.2001
ความสำเร็จของกรณีนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก “การแข่งขันด้านอธิปไตย” ไปสู่ “ความมั่นคงร่วม” ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการพัฒนาระดับภูมิภาค บทเรียนสำคัญต่อกรณีไทย–กัมพูชา คือ แม้ข้อพิพาทบางประเด็นยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่รัฐสามารถเริ่มต้นจากการสร้างกลไกความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมก่อน เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “คู่ขัดแย้ง” ไปสู่ “หุ้นส่วน” และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาวได้
บทเรียนร่วมจากกรณีศึกษาทั่วโลก
เมื่อพิจารณากรณีศึกษาทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของการสร้างสันติภาพในข้อพิพาทชายแดนมีองค์ประกอบร่วมกันหลายประการ ประการแรก คือ “การยอมรับว่ากฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญแต่ไม่เพียงพอ” หากปราศจากกลไกทางการเมืองระหว่างประเทศและการดำเนินการในพื้นที่ภายหลังคำตัดสิน ประการที่สอง คือ “การจัดตั้งกลไกร่วม” เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดน คณะกรรมการพัฒนาร่วม หรือกลไกผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้การจัดการข้อพิพาทมีความต่อเนื่อง ประการที่สาม คือ “การให้ความสำคัญกับประชาชนชายแดน ไม่ใช่เพียงอธิปไตยของรัฐ” ประการที่สี่ คือ “การสร้างผลประโยชน์ร่วม” เพื่อให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจในการรักษาสันติภาพ และประการสุดท้าย คือ “การเปลี่ยนความหมายของชายแดนจากเส้นแบ่งไปสู่พื้นที่เชื่อมโยง”
สำหรับไทย–กัมพูชา บทเรียนสำคัญที่สุดคือ สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นจากการเอาชนะกันทางประวัติศาสตร์หรือ อธิปไตย แต่จะเกิดขึ้นจากการออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ “ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตนเองได้โดยไม่ทำลายศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายหนึ่ง”
หากชายแดนยังถูกมองเป็นพื้นที่ของการสูญเสีย ความหวาดระแวง และศัตรู ความขัดแย้งย่อมมีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรงแต่หากชายแดนถูกมองแบบมิตรมากขึ้นและออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่ของผลประโยชน์ร่วม ความร่วมมือ และความไว้วางใจ สันติภาพที่ยั่งยืนก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
อ่านประกอบ:
'ความไม่แน่นอน-ความไม่มั่นคง-ความไม่ยั่งยืน' กับ สันติภาพโลกที่เปราะบาง (1)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา