
บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก สั่งชะลอการอนุมัติ-สร้างทั่วประเทศไว้ก่อน สั่งเร่งรวบรวมข้อมูลให้แน่ชัดใน 1 สัปดาห์ ก่อนทยอยร่างเกณฑ์ขึ้นมาภายใน 1 เดือน ขณะที่สภาพัฒน์เผยมีการสั่งตั้งอนุ 4 ด้านสแกนรอบคอบ ก่อนเปิดข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ที่รออนุมัติใหม่มีอีก 166 แห่ง ส่วนกรณีกระแสข่าวขอใช้ไฟฟ้ารวม 20,000 เมกะวัตต์ รอตรวจสอบข้อมูล
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 4 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก พิจารณาเรื่องการบูรณาการข้อมูลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันอย่างเร็วที่สุด พร้อมเร่งจัดระเบียบ และวางกติการร่วมกันในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์
@เปิด 3 ยุทธศาสตร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ไทยแลนด์
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงานมาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์ ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง โดยกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย
1.ความชัดเจนด้านข้อมูล โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบัน (Status) ของอุตสาหกรรมนี้จากทุกแหล่งที่กระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน (Single View) เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง
2.การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดูแลและปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว (ซึ่งจะมีระยะเวลาในการปรับปรุงตัวภายหลัง) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
3.การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Upgrading) ส่งเสริมยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตทางดิจิทัลสูง มีการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างแพร่หลาย
โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติ 4 มิติ ได้แก่
1.ด้านเศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และด้านความต้องการประเภท AI Factory รวมถึงการจัดที่ตั้งหรือ Zoning โดยการประเมินนั้นจะต้องยืนยันได้ว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อศึกษาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ ไฟ และระบบดิจิทัล
3.ด้านพื้นที่และอาคาร การจัดระเบียบพื้นที่และผังเมือง
4.ด้านสิ่งแวดล้อม
@รวบรวมข้อมูลภายในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคขั้นต่ำ (Minimum Requirement) ของดาต้าเซ็นเตอร์ ภายในสัปดาห์หน้า และจะต้องประสานระหว่างคณะอนุกรรมการฯ เพื่อออกแบบกลไกนโยบายให้เชื่อมโยงกัน และเสนอคณะกรรมการฯ ภายใน ก.ย. นี้
นายเอกนิติกล่าวว่า นักลงทุนเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย แต่เนื่องจากไทยยังไม่เคยมียุทธศาสตร์ ดังนั้นจะต้องกำหนดกรอบนโยบาย จัดระเบียบและวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของประเทศ
“หัวใจสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายคือไทยไม่ได้ต้องการส่งสัญญาณปิดกั้นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะเปลี่ยนจากการอนุมัติรายหน่วยงาน เป็นยุทธศาสตร์ระดับประเทศในการกำหนดกรอบพิจารณาอนุมัติภาพใหญ่” นายเอกนิติกล่าว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
@ดาต้าเซ็นเตอร์ รอขออนุญาตพรึ่บ 166 โครงการ
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมได้มีการรับทราบข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆในเรื่องการอนุมัติและขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงาน พบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ หรือ บริษัท โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 49 โครงการ นอกจากนี้ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตและพิจารณาของหน่วยงานต่างๆอยู่อีกกว่า 117 โครงการ รวมทั้งสองส่วน 166 โครงการ
@ทำเกณฑ์ให้เสร็จใน 1 เดือน
อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการกำกับและติดตาม ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนในส่วนของข้อกำหนดมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคมที่จะมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้ปฏิบัติตาม ขณะที่เกณฑ์เรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องมีการกำหนดผลตอบแทนในเกณฑ์ที่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมกำหนดว่าหน่วยงานต่างๆที่ได้รับมอบหมายจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์นี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปกำหนดประเภทธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้มีการจดทะเบียนธุรกิจประเภทนี้ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ผู้ประกอบการมักขออนุญาตภายใต้ประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้มองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจอย่างแท้จริง
ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นมีการหารือกันในเรื่องนี้ว่าอาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมนั้นจะกำหนดที่มีกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกกะวัตต์ (MW) แต่ที่ประชุมได้มีการหารือว่าขนาด 2 MW ถือว่าเล็กมาก และอาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆก่อนจะมีการกำหนดขนาดที่จะนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง
นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการหารือว่าการทำงานจะครอบคลุมการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งสองรูปแบบ คือ กลุ่มที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลภายนอก (Commercial Data Center / Co-location) และกลุ่มที่ดำเนินการภายในองค์กรเอง (Private Data Center) โดยจะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อมูลตลาดเพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ (Baseline) และจัดประเภทอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนในระยะถัดไป
นอกจากนี้ สศช. ได้วางแนวทางสำคัญเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ได้แก่ การจัดระเบียบอัตราการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ให้มีความเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริงและสะท้อนต้นทุนทางอ้อม โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านขึ้นมารับผิดชอบ การสร้างกลไกการอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าจากการที่นักลงทุนต้องแยกขออนุญาตหลายหน่วยงาน
@ตั้ง 4 อนุฯ สแกนรอบด้าน
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดขั้นต่ำในการสร้างใหม่ และระบบการตรวจสอบหลังเปิดให้บริการ (Post-auditing) ประกอบด้วย
1.ด้านเศรษฐกิจ มีเลขาฯสศช.เป็นประธาน และเลขาบีโอไอเป็นประธาน เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ)
2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีเลขาธิการ สทนช.และปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานทำหน้าที่ดูแลระบบน้ำ ไฟ เครือข่ายดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาดหรือ Green Energy)
3.ด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดมหาดไทย และปลัดพลังงาน เป็นประธาน ทำหน้าที่ควบคุมทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัยของอาคารและสถานีไฟฟ้าย่อย
และ 4.ด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน โดยเน้นการกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีหรือ Best Practices เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติตามอย่างยั่งยืน มากกว่าการเน้นมาตรการลงโทษ)
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อทำดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 20,000 เมกะวัตต์นั้น นายดนุชากล่าวว่า ยังเป็นข้อมูลที่ต้องไปเคลียร์ให้ชัดเจนก่อนว่า ที่ขอๆกันมามันถึง 20,000 เมกะวัตต์หรือเปล่า? เพราะมีผู้รับเหมาประเภท EPC เข้ามาขอเยอะ ซึ่งทางการไฟฟ้าฯ ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังชะลอการอนุมัติคำขอไว้อยู่

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
@กทม.ยันชะลอโครงการไว้ 3 อีก 3 ลงสอบแน่น
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า วันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นในการกำหนดนิยามให้ Data Center เข้าสู่หมวดอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่ประชาชนใน 5 ด้าน ได้แก่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดวางผังเมืองเพื่อระบุพิกัดที่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารเรื่องระยะเว้นระยะร่น ความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองอย่างเข้มงวดโดยกระทรวงพลังงาน ตลอดจนความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคอย่างน้ำและไฟฟ้า
สำหรับสถานะของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ กทม. นายชัชชาติกล่าวว่า ปัจจุบันมีการขออนุญาตทั้งหมด 6 โครงการ ขนาดตั้งแต่ 9-23 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติและเปิดดำเนินการไปแล้ว 3 โครงการ ตั้งแต่ช่วงปี 2565-2567 ซึ่ง กทม. จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างเข้มข้น เพื่อประเมินว่ามีผลกระทบ หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชุมชนรอบข้างหรือไม่ เพื่อนำมาใช้เป็นบทเรียนเชิงข้อมูลต่อไป
ส่วนอีก 3 โครงการที่เหลือซึ่งยังไม่อนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย นายชัชชาติยืนยันว่า จะถูกสั่งชะลอไว้ก่อน เพื่อทบทวนรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเชิงนโยบายที่ชัดเจนจากคณะกรรมการภายใน 1 เดือน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา