
"...การแบ่งฝ่ายทางการเมืองว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ถือเป็นเรื่องตลก เพราะประเทศไทยไม่มีกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างแท้จริง มีแต่ ‘อำนาจนิยม’ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนกระแสหลักก็กลายเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน และธุรกิจสื่อพิมพ์กำลังล่มสลายเนื่องจากคนหันไปใช้อินเทอร์เน็ตและอ่านหนังสือน้อยลง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสังคมที่น่าเศร้า..."
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org): เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีการเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
@ ย้อนรอยเส้นทางชีวิต ผลงานทางการทูต และจิตวิญญาณนักประชาธิปไตย
เริ่มต้นงานด้วย หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษถ่ายทอดเรื่องราวชีวประวัติ ผลงานทางการทูต และแนวทางการทำงานของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกบันทึกไว้ในหนังสือชีวประวัติ “หงส์ลายมังกร” เขียนโดย คุณวิมลพันธุ์ ปิตะธวัชชัย
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวว่า คุณวิมลพันธุ์ ปิตะธวัชชัย ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นชีวิตการทำงานจากการเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก่อนจะหันมาเขียนหนังสือชีวประวัติของบุคคลสำคัญของบ้านเมืองได้อย่างน่าติดตามราวกับนิยาย เช่น ประวัติของ นายพจน์ สารสิน นายสัญญา ธรรมศักดิ์ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ รวมถึงผลงานเชิงประวัติศาสตร์อย่างหนังสือ 'เอกสารใต้รัฐธรรมนูญ' และชีวประวัติของพลตรีหญิง พลดีอ่อน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา โดยผลงานทุกเล่มผ่านการค้นคว้าวิจัยอย่างละเอียด เล่าเรื่องบริบทบ้านเมืองในแต่ละยุคได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหนังสือ 'หงส์ลายมังกร' เล่มนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและวิกฤตที่นายอานันท์ต้องเผชิญในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน
สำหรับความทรงจำส่วนตัว หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวว่า ได้พบกับนายอานันท์ครั้งแรกขณะท่านดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งขณะนั้นตนเพิ่งเรียนจบและกำลังฝึกงานอยู่ที่ธนาคาร โดยประทับใจที่ทูตระดับผู้ใหญ่ให้ความเป็นกันเอง มักจะมานั่งชมการถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอลที่อพาร์ตเมนต์ของตน และต่อมาเมื่อนายอานันท์ไปดำรงตำแหน่งทูตประจำกรุงวอชิงตัน D.C. ก็ได้รับการยอมรับจากข้าราชการสถานทูตทุกคนว่าเป็นนักการทูตที่ทำงานเก่งอย่างยิ่ง
ด้านผลงานทางการทูตและการเมือง หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวว่า ในช่วงกรณีเรือมายาเกวซ (Mayaguez) รัฐบาลไทยได้เรียกตัวนายอานันท์กลับจากสหรัฐอเมริกา และมอบหมายภารกิจสำคัญในการเตรียมการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องชี้ชะตาความอยู่รอดของประเทศ โดยนายอานันท์สามารถเจรจาและเตรียมการจนประเทศไทยเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนได้สำเร็จในเวลาไม่เกิน 2 เดือน ร่วมกับผู้นำสำคัญ 3 ท่าน คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายอานันท์ ปันยารชุน นอกจากนี้ นายอานันท์ยังเป็นกำลังสำคัญในฝ่ายข้าราชการประจำที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเวียดนาม โดยมี นายพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ให้การสนับสนุน
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวต่อว่า แม้ต่อมานายอานันท์จะถูกคณะปฏิวัติปลดออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตนมองว่าไม่ยุติธรรมต่อคนที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ แต่นายอานันท์ก็ได้ ลาออกจากราชการไปทำงานที่บริษัท สหยูเนี่ยน และได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่ภาคธุรกิจและแสดงศักยภาพผู้นำในเวทีระดับนานาชาติ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ในงานต้อนรับร่วมกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้
กระทั่งหลังการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 คณะปฏิวัติได้ตัดสินใจเชิญนายอานันท์มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความรู้ความสามารถอันเป็นที่ยอมรับ ทั้งนี้ ในช่วงรัฐบาลอานันท์ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ได้มีโอกาสร่วมงานในฐานะโฆษกรัฐบาล และต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้สัมผัสถึงสไตล์การทำงานและการประชุมคณะรัฐมนตรีของนายอานันท์ว่า เป็นที่ประชุมที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว ตรงไปตรงมา และจับประเด็นได้อย่างแม่นยำ
"คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของนายอานันท์ คือความเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็วที่สุดภายใน 4–6 เดือน ซึ่งในขณะนั้น ผมเคยเสนอขอให้เลื่อนกำหนดการเลือกตั้งออกไปอีก 2 เดือน เพื่อเร่งผลักดันโครงการรถไฟฟ้ามวลชนสายแรกให้เกิดขึ้น แต่นายอานันท์ปฏิเสธและยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ถึงเวลาที่ต้องคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนแล้ว และต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด" หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวปิดท้าย

@ ประชาธิปไตยต้องมาพร้อมธรรมาภิบาล ชี้สังคมไทยยังติดกับดัก 'อำนาจนิยม'-ฟังไม่ค่อยเป็น
ปิดท้ายงานเปิดตัวหนังสือนี้ด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวปาฐกถาแสดงทัศนะสะท้อนตัวตน ภาพรวมสังคม และโครงสร้างการเมืองไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหากระบวนการรับฟังของคนในชาติ พร้อมเสนอแนวคิดการปกครองตามหลักธรรมาภิบาล
นายอานันท์ กล่าวว่า การพูดของตนในทุกครั้งเป็นการพูดปากเปล่าโดยไม่ได้เตรียมล่วงหน้า เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดที่มาจากใจจริงว่าตนคือใคร และเดินมาไกลแค่ไหนตลอดชีวิตที่เกี่ยวพันกับประเทศชาติ ตนเป็นคนชอบฟัง ชอบถกเถียง ปล่อยวางได้ ไม่ยึดติดกับอดีตไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่มุ่งดำรงชีวิตอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
นายอานันท์ กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมที่ ‘ฟังไม่ค่อยเป็น’ แม้จะพูดเก่ง มีความคิด แต่อาจไม่ค่อยรับรู้ความเห็นต่าง และมักตัดสินใจเร็ว โดยมองความเห็นที่ไม่ตรงกันว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งที่สังคมที่มีความคิดเห็นเหมือนกันทั้งหมดคือสังคมเผด็จการ (Dictator) สังคมที่น่าอยู่และยังมีความหวัง จะต้องมีความหลากหลายทางความคิดและพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เพราะตามธรรมชาติและหลักศาสนา ไม่มีสิ่งใดที่ยืนยงคงกระพัน
"การปกครองประเทศไทยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย แต่มักมองอย่างจำกัดเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ และชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแท้จริงแล้วประชาธิปไตยไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง หากขาดองค์ประกอบสำคัญอย่าง ‘ธรรมาภิบาล’ (Democratic Governance) ที่ประกอบด้วยความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของสื่อ ความโปร่งใส และความซื่อสัตย์สุจริต หากใช้ธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตยจะตามมาเอง แต่หากยึดประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ธรรมาภิบาลอาจไม่เกิดขึ้น" นายอานันท์ กล่าว
นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ตนไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์หรือการที่ ‘ทัวร์ลง’ จากการพูดความจริงเมื่อ 2 ปีก่อน แม้สังคมจะมองว่าตนเป็นตัวร้ายก็ยอมรับได้ แต่ขอให้คนไทยกลับมาทบทวนเพื่อตื่นตัวเรื่องสิทธิมนุษยชน คุณค่าของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ประหัตประหาร และความเข้าใจอันดีต่อกัน
"การแบ่งฝ่ายทางการเมืองว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ถือเป็นเรื่องตลก เพราะประเทศไทยไม่มีกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างแท้จริง มีแต่ ‘อำนาจนิยม’ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนกระแสหลักก็กลายเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน และธุรกิจสื่อพิมพ์กำลังล่มสลายเนื่องจากคนหันไปใช้อินเทอร์เน็ตและอ่านหนังสือน้อยลง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนสังคมที่น่าเศร้า" นายอานันท์ กล่าว;
นายอานันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ตนจะมีอายุ 94 ปีและตั้งใจจะหยุดพูดแล้ว แต่ยังคงไม่หมดหวัง หากการออกมาพูดในครั้งนี้จะช่วยให้คนในสังคมได้ตั้งสติและมองประเทศไทยตามความเป็นจริง ก็ถือว่าพอใจแล้ว

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ร่วมเสวนาโดยน.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียน, ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา