
อนุทิน เผยประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวทั้งด้านการลงทุน การส่งออก และสร้างรายได้ ระบุออกไปประสานความร่วมมือกับต่างประเทศแล้ว 16 ประเทศ เตรียมเจรจาการค้าต่อกับอเมริกา-อาหรับ-เอเชียกลาง-ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ มี 'ศุภจี' เป็นหัวหอก เตรียมหารือ 'สภาพัฒน์' ทบทวนปัจจัยประเมินสภาวะเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงให้ได้มากที่สุด
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 24 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและผลการดำเนินงานของรัฐบาลว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความผันผวน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการแข่งขันทางการค้า แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสขยายการลงทุน การส่งออก และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลมุ่งใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตลอดช่วงการบริหารประเทศ รัฐบาลได้เดินหน้าขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยทีมไทยแลนด์เดินทางไปต่างประเทศรวม 16 ประเทศ เพื่อเปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และเจรจากับผู้นำรัฐบาลและภาคธุรกิจโดยตรง พร้อมย้ำว่าการเดินทางแต่ละครั้งมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจชัดเจน ไม่ใช่การเดินทางเพื่อเยี่ยมเยือนตามพิธีการ
“เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เราต้องแสวงหาความร่วมมือ ต้องทำมาค้าขาย เพิ่มรายได้ เพิ่มโอกาสให้กับประชาชน การไปต่างประเทศแต่ละครั้งต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะได้อะไรกลับมา” นายกรัฐมนตรีกล่าว
@โว ทุนนอกลงทุนไทยเพิ่ม 30% จากปี 68 ส่งออกขยายตัว 20-25%
สำหรับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตัวเลขมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สูงกว่ามูลค่าการลงทุนตลอดทั้งปี 2568 ประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวประมาณ 20-25% สะท้อนความต้องการสินค้าจากประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดส่งออกที่ขยายตัวสูงในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรีมองว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากการที่รัฐบาลเปิดรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน ลดขั้นตอนการพิจารณาโครงการ และผลักดันข้อเสนอสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันข้อตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอเชียกลาง รวมถึงการแก้ไขอุปสรรคทางการค้ากับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเจรจา
@ถก สภาพัฒน์ ทบทวนปัจจัยประเมินเศรษฐกิจ สะท้อนของจริง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 2.1% ว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิม
โดยได้หารือกับนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้ตรวจสอบข้อมูลและทบทวนปัจจัยเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อให้การประเมินสะท้อนสถานการณ์จริงมากที่สุด พร้อมประสานข้อมูลกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ตัวเลข GDP มีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนและประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่
@โลจิสติกส์ จุดแข็งใหม่ประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่รัฐบาลหลายชุดลงทุนต่อเนื่องมากว่า 10-20 ปี ทั้งถนน รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ และสนามบิน
ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบจากการมีทางออกทะเล 2 ด้าน และสามารถเชื่อมโยงการขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว จีน และมาเลเซีย ทำให้นักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน แทนที่จะมองเพียงตลาดภายในประเทศไทยประมาณ 70 ล้านคน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการให้การลงทุนต่างชาติสร้างประโยชน์แก่แรงงานไทยมากกว่าการจ้างงานประกอบสินค้า โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือ Upskill และ Reskill เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับรายได้ของประชาชนในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน จากกว่า 190 ประเทศ ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพประเทศไทยต่อผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก
การประชุมดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้ให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการ แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก ตลอดจนช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE ในอนาคต

@ยันยังบริหารสถานการณ์พลังงานได้
ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน แต่ประเทศไทยยังสามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้า
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดค่าไฟฟ้าครัวเรือน พร้อมผลักดันแนวทางให้ประชาชนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของรัฐได้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ เสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับการลงทุนจากทั่วโลก สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสการจ้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยใช้ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา