
กระบวนการพูดคุยสันติสุข “ดับไฟใต้” ที่หยุดชะงักไป ด้วยเหตุผลเคลือบคลุมพอสมควรว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
แต่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อาศัยจังหวะนี้ “ทบทวน” เนื้อหาการพูดคุย ตามที่แถลง 6 มาตรการหลังการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69
อ่านประกอบ : “เลื่อนพูดคุย - ดีลลับอินโดฯ” เกมใหม่ไทยกดดันโต๊ะสันติภาพ?
เมื่อมีจังหวะที่จะเรียก “สุญญากาศ” หรืออะไรก็แล้วแต่ ถือเป็นห้วงเวลาที่ดีที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงจะได้ถอยมาตั้งหลัก เพราะยังมีการบ้านเกี่ยวกับ “การพูดคุยสันติสุขฯ” อีกหลายข้อที่รัฐบาลยังไม่เคยตอบ และ สมช.ยังไม่มีความชัดเจน
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง เขียนบทความตั้งคำถาม และข้อสังเกตในเรื่องพูดคุยสันติสุขฯ เอาไว้อย่างแหลมคม และน่าสนใจยิ่ง...
@@ ไฟใต้ … ไฟเจรจา !
สถานการณ์ไฟใต้ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการโจมตีจุดตรวจในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 22 กรกฎาคม ทำให้ทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นาย
ผลของการโจมตีที่เกิดขึ้น ได้สร้าง “แรงสั่นสะเทือน” ทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด
ปัญหาการโจมตีในพื้นที่ระแงะทำให้เกิดข้อถกเถียงปัญหาเรื่อง “การพูดคุย” ระหว่างตัวแทนของรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่มติดอาวุธ BRN อย่างมาก
ภาพรวมของปัญหา :
1.การพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มติดอาวุธ BRN ไม่ว่าจะถูกเรียกชื่ออะไร แต่โดยสาระคือ “การเจรจาสันติภาพ” เพื่อหวังว่า การพูดคุยจะจบลงด้วยการสร้างสันติภาพในพื้นที่ที่เป็นปัญหา
2.การพูดคุยเริ่มจากยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเปิดเวทีการคุยที่กัวลาลัมเปอร์
3.การพูดคุยดำเนินไปในหลายรัฐบาล แต่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้จริง จึงเปิดโอกาสให้ NGO จากยุโรปเข้ามามีบทบาท
4.การพูดคุยในช่วงปลายรัฐบาล คสช. มีการสร้างกรอบการพูดคุยใหม่ แต่กรอบนี้เป็นการดำเนินการโดยกลุ่ม NGO ของยุโรป และมีการจัดการประชุมที่เบอร์ลิน และที่เจนีวา
5.กรอบการพูดคุยคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “JCPP” แต่ก็มีเสียงโต้แย้งและคัดค้านในหมู่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง แต่แผนนี้ก็ได้รับการผลักดันจาก สมช.
6.ผลจากสภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดเวทีการพูดคุย 2 เวที คือ เวทีที่มาเลเซีย และเวทีที่ยุโรป
7.ปัจจุบัน อาจารย์วันนอร์ ในฐานะของที่ปรึกษาของ “คณะผู้แทนพิเศษ” เดินทางไปอินโดนีเซีย และมีข่าวว่า น่าจะมีการพบกับผู้แทน BRN
8.การเดินทางไปอินโดนีเซียของอาจารย์วันนอร์ ทำให้เกิดการคาดคะเนว่า อาจจะมีการดึงอินโดนีเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวกร่วมกับมาเลเซีย
9.ข้อเสนอให้อินโดนีเซียเข้ามาเป็นผู้อำนวนความสะดวกเพิ่มอีก 1 ประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เคยพยายามเสนอมาก่อน แต่รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ตอบรับ และให้น้ำหนักไว้กับทางมาเลเซีย
10.ผลจากปฏิบัติการของ BRN ในกรณีของระแงะ ทำให้เกิดความเห็นจากกระแสสังคมบางส่วนว่า รัฐบาลควรยุติการพูดคุย เพราะไม่มีท่าทีตอบรับจาก BRN
คำถาม :
1.รัฐบาลชุดปัจจุบันยอมรับแผน JCPP หรือไม่
2.รัฐบาลจะยอมรับให้ NGO ยุโรป เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้เพียงใด
3.รัฐบาลยอมให้เปิดเวทีการพูดคุย 2 เวที (มาเลเซียและยุโรป) หรือไม่
4.ในอนาคต รัฐบาลจะเพิ่มบทบาทของอินโดนีเซียเข้ามาด้วยหรือไม่
5.ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลจะกำหนดยุทธศาสตร์ภาคใต้ ที่มีการพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์นั้น
6.รัฐบาลควรกำหนดทิศทางของคณะพูดคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่ให้หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ทำหน้าที่เป็นคณะรับฟังความคิดเห็นจากภาคสังคม
7.การรับฟังความเห็นจากภาคสังคม ควรเป็นหน้าที่ของคณะผู้แทนพิเศษ เพราะมีสถานะเป็นดัง “ครม. น้อย”
8.หลายฝ่าย/หลายคนพยายามเปิดช่องทางการติดต่อกับ BRN ทำอย่างไรที่การเปิดช่องทางนี้ จะไม่กลายเป็น “ความไร้เอกภาพ” ของฝ่ายเรา หรือไม่กลายเป็นช่องทางหาประโยชน์ทางการเมืองจาก BRN
อนาคต :
การเจรจา/พูดคุยเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน และความยุ่งยากในภาคใต้ส่วนสำคัญมาจากความเชื่อของ BRN ว่า การก่อเหตุคือ การสร้างแรงกดดันเพื่อชิงความได้เปรียบในการพูดคุย
แต่อาจลืมไปว่า ถ้าก่อเหตุจนเกินระดับแล้ว โต๊ะเจรจาอาจล้มได้ และนโยบายในการแก้ปัญหาของรัฐจะถูกสังคมกดดันให้รัฐต้องใช้มาตรการเข้มงวดมากขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สุดท้ายนี้ บทความไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุติการเจรจาทั้งกระบวน แต่ต้องการเสนอให้คิดถึง “ยุทธศาสตร์การเจรจาใหม่” ที่ไม่ใช่จำยอมต้องเดินไปกับกรอบเดิม (JCPP) เพียงเพราะ สมช. เกรงใจ NGO ยุโรป !
