
ศาลทหารกลางพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ สั่งจำคุก 12 ปี 36 เดือน “พลตรี ช.” ทุจริตสร้างถนนสายบ้านน้ำตกที่นราธิวาส แต่สุดท้ายรอดนอนคุก! ศาลปราณีสั่งรอลงอาญา 5 ปี อ้างเหตุชรา ป่วยมะเร็งตับ แถมยอมชดใช้ค่าเสียหายหลักล้าน
เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลทหารกลางได้เผยแพร่เอกสารข่าว ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เรื่อง “คดีทุจริตโครงการสร้างถนน ตามคำพิพากษาของศาลทหารกลาง คดีแดงที่ 25/2569”
ข้อเท็จจริงตามเอกสารข่าว สรุปได้ว่า เป็นคดีทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้างเส้นทางมาตรฐานสายบ้านน้ำตก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการทหารสูงสุด ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศาลทหารกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 124/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 25/2569 ระหว่าง อัยการสูงสุด โดยอัยการศาลทหารกรุงเทพ ผู้ฟ้องคดีแทน โจทก์ และ “พลตรี ช.” จำเลย
โดยศาลทหารกลางพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ ในส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 รวม 6 กระทง โทษจำคุก 12 ปี 36 เดือน แต่พิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 90,000 บาท
@@ ย้อนคำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ คุก 12 ปี 36 เดือน!
คดีนี้ ศาลทหารกรุงเทพไต่สวนประกอบรายงานและสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับฟังเป็นยุติโดยจำเลยไม่แย้งคัดค้าน ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2547, 26 ต.ค.2547, 27 ต.ค.2547, 18 พ.ย.2547 และ 3 มี.ค.2548 ขณะกระทำความผิด จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการโครงการจัดซื้อจัดจ้าง/ก่อสร้างเส้นทางมาตรฐานสายบ้านน้ำตก ไม่ได้ดำเนินการกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
อีกทั้งยังปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง หรือเพื่อให้ผู้ขายและผู้รับจ้างได้รับเงินโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157
ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา ศาลทหารกรุงเทพจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เนื่องจากรับสารภาพ คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุกทุกกระทงกำหนด 12 ปี 36 เดือน และยกคำร้องในส่วนที่ขอให้รอการลงโทษ

@@ “พลตรี ช.” อุทธรณ์ขอแก้โทษ - รอลงอาญา
ต่อมา จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลทหารกลาง ขอให้ยกฟ้องในฐานความผิดตามมาตรา 151 และขอให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า พร้อมขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ
แต่ศาลทหารกลางพิจารณาแล้ว มีคำพิพากษายืนตามศาลทหารกรุงเทพ ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทหนักตามที่ศาลทหารกรุงเทพพิพากษา มิใช่ความผิดบทเบาตามมาตรา 157 ตามที่จำเลยอุทธรณ์
@@ รอดคุก! ศาลปราณีให้รอการลงโทษ - ปรับเพิ่ม 9 หมื่น
อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ประกอบกับปัจจุบันจำเลยมีอายุถึง 79 ปี และป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อ งและต้องรับการตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามเอกสารใบรับรองแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
นอกจากนี้ จำเลยยังได้บรรเทาผลร้ายด้วยการนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามส่วนการรับผิด เป็นจำนวนเงิน 1,782,035.50 บาท คืนให้แก่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเรียบร้อยแล้ว
เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สุขภาพ การรู้สึกความผิด และการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ประกอบกับสภาพความผิด จึงมีเหตุสมควรปราณีตามกฎหมาย พิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
แต่เพื่อให้จำเลยรู้สึกหลาบจำ ศาลจึงมีคำพิพากษาเพิ่มโทษปรับอีกกระทงละ 30,000 บาท (ตามอัตราโทษของกฎหมายเดิมขณะกระทำความผิด) ลดโทษตามมาตรา 78 ลงกึ่งหนึ่ง คงปรับกระทงละ 15,000 บาท รวมโทษปรับ 6 กระทง เป็นเงินทั้งสิ้น 90,000 บาท
@@ แจงส่งท้าย ศาลทหารกลางไร้อคติ
ท้ายเอกสารข่าว ยังระบุว่า ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 คู่ความยังคงมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาของศาลทหารกลางได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการสูงสุดที่จะพิจารณาใช้สิทธิยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่ ซึ่งในกระบวนการพิจารณาคดี ศาลทหารกลางได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในความเป็นกลาง ปราศจากอคติ และอำนวยความเป็นธรรมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
@@ นักกฎหมายกองทัพเห็นแย้ง ควรรับโทษก่อน
มีรายงานจากแหล่งข่าวในกองทัพว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นชอบให้อัยการสูงสุดไม่ต้องฎีกา อย่างไรก็ดี ยังไม่เอกสารหรือหลักฐานอื่นใดยืนยันข่าวนี้
ด้านแหล่งข่าวซึ่งอยู่ในหน่วยงานด้านกฎหมายของกองทัพ ให้ความเห็นว่า ศาลทหารกลางให้เหตุผลเรื่องจำเลยอายุมาก และป่วยเป็นมะเร็ง จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 5 ปี แต่ตนเห็นแย้งว่า กรณีอายุมากกับมีโรคภัยไข้เจ็บหนัก ก็ควรต้องรับโทษจำคุกก่อน แล้วจึงหาเหตุบรรเทาหลังจากนั้น เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม
หมายเหตุ : ภาพปกข่าว สร้างจาก AI
