
สัปดาห์ที่แล้ว “ทีมข่าวอิศรา” บอกเล่าเรื่องราวของการสร้างเครือข่ายชุมชน ปลูก “ครามมะรานอ” พืชล้มลุกพื้นถิ่นบางนรา ไปทำสีย้อมผ้า เป็นสีครามบลูยีนส์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชายแดนใต้
ทำให้ “ครามทะเล” ต้นไม้เล็กๆ ที่แทบไม่มีใครเคยสนใจ กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนให้กับครัวเรือนในพื้นที่ แถมต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ย้อมสีครามเป็นอัตลักษณ์ ไม่เฉพาะเสื้อผ้าเท่านั้น
เรื่องราวของ “ครามมะรานอ” ยังไม่จบ เพราะเราทิ้งประเด็นไว้ตอนท้ายว่า มีการขยายพื้นที่ปลูก “ครามมะรานอ” จากริมทะเล ไปสู่ดินแดนภูเขาสูงอย่าง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ที่ ต.ภูเขาทอง
อ่านประกอบ : สีบลูยีนส์แห่งนราฯ อัตลักษณ์ “ครามมะนารอ” ความภูมิใจปลายด้ามขวาน
ที่สุคิริน ไม่ได้มีแค่ “แปลงครามมะรานอ” ที่เป็นสิ่งใหม่ แต่ยังเป็นครั้งแรกของภาคใต้ที่ “เลี้ยงไหมอีรี่” ด้วย

“ไหมอีรี่” จากภาคอีสาน ดินแดนที่ราบสูงของไทย เดินทางข้ามภาคมาเป็นสารตั้งต้นแห่งแรกของภาคใต้ ณ บ้านภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จากกระบวนการเลี้ยงไหม จนทอออกมาเป็นผืนผ้า ทุกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บ้านภูเขาทอง
ด้วยพื้นที่และดินอันอุดมสมบูรณ์ของบ้านภูเขาทอง มีต้นมันสำปะหลังขึ้นตามธรรมชาติอยู่ทั่วชุมชน ไม่ต้องซื้อหา นับเป็นวัตถุดิบชั้นดีต่อการเลี้ยง “น้องหนอนอีรี่”

“ตอนเด็กๆ เคยเลี้ยงหม่อนไหมกับแม่ ได้ผลน้อยมาก และมีคนเคยเลี้ยงแล้วเป็นหม่อนไหม สาวเส้นไม่ออก ก็ไม่อยากทำอีก แต่เมื่ออาจารย์บอกว่าลองเลี้ยงไหมอีรี่มั้ย มันกินใบมันสำปะหลัง มีวิธีสาวและทำโรงเลี้ยงไหม ก็ลองทำมาเรื่อยๆ ปรากฏว่าได้ผลดี” อาภรณ์ แพงดำดี สมาชิกกลุ่มภูเขาทอง บอกเล่าถึงประสบการณ์ใหม่ที่ได้เลี้ยงไหมอีรี่ ครั้งแรกที่สุคิรินบ้านเกิด
“หนอนอีรี่กินใบมัน โตขึ้นทุกวัน ดีใจมาก จะเลี้ยงไปตลอด เพราะโอกาสมาหาเราและได้ผลจริง” อาภรณ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

จุฑามาส นิสัยค้า ประธานกลุ่มภูเขาทอง ซึ่งเป็นพี่สาวของอาภรณ์ เล่าเสริมว่า ตั้งใจทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มเห็นหนทางสำเร็จ อยากให้ชาวบ้านมาร่วมมากขึ้น
”ความสุขของการเลี้ยงไหมคือการเห็นไหมแข็งแรง ออกจากรังไหม รอการผสมพันธุ์และวางไข่ จากนั้นก็สาวไหม และทอเป็นผืนผ้า“

ทองเลิศ สอนจันทร์ วิทยากรการเลี้ยงไหมอีรี่จากขอนแก่น บอกว่า อีรี่ชอบบรรยากาศที่สุคิรินมาก อากาศไม่หนาว ไม่ร้อน เป็นอีกที่ที่น่าจะเลี้ยงอีรี่และให้ผลผลิตที่ดีได้ตลอดทั้งปี
“ให้น้องหนอนมาเจอแม่ๆ ที่นี่ เห็นแววตา รอยยิ้มของแม่ๆ เขามีความสุข ได้เรียนรู้การเลี้ยงอีรี่ว่าการกิน การเข้าจ่อทำรัง ต้องทำอย่างไร แล้วมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างตั้งใจ และเห็นผลจริง”

ดร.นวัตกร อุมาศิลป์ นักวิจัยโครงการพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย บอกถึงความเป็นมาของ “กลุ่มภูเขาทอง” ที่เริ่มจากงานศูนย์ศิลปาชีพและการเลี้ยงหม่อนไหม เมื่องานวิจัยเกี่ยวกับไหมอีรี่เข้ามา จึงสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับแม่ๆ ซึ่งหมายถึงกลุ่มแม่บ้านที่สุคิริน
“ได้ทำใน 3 skills คือ Reskill กระตุ้นให้กลับมาทอผ้าอีก Upskill ในกระบวนการสกัดสีตามแนวของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ส่วน Newskill คือการเลี้ยงไหมอีรี่สายพันธุ์ใหม่เป็นที่แรกของภาคใต้”

”อีรี่แรกของไทยเกิดที่เชียงใหม่ ประสบความสำเร็จที่ขอนแก่น โดยได้รับเกียรติจากแม่ทองเลิศ มาเป็นวิทยากรในการร่วมขับเคลื่อนครั้งนี้”
“ไหมอีรี่” มีโปรตีนค่อนข้างสูง นำมาทำเครื่องแต่งกายและสกินแคร์สำหรับผู้สูงอายุ นี่คือประเด็นหลักที่ ดร.นวัตกร และทางโครงการตั้งไว้สำหรับการพัฒนา
“ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่ตอบโจทย์คือเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เวชสำอางที่เหมาะสม ไหมอีรี่เป็นไหมที่ตรงกลุ่มเป้าหมายนี้”

จากใบไม้ธรรมดากลายเป็นสีครามที่สวยงาม... ครามไม่ใช่แค่สี แต่คือเรื่องราวของความตั้งใจ ผ้าย้อมครามมะนารอต่อยอดสู่หลากผลิตภัณฑ์ อาทิ ปลอกหมอนอิง โคมไฟ เสื้อ กางเกง กระเป๋า ฉากกั้น ผ้าคลุมไหล่ หมวก จนมาถึงปัจจุบันที่ครามมะนารอ ขยับปีกจากทะเลสู่ภูเขาทอง อ.สุคิริน แผ่นดินนราธิวาสเดียวกัน
แปลงครามภูเขาก่อเกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์และสวยงาม...รอเก็บเกี่ยวคราม นำไปสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะร่วมกับ “ไหมอีรี่” ถักทอเป็นผืนผ้า ตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกาย เรื่องนุ่งห่ม และอีกหลากหลายเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นอัตลักษณ์ของชายแดนใต้อย่างแท้จริง
@@ รู้จัก 2 โครงการ “ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

โครงการ “ครามมะนารอ” คือโครงการการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากครามมะนารอเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรตินราธิวาส
โครงการนี้ได้เปลี่ยนวิถีชุมชน สร้างรายได้ยั่งยืนที่นราธิวาส เป็นส่วนหนึ่งภายใต้แผนยกระดับจังหวัดด้วยการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งแก้ปัญหาความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

ไหมอีรี่ (Eri Silk) คือ ไหมจากหนอนไหมป่าสายพันธุ์ Samia ricini ที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหารหลัก มีลักษณะเด่นคือเส้นใยสีขาวนวล นุ่ม ฟู มีความทนทาน ดูดซับน้ำได้ดี และระบายอากาศได้ดีกว่าไหมหม่อนทั่วไป
เมื่อนำไปทอเป็นผ้าสวมใส่ ทำให้ใส่สบายทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว จุดเด่นสำคัญคือสามารถเก็บเกี่ยวโดยไม่ต้องฆ่าตัวไหม ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น “ผ้าไหมแห่งสันติภาพ” หรือ “ไหมอหิงสา” นิยมใช้ทอเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสานของไทย
