
ประเดิม กพต. ยุค “สีหศักดิ์” ย้ำ “ความมั่นคง” ต้องเดินคู่ “ความมั่งคั่ง” ลุยตั้ง “กรรมการพิเศษ” หนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุข เดินหน้าแจงปัญหาไฟใต้ในเวทีนานาชาติ ขณะที่ “นายกอ๋า” เสนอ Free VAT 0% ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่ ทั้งให้ทุนอาจารย์เรียนต่อต่างประเทศ จับคู่มหาวิทยาลัยส่วนกลางยกระดับมาตรฐานการศึกษา ด้านชาวบ้านจับตาแนวทางแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน
วันพุธที่ 20 พ.ค.69 ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมืองยะลา จ.ยะลา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลกลุ่มภารกิจแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต. ; ตามกฎหมาย ศอ.บต.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายบูรณาการของรัฐบาลที่พยายามประสานรอยร้าวระหว่างมิติความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจ ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่ยังคงตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
@@ ย้ำ “ความมั่นคง – ความมั่งคั่ง” ต้องเดินควบคู่กัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมามักขาดเอกภาพระหว่าง ศอ.บต. หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ และ กพต.ซึ่งดูแลระดับนโยบาย หลังจากนี้ กพต.จะต้องเพิ่มความถี่ในการประชุมเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่มีความสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น
รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า “ความมั่นคงและความมั่งคั่งต้องเดินควบคู่กัน” โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ “ระบบราง” เชื่อมโยง 3-5 จังหวัดชายแดนภาคใต้และท่าเรือต่างๆ เพื่อต่อยอดการขนส่งกับประเทศมาเลเซียที่กำลังเร่งพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมไปยังประเทศจีน
@@ ตั้ง กก.หนุนคณะพูดคุยฯ – แจงปัญหาใต้ในเวทีนานาชาติ

ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในมิติของงานพูดคุยเจรจาและการสื่อสารกับต่างประเทศ รองนายกฯสีหศักดิ์ กล่าวว่า จะมีการตั้ง “คณะกรรมการพิเศษ ดูแลยุทธศาสตร์และกระบวนการเจรจาสันติสุข” เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสนับสนุนการทำงานของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ที่มีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นผู้นำ
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังได้หยิบยกประสบการณ์กว่า 40 ปีในกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการชี้แจงเหตุการณ์ปล้นปืน กรือเซะ และตากใบ ต่อเวทีนานาชาติ (ทั้ง OIC และ UNHRC) มาเป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้าใจในมิติระหว่างประเทศ
@@ “นายกอ๋า” เสนอ Free VAT 0% ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา หรือ “นายกอ๋า” ได้กล่าวสะท้อนวิกฤตความเหลื่อมล้ำ โดยระบุว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาตรฐานการศึกษาที่ตกต่ำและมีอัตราการว่างงานสูงสุดในประเทศ บัณฑิตจบใหม่ต้องอพยพไปขายแรงงานในเมืองหลวง เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดิมอย่างสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุน หรือ BOI รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวในการดึงดูดนักลงทุน
นายกอ๋า ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างเพื่อ “สร้างความเข้มแข็งจากภายใน” ในหลายมิติ โดยเสนอให้ประกาศสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “เขตปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ Free VAT 0% นาน 15 ปี เพื่อชดเชยโอกาสที่สูญเสียไปจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพราะแม้รัฐจะสูญรายได้ปีละ 1,300 ล้านบาท แต่จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตและเกิดการจ้างงาน
นอกจากนั้นยังเสนอการผลักดันการสร้าง “ท่าเรือน้ำลึก” ที่ปัตตานี และเชื่อมโยง 2 ฝั่งสมุทร (ท่าเรือปัตตานี-ท่าเรือปีนัง มาเลเซีย) ผ่านการเปิดด่านชายแดนกาบัง จ.ยะลา
นอกจากนี้ยังเสนอให้สร้างสนามบินบนเส้นทางเชื่อมกับรถไฟยะลา และขยายเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก เลียบชายทะเล เพื่อควบรวมประชากร 2 ล้านคนให้เป็นตลาดขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องจัดทำ “แผนแม่บทบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ” ครอบคลุมการขุดคลองบายพาสและพื้นที่แก้มลิง เพื่อรับมืออุทกภัยซ้ำซากอันเกิดจากสภาพเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
@@ ให้ทุนอาจารย์ – จับคู่มหาวิทยาลัย ยกระดับการศึกษา

นายพงษ์ศักดิ์ ยังเสนอเรื่องให้ทุนอาจารย์ท้องถิ่นไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับ Top 10 ของโลก โดยมีเงื่อนไขผูกพันต้องกลับมาสอนในพื้นที่ 10 ปี พร้อมเสนอให้จับคู่มหาวิทยาลัยในพื้นที่กับมหาวิทยาลัยชั้นนำในส่วนกลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานสถาบันการศึกษาที่ชายแดนใต้
พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพเชิญ คณะนักการทูตเอเชียตะวันออก เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ลงพื้นที่จริง เพื่อปลดล็อกคำสั่งห้ามเดินทาง ทลายกำแพงความกลัวและเปิดประตูสู่การลงทุนระดับโลก
@@ คนพื้นที่จับตาแนวทางแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน

แม้ภาครัฐและเอกชนจะพยายามวาดฝันถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่กลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงต่อแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
นางสาวดาวาตี สาเละ ชาวบ้านจังหวัดปัตตานี ตั้งคำถามถึงทิศทางการแก้ปัญหาของรัฐ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้นำศาสนา นักกิจกรรมเพื่อสังคม และสถาบันปอเนาะ ยังคงถูกเพ่งเล็งและดำเนินคดี
“คนที่ทำงานเพื่อประชาชน คนที่สอนศาสนา คนที่ปกป้องอัตลักษณ์และสิทธิของชุมชน กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดระแวง เพียงเพราะเขามีความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือเลือกที่จะยืนเคียงข้างประชาชน” นางสาวดาวาตี ระบายความรู้สึก
สอดคล้องกับ นายมูมิน ตัวแทนเยาวชนในพื้นที่ ที่ระบุว่า รัฐและสังคมภายนอกมักมองพื้นที่ผ่านเลนส์ความมั่นคงเพียงมิติเดียว จนละเลย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของคนในพื้นที่ ซึ่งต้องทนรับผลกระทบจากวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และการตีตราเหมารวมกลุ่มผู้แต่งกายตามอัตลักษณ์มลายูมุสลิมให้กลายเป็นผู้ต้องสงสัย
“สังคมและกลไกรัฐต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ผู้เห็นต่างทางความคิด’ กับ ‘ผู้ใช้ความรุนแรง’ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ออกมาพูดเรื่องสิทธิชุมชนจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐเสมอไป” เยาวชนในพื้นที่กล่าว
อนึ่ง การลงพื้นที่ของประธาน กพต. คนใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่า จะสามารถผสานนโยบายปูพรมทางเศรษฐกิจระดับเมกะโปรเจค ไปพร้อมกับการคืนความเป็นธรรม และรับรองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
