
รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ แสดงท่าทีไปคนละทิศละทาง ต่อเหตุรุนแรงรับปี 69 ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คนร้ายกระจายกำลังกันลอบวางระเบิดและทำให้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในสถานีบริการน้ำมัน หรือ “ปั๊ม” ของ ปตท.ทั้งใน จ.นราธิวาส ยะลา และปัตตานี สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วประเทศ
โดยเหตุการณ์ร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นคล้อยหลังวาระ 22 ปีไฟใต้ ครบ 22 ปีปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 ม.ค.69 เพียงไม่ถึง 10 วัน และยังอยู่ในช่วงของการพูดคุยสันติสุขกับขบวนการ BRN ซึ่งมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้วย
@@ “อนุทิน” ฟันธงโยงการเมือง ไม่ได้มุ่งก่อการร้าย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามเรื่องนี้ในตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยงระหว่างลงพื้นที่หาเสียงย่านตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ โดยบอกว่า จากการได้รับรายงานเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งโชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
“ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การก่อเหตุในลักษณะนี้เป็นการส่งสัญญาณที่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น มากกว่าที่จะมุ่งหวังในเรื่องของการก่อการร้าย แต่ผมได้สั่งการเน้นย้ำว่าไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม”
@@ ฉก.นราธิวาส เล่นบทเข้มประกาศเคอร์ฟิว

ในขณะนี้นายกฯ อ้างรายงานฝ่ายความมั่นคงว่า คนร้ายไม่ได้มุ่งเรื่องก่อการร้าย แต่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสกลับประกาศเคอร์ฟิว หรือ มาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 21.00 - 05.00 น. หรือ 3 ทุ่มถึง ตี 5 เริ่มตั้งแต่คืนหลังเกิดเหตุเป็นต้นไปอย่างไม่มีกำหนด
ขณะเดียวกันก็สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดบริเวณจุดผ่านแดนไทย–มาเลเซีย ตลอดจนบังคับใช้มาตรการจับเป็นอื่นๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
เป็นที่น่าสังเกตว่า “มาตรการเคอร์ฟิว” ไม่ได้ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งนักในพื้นที่ชายแดนใต้ เนื่องจากกระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการละหมาดในเวลาค่ำ และนั่งดื่มน้ำชาตามร้านน้ำชาในชุมชน ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติปกติของพี่น้องมุสลิมทั้งสามจังหวัด
การตัดสินใจใช้ “มาตรการเคอร์ฟิว” และใช้เพียงจังหวัดเดียว คือ นราธิวาส จึงทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ยิ่งนายกฯออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองให้น้ำหนักประเด็นการเมืองมากกว่าการก่อการร้าย ยิ่งทำให้ประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นการปฏิบัติที่สวนทางกันหรือไม่
@@ สมช.ฝากมาเลย์จี้ BRN หยุดรุนแรง ทำลายโต๊ะพูดคุย

อีกด้านหนึ่ง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกแถลงการณ์ส่งสัญญาณคัดค้านการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยถ้อยคำหนักแน่นตรงไปตรงมา ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในสถานการณ์ไฟใต้ที่ผ่านมา
“สมช.เห็นว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่ได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสวัสดิภาพ และการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการทำลายบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ต่างพึงปรารถนา สมช. จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ก่อเหตุหยุดการกระทำดังกล่าวในทันที” แถลงการณ์ระบุตอนหนี่ง
สมช.ยังส่งสารผ่านมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติสุข ให้แจ้งฝ่าย BRN ว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับการก่อเหตุรุนแรงทุกรูปแบบ ซึ่งการส่งสัญญาณถึง BRN อย่างเป็นทางการเช่นนี้ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจาก สมช.ในลักษณะที่ทำให้เป็นข่าวต่อสาธารณะมาก่อนเลย
“ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ สมช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะพูดคุยสันติสุขฯ ได้สื่อสารไปยังกลุ่ม BRN ในฐานะคู่พูดคุย โดยผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย ถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทย ในการไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงที่บั่นทอนการใช้ชีวิตของประชาชน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการในกระบวนการสันติภาพ และความสำเร็จของการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
@@ แม่ทัพ - ผบช.ภ.9 ถกเครียดยกระดับ รปภ.

ด้านความเคลื่อนไหวของผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พล.ต.ท. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) เข้าหารือร่วมกับ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เพื่อกำหนดแนวทางปรับกำลังและยกระดับมาตรการความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยมุ่งควบคุมการใช้เส้นทางลักลอบข้ามแดนที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางก่อเหตุและหลบหนี
พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้เพิ่มฐานปฏิบัติการกองร้อยป้องกันชายแดน (ปชด.) จากเดิม 3 กองร้อย เป็น 6 กองร้อย ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวแม่น้ำโก-ลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมพื้นที่และการปฏิบัติการเชิงรุก
โอกาสนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุบริเวณปั๊มน้ำมันบางจุดที่ได้รับความเสียหายจากการระเบิดและเพลิงไหม้ด้วย
@@ ผบ.ตร. สั่งภาค 9 เร่งสืบสวนหาตัวกลุ่มคนร้าย
พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการด่วนให้ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 เร่งตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว โดยขณะนี้คดีมีความคืบหน้าในหลายจุด
สำหรับเหตุการณ์ระเบิดและวางเพลิง 11 จุด ทำให้ ร.ต.อ.ประสิทธิ์ บำรุง รองสารวัตรปราบปราม (รอง สวป.) สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่เข้าไปตรวจสอบเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน สาขาตันหยงมัส อ.ระแงะ ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด ซึ่ง ผบ ตร.ได้สั่งการให้ดูแลการรักษาพยาบาล และสวัสดิการอย่างเต็มที่
@@ “พิพัฒน์” แนะกลุ่มป่วนใต้ส่งจดหมายคุยรัฐบาล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) และรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยมปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาบานา อ.เมืองปัตตานี ซึ่งเป็น 1 ใน 11 จุดที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดและเกิดเพลิงไหม้
ติดตามความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกโจมตีในพื้นที่หลายจุดของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โอกาสนี้ นายพิพัฒน์ ได้กล่าวกับผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ว่า ทางจังหวัดและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเข้ามาดูแลผู้เสียหายแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีกำลังใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป
พร้อมกันนี้ นายพิพัฒน์ได้ส่งสัญญาณถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยเน้นย้ำว่า ความรุนแรงไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ และเรียกร้องให้เปลี่ยนจากการใช้อาวุธมาเป็นการประสานงานผ่านช่องทางของรัฐบาล
”ขอฝากถึงพี่น้องเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับรัฐ สามารถส่งจดหมายหรือประสานมายังรัฐบาลได้ เรามีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อเจรจาหารือโดยเฉพาะ”
@@ “ประชาชาติ” เรียกร้อง 3 ข้อเคลียร์ปมบึ้มปั๊มใต้

วันเดียวกัน พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล จำนวน 3 ข้อ โดย 1 ใน 3 ข้อ คือการระบุว่า รัฐบาลไม่มีเอกภาพในการจัดการปัญหา ให้เร่งแก้ไขเป็นการด่วน
“รัฐบาลต้องชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่สร้างความสับสนให้ประชาชน พรรคประชาชาติเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อประชาชนอย่างเป็นทางการว่า เหตุลอบวางระเบิดดังกล่าวเข้าข่ายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐหรือไม่ เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า ไม่ใช่การก่อการร้ายนั้น ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับการประเมินสถานการณ์และการยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ความไม่สอดคล้องของท่าทีดังกล่าวกำลังสร้างความสับสนแก่สาธารณชน บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน และสะท้อนปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในการบังคับบัญชาด้านความมั่นคงของรัฐบาลอย่างร้ายแรง”
@@ อดีตเลขาฯสมช. สวน “ก่อการร้าย” ชัดๆ
ด้าน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะอดีตเลขาธิการ สมช. และอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพกับขบวนการ BRN กล่าวว่า การก่อเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่ง พฤติการณ์แบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของกระบวนการสร้างสันติภาพตามที่ควรจะเป็นอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับกลายเป็นปัญหาการก่อการร้ายไปแล้ว
ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้จะต้องพุ่งเป้าไปที่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง โดยต้องอาศัยมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไประงับยับยั้งเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที รวมถึงต้องมีการขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเด็ดขาด”
พล.ท.ภราดร ย้ำว่า ความสำเร็จของการแก้ปัญหาใต้จะดูได้จากตัวชี้วัดสำคัญ นั่นก็คือจำนวน “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
