
เปิด 5 เหตุผลกลุ่มป่วนใต้วางบึ้ม 7 จุด 2 อำเภอ “ยี่งอ–ระแงะ” นราธิวาส คืนวาเลนไทน์ คาดหวังก่อกวนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเดือนรอมฎอน เชื่อมโยงย้อนหลังถึงระเบิดซุกโถน้ำชักโครกปั๊มปัตตานี ตั้งเวลาบึ้มคืนเดียวกัน แต่ถูกเก็บกู้ก่อน จับจังหวะขยายพื้นที่และจำนวนเหตุการณ์รับสถานการณ์ตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยหรือไม่
ห้วงเวลา 23.00 น.ของวันเสาร์ที่ 14 ก.พ.69 ซึ่งเป็นคืนวันวาเลนไทน์ ต่อเนื่องถึงเวลา 05.00 น.ของวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. ศูนย์วิทยุตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส รับแจ้งเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดในเขตพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยในเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
โดยในพื้นที่ อ.ยี่งอ เกิดเหตุ จำนวน 5 จุด จากการรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่าคนร้ายก่อเหตุตามช่วงเวลา ดังนี้
เวลา 23.00 น.วันที่ 14 ก.พ. เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บริเวณหน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ (กะสะมะรอบี) ตั้งอยู่ตรงข้ามสมาคมจีน หมู่ 7 ต.ยี่งอ
เวลา 00.00 น. หรือเที่ยงคืนพอดี ของวันที่ 15 ก.พ. เกิดเหตุระเบิดบริเวณหน้าร้านโทรศัพท์ (อ.บูรฮัน) และสำนักงานปศุสัตว์ ใกล้เขตเทศบาล 2 และ 3 พื้นที่หมู่ 7 ต.ยี่งอ
เวลา 02.00 น. วันที่ 15 ก.พ. เกิดเหตุวางระเบิดหน้าร้านซ่อมโทรทัศน์ ใกล้กับหอนาฬิกา และร้าน “มาด๊ะ” ในพื้นที่ หมู่ 7 ต.ยี่งอ
เวลา 04.00 น. วันที่ 15 ก.พ. วางระเบิดและเพลิงไหม้ บริเวณหน้าร้าน “กะนะ ขายข้าว” บริเวณสะพานเหล็ก ในพื้นที่ หมู่ 7 ต.ยี่งอ
เวลา 05.00 น. วันที่ 15 ก.พ. เกิดเหตุวางระเบิดบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง เส้นทางมุ่งหน้าไปยัง จ.ปัตตานี หมู่ 2 ต.ยี่งอ

ส่วนในพื้นที่ อ.ระแงะ เกิดเหตุขึ้นทั้งหมด 2 จุดดังนี้
เวลา 23.32 น. วันที่ 14 ก.พ. วางระเบิดบริเวณร้านขายของชำในพื้นที่ ม.7 ต.ตันหยงมัส
เวลา 01.00 น. วันที่ 15 ก.พ. เกิดเหตุวางระเบิดบริเวณตรงข้ามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 ต.ตันหยงมัส
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้ง 2 จุดเบื้องต้นพบร่องรอยความเสียหายบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์และร้านค้า มีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (รถโชเล่ย์) และทรัพย์สินบางส่วนถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย บนพื้นถนนมีเศษซากวัสดุและรอยเขม่ากระจายตัวอยู่ทั่วไป

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เข้าปิดกั้นพื้นที่ ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และรอให้เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ EOD และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงเช้า พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ล่าสุดเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทุกจุดเพื่อหาเบาะแสของกลุ่มคนร้าย เบื้องต้นคาดว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เขตชุมชนเมือง
@@ Can Bomb? ระเบิดซุกกระป๋อง ไม่มีสะเก็ด

“ทีมข่าวอิศรา” ได้ข้อมูลเชิงลึกจากเจ้าหน้าที่ชุดตรวจที่เกิดเหตุว่า บริเวณที่เกิดระเบิดหลายจุดพบชิ้นเศษกระป๋องอลูมิเนียม ยังไม่ชัดว่าเป็นกระป๋องสีสเปรย์ หรือกระป๋องที่ขึ้นรูปมาใหม่ด้วยตัวเอง หรือ แบบโฮมเมด เป็นภาชนะที่คนร้ายใช้บรรจุระเบิด และยังพบเศษวงจรจุดระเบิดกระจายไปทั่ว แต่ไม่พบชิ้นส่วนของสะเก็ดระเบิด มีเพียงร่องรอยจากแรงอัดระเบิดที่ทำให้ข้าวของที่อยู่รอบข้างกระจัดกระจาย
@@ เปิด 5 ข้อสังเกตโยงบึ้มปั๊มปัตตานี - จับจังหวะตั้งรัฐบาล

ข้อสังเกตของการก่อเหตุรอบนี้มีอย่างน้อย 5 ประการคือ
1.เป็นระเบิดขนาดเล็ก ไม่มีสะเก็ด จึงมีเป้าหมายเพื่อการก่อกวน หรือทำลายทรัพย์สินแบบจำกัดวง
2.ห้วงเวลาการก่อเหตุเป็นตอนกลางดึก จึงไม่น่าจะหวังผลทำร้ายใคร รวมถึงเจ้าหน้าที่ น่าจะต้องการให้เกิดขึ้นความปั่นป่วนในพื้นที่เท่านั้น
3.คืนเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่ 5 ทุ่มของคืนวาเลนไทน์ ซึ่งตรงกับวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่พบในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน อำเภอเมืองปัตตานีก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3-4 ก.พ.69 ซีลในถุงพลาสติก ซุกในโถน้ำชักโครก ตั้งเวลาระเบิด 4 ทุ่มของวันที่ 14 ก.พ. ฉะนั้นทั้งวัตถุระเบิดและผู้ก่อเหตุน่าจะมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายสร้างความวุ่นวายในคืนวาเลนไทน์ อย่างน้อยในพื้นที่ 2 จังหวัด คือ ปัตตานี (หากระเบิดไม่ถูกเก็บกู้เสียก่อน) และนราธิวาส ที่เพิ่งเกิดเหตุล่าสุด
4.กลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ จะเข้าสู่เดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอด โดยสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศให้มุสลิมดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ในวันพุธที่ 18 ก.พ.ที่จะถึงนี้
โดยปกติก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน กับช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน จะเป็นห้วงเวลาที่สถิติเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้พุ่งสูงทุกปี

5.ห้วงเวลาที่เกิดเหตุนี้ เป็นช่วงหลังเลือกตั้ง และพรรคการเมืองเริ่มจับขั้วตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การที่มีเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ย่อมส่งผลเป็นการตอกย้ำว่า ปัญหาไฟใต้ยังคงอยู่ กลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐโดยใช้ความรุนแรงยังมีตัวตน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยชุดใหม่จัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยนั่นเอง
