
มุสลิมเมืองนราฯ กว่าพันคน ร่วมละหมาดอีดิ้ลฟิตรี ริมเขื่อนท่าพระยาสาย ส่วนที่มัสยิดยะหาอ่านคุตบะห์ เตือนหยุดขายเสียง รับเงินบาป ระวังยาเสพติดระบาด ขณะที่สถานการณ์น้ำมันขาดแคลน-ราคาพุ่ง ทำหลายครอบครัวงดเดินทางไกล เลือกฉลองรายอในพื้นที่
วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.69 บรรยากาศเฉลิมฉลองเทศกาลอีดิ้ลฟิตรี หรือ “วันรายอปอซอ” ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ลานนกเงือก ริมเขื่อนท่าพระยาสาย อ.เมืองนราธิวาส มีชาวไทยมุสลิมทั้งในเขตเทศบาลเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 1,000 คน พร้อมใจกันสวมชุดมลายูสีสันสวยงาม เดินทางเป็นครอบครัวเพื่อร่วมพิธีละหมาดอีด
ในการนี้ อิหม่ามอีมามุดดีน หะยีเจ๊ะมิง เป็นผู้นำละหมาด และมีการอ่านคุตบะห์ (บทธรรมเทศนา) โดย อุสตาซมุสลิม บือราเฮง ในหัวข้อ “FAMILY RESET ชีวิตดี สังคมดี เริ่มที่ครอบครัว” เน้นย้ำถึงการใช้โอกาสหลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอนในการปรับปรุงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงในการสร้างสังคมที่มีสันติสุข

นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ได้ร่วมพบปะและกล่าวอวยพรแก่พี่น้องมุสลิม โดยระบุว่า วันอีดิ้ลฟิตรีถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการน้อมรับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า และเป็นโอกาสของการแสดงออกถึงความเสียสละ การแบ่งปันซะกาต (ทาน หรือการบริจาค) แก่ผู้ยากไร้ รวมถึงการขออภัย (ขอมาอัฟ) ต่อกันเพื่อส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน
“ขอให้ความสันติสุขและความสามัคคีจงประสบแก่ทุกคน และขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็งในการปฏิบัติตนเป็นผู้ศรัทธา เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป” นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส กล่าว

สำหรับวันตรุษอีดิ้ลฟิตรีปีนี้ ตรงกับปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 เป็นวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งนอกจากพิธีละหมาดในช่วงเช้าแล้ว ชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะใช้เวลาในช่วงวันสำคัญนี้ในการเยี่ยมหลุมศพบรรพบุรุษ และเดินทางไปพบปะญาติพี่น้องเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกัน
นอกจากนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้วันตรุษอีดิ้ลฟิตรีเป็นวันหยุดราชการประจำปีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส, สงขลา และสตูล) โดยในปี 2569 นี้ ได้มีการประกาศให้วันจันทร์ที่ 23 มี.ค.69 เป็นวันหยุดราชการชดเชย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เวลาประกอบศาสนกิจและอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่
@@ คุตบะห์มัสยิดยะหา เตือนหยุดรับเงินบาปการเมือง - เฝ้าระวังยาเสพติด
ด้านบรรยากาศการละหมาดอีดิ้ลฟิตรีในพื้นที่ อ.ยะหา จ.ยะลา มีพี่น้องมุสลิมร่วมละหมาดอย่างเนืองแน่น หลายมัสยิดมีประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมากล่าวใน “คุตบะห์” (บทธรรมเทศนา) คือการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมที่กำลังกัดเซาะชุมชนอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการเมืองและจริยธรรม
ผู้นำศาสนา อ่านคุตบะห์กล่าวย้ำถึงภัยของการคอร์รัปชันทางการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยระบุว่าการรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงคือการ “กินเงินบาป” และเป็นการขายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
“การขายสิทธิ์คือการทำตามอารมณ์ฝ่ายต่ำ ซึ่งขัดต่อหลักการอิสลามอย่างรุนแรง เงินเพียงไม่กี่บาทที่ได้รับมาจากการขายเสียง เปรียบเสมือนการนำไฟนรกเข้าสู่ครอบครัว และเป็นการทำลายอนาคตของบ้านเมืองอย่างประเมินค่าไม่ได้” ส่วนหนึ่งของคุตบะห์ระบุ
ส่วนของเยาวชน คุตบะห์ได้หยิบยกเรื่องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเตือนถึงการเสียเวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์มือถือและการใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิดศีลธรรม รวมถึงการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในทางที่นำไปสู่ความบาป ซึ่งส่งผลให้ละเลยหน้าที่ทางศาสนา
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ “กัญชา-น้ำกระท่อมเสรี” ที่ระบาดหนักในกลุ่มเยาวชนทั้งชายและหญิง จนนำไปสู่พฤติกรรมการไม่เกรงกลัวผู้ใหญ่ และละทิ้งการละหมาด จึงเรียกร้องให้พ่อแม่ผู้ปกครองกวดขันบุตรหลานให้กลับสู่แนวทางที่ถูกต้อง คือการไปมัสยิดเพื่อ ละหมาดครบ 5 เวลา และการอ่านอัลกุรอานเป็นนิตย์
สำหรับประเด็นความขัดแย้งหรือข้อพิพาทต่างๆอันจะนำไปสู่ความเสื่อมเสียของศาสนา ผู้นำศาสนาชี้ว่า เป็นเรื่องน่าอับอายหากอิสลามต้องแตกแยกกันด้วยเรื่องดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มุสลิมยึดถือความสามัคคีเป็นที่ตั้ง ไม่ควรนำประเด็นความแตกต่างทางความคิดมาเป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาท
ในช่วงท้ายของบทธรรมเทศนา ได้มีการเชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ ดำเนินชีวิตตามแบบอย่าง (ซุนนะห์) ของท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ทั้งการทำความดีเพื่อโลกนี้และโลกหน้า พร้อมทั้งเชิญชวนให้ร่วมถือศีลอดสุนัตอีก 6 วันในเดือนเชาวาล เพื่อความสมบูรณ์ของผลบุญตามแบบอย่างของศาสดา
@@ น้ำมันขาดแคลน - ราคาพุ่ง มุสลิม จชต.ฉลองในพื้นที่ ลดเดินทางไกล

ในการเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายออีดิ้ลฟิตรีในช่วงเช้าวันนี้เป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามืด พี่น้องชาวไทยมุสลิมต่างสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่มีสีสันสดใสตามแบบฉบับวัฒนธรรมท้องถิ่น พากันจูงมือบุตรหลานเดินทางไปยังมัสยิดใกล้บ้านเพื่อร่วมประกอบพิธีละหมาดรายออย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อขอพรและแสดงความขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์ ซบ.) หลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอน
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีละหมาด ประชาชนส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับเข้าสู่บ้านเรือนเพื่อเตรียมเปิดบ้านต้อนรับแขกเหรื่อและญาติมิตร โดยมีการจัดเตรียมอาหารคาวหวานและขนมพื้นเมืองไว้เลี้ยงฉลองกันอย่างอบอุ่น ท่ามกลางรอยยิ้มและการขออภัยต่อกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลนี้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในปีนี้ ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะเฉลิมฉลองอยู่ภายในพื้นที่หรือเยี่ยมเยียนเพียงญาติใกล้ชิดเท่านั้น โดยลดการเดินทางข้ามจังหวัดหรือเดินทางไกลลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากปัจจัยสำคัญคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะประหยัดงบประมาณไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น

อีกปัจจัยความกังวลเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอ มีกระแสความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมัน หรือ ปั๊มในบางจุดที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเทศกาล ส่งผลให้หลายคนเกรงว่าหากเดินทางไปแล้วอาจจะประสบปัญหา “ไม่มีน้ำมันสำหรับเดินทางกลับบ้าน” จึงเลือกที่จะปักหลักฉลองในชุมชนเพื่อความสบายใจ
ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและพลังงาน แต่ภาพรวมของเทศกาลรายอในปีนี้ยังคงเต็มไปด้วยความศรัทธาและความเอื้ออาทรต่อกัน
