
การแถลงข่าวของ “แม่ทัพภาคที่ 4” และ ผอ.รมน.ภาค 4 “พลโท นรธิป โพยนอก” เมื่อวันจันทร์ที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับ “วันปีใหม่ไทย” แทนที่จะได้เคลียร์ปัญหาความไม่เข้าใจ
โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ “คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งทีมสังหารส่วนใหญ่เป็นอดีตทหาร แถมยังยืมรถในราชการของ กอ.รมน. ไปเป็นพาหนะยิงถล่มและหลบหนี จนถูกมองว่าได้ไฟเขียวจากผู้ใหญ่ในหน่วยงานความมั่นคงหรือไม่
แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า แม่ทัพกลับโดนวิจารณ์หนักกว่าเดิม และวันต่อมา คือ วันอังคารที่ 14 เมษายน ต้องออกมาตอบคำถามมากกว่าเดิม ในประเด็นที่ตัวเองขยายความเอาไว้ ซึ่งมี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ
@@ 2 ประเด็น...เป็นเรื่อง!
1.การตอบคำถามด้วยการ “ปิดไมค์พูด” ที่บอกว่า “ถ้าเป็นผมทำ…ไม่ปล่อยให้รอด”
2.การย้อนตำหนิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ออกมาเปิดหน้าชน กอ.รมน.ในคดียิง สส.กมลศักดิ์ โดยบอกว่า สมัย พ.ต.อ.ทวี เคยทำงานแก้ปัญหาภาคใต้ อยู่มาแล้วทุกตำแหน่ง ทั้งเลขาธิการ ศอ.บต. อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ รัฐมนตรียุติธรรม แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่จบ เพราะทุกคนมุ่งแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุคือ การบ่มเพาะความคิดผิดๆ ของโรงเรียนปอเนาะ
ทั้่งสองประเด็นทำให้เกิดกระแสต่อต้านและวิจารณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ในวงกว้าง จนเจ้าตัวและทีมงานต้องออกมาชี้แจงกันวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
@@ ปิดไมค์พูดแค่เปรียบเทียบ ถ้ามืออาชีพทำ...ไม่น่ารอด
ประเด็นแรก กรณีปิดไมค์พูด
พลโทนรธิป ไปให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ อ้างว่า สาเหตุที่พูดไปแบบนั้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า การปฏิบัติการลักษณะดังกล่าว คือการลอบยิง ถ้าหมายจะเอาชีวิต ถ้าเป็นมืออาชีพทำ ก็ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่าง ฉะนั้นจึงต้องมีอะไรสักอย่างซึ่งพนักงานสอบสวนต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงมาตอบสังคม
อีกด้าน พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงว่า การออกมาให้ข้อมูลของแม่ทัพภาคที่ 4 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยืนยัน “หลักการ” และ “จุดยืน” ของหน่วยอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่มีนโยบายให้มีการกระทำในลักษณะที่เป็นการละเมิดหรือผิดต่อระเบียบปฏิบัติ
เจตนาสำคัญของการชี้แจง คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่าการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นการดำเนินการในนามของหน่วยงานทั้งหมด
พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่มีนโยบายสนับสนุนการกระทำที่นอกเหนือกรอบกฎหมาย ฉะนั้นการกระทำผิดวินัยที่เป็นการกระทำส่วนบุคคล ต้องไม่ถูกนำมาเหมารวมว่าเป็นคำสั่งจากส่วนกลาง หรือเป็นนโยบายของหน่วยงานในภาพรวม
@@ ปอเนาะชายแดนใต้ฮือต้านแม่ทัพ 4 จี้ขอโทษ

ประเด็นที่ 2 กรณีพูดพาดพิงปอเนาะ
พลโท นรธิป พูดระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน และให้สัมภาษณ์เพิ่มในวันต่อมา ด้วยข้อความใกล้เคียงกันว่า “เราแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา 20 กว่าปีแล้วแต่ไม่จบ เพราะเราแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาฎีกา ที่มีการบ่มเพาะ มีการสอน เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการที่ดูแลการเรียนการสอน ต้องลงมาช่วยด้วย ทุกส่วนต้องมาช่วยกัน”
ประเด็นนี้บานปลาย เพราะ นายขดดะรี บินเซ็น ในฐานะ นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ และประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. กล่าวว่า องค์กรเครือข่ายภาคการศึกษา 3 พี่น้อง ประกอบด้วย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม, สถาบันปอเนาะ และตาดีกา เตรียมรวมตัวแถลงการณ์ตอบโต้แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบันการศึกษาทางศาสนา ทำให้ได้รับความเสียหาย
“การพาดพิงเช่นนี้ถือเป็นการด้อยค่าและทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันการศึกษาศาสนาที่สร้างคุณประโยชน์มาอย่างยาวนาน เราจึงเรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ มิฉะนั้นจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวประท้วง”
@@ “ดร.มังโสด” ขยับใหญ่ จี้ย้าย - ปลด

ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีสันติวิทย์ จ.สงขลา ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ และที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งและความสามารถในการสร้างสันติภาพ
“ย้ายแม่ทัพภาค 4 ตำแหน่งเป็นแม่ทัพ ความคิดเป็นจิ๊กโก๋ วาจาไร้หูรูด จะนำความสันติได้อย่างไร” ดร.มังโสด ระบุ
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ดร.มังโสด เคยเป็นผู้สมัคร สส.สงขลา ของพรรคประชาชาติ และมีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคประชาชาติด้วย
@@ “เอกวริทธิ์” รับหน้าเสื่อแจงแทน
งานนี้่ร้อนถึง พันเอก เอกวริทธิ์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คนเดิม ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า สิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 สื่อสารนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนความจริงในการแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ไม่ใช่การเหมารวมสถานศึกษาทั้งหมด
พันเอก เอกวริทธิ์ ขยายความว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานศึกษาบางแห่งขาดมาตรการคัดกรองบุคลากร โดยเฉพาะ “อุสตาซ” หรือ ครูสอนศาสนา ทำให้กลายเป็นช่องว่างให้ผู้มีแนวคิดสุดโต่งแอบแฝงเข้ามาปลูกฝังความรุนแรงให้กับลูกศิษย์หรือเยาวชน
ข้อมูลนี้มีหลักฐานยืนยันจากการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายรายยอมรับว่าได้รับแนวคิดจากสถานศึกษาบางแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้นหากไม่จัดการปัญหาที่เป็นต้นตอ หรือต้นน้ำ ก็จะไม่สามารถหยุดวงจรความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา 20 ปีได้เลย
แต่ พันเอก เอกวริทธิ์ ก็ย้ำว่า การแตะเรื่องโครงสร้างการศึกษาทางศาสนามีความอ่อนไหวทั้งในมิติการเมืองและการศาสนา จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด
พร้อมยืนยันว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทราบดีว่า สถาบันการศึกษาทางศาสนาส่วนใหญ่ คือ “เสาหลัก” ที่สร้างคุณธรรมให้กับเยาวชนและคนในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ให้ความเคารพมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ มีหลักฐานชัดเจนว่ามีบุคลากรในโรงเรียนบางกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบจริง ซึ่งเป็นเรื่องตัวบุคคล จึงต้องแก้ไขโดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป
@@ ฉก.นราฯโดนหางเลข ต้องออกแถลงโต้เอี่ยวเหตุยิง สส.

อีกหนึ่งประเด็นที่เหมือนเป็น “ลูกหลง” จากคดียิง สส.กมลศักดิ์ และการแถลงของแม่ทัพภาคที่ 4 คือ บทบาทของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
เพราะในคืนเกิดเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ คือ คืนวันที่ 19 มีนาคม ต่อเนื่องเข้ามืดวันที่ 20 มีนาคม ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ประกาศมาตรการ “ปิดเมืองขั้นสูงสุด” หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
แต่ในคืนเดียวกันกับที่ประกาศปิดเมือง ซึ่งมีการตั้งด่านตรวจเข้มทุกจุด กลับมีการใช้รถกระบะของทางราชการไปยิง สส.กมลศักดิ์ ได้ ถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจ
เมื่อมีการใช้รถของ กอ.รมน.เป็นพาหนะไปยิง สส. ทำให้มีการมองเชื่อมโยงทำนองว่า “รู้เห็นกันหรือไม่” มีการขยิบตาเปิดด่านให้กัน หรือไม่ได้สกัดกั้นรถที่ใช้เป็นพาหนะไปก่อเหตุ เพราะเป็นรถของทางราชการด้วยกันหรือเปล่า…เหล่านี้ล้วนเป็นคำถาม
ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จึงออกแถลงการณ์เป็นเอกสารชี้แจง โดยย้ำว่า ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
พร้อมทั้งระบุในแถลงการณ์ว่า ความจริงต้องถูกพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การตัดสินด้วยกระแสความรู้สึก โดยแสดงความเชื่อมั่นในพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการทำความจริงให้ปรากฏ
“เราเชื่อว่าความยุติธรรมคือรากฐานของสันติสุขที่แท้จริง หน่วยฯ จะยังคงเดินหน้าดูแลความสงบสุขให้พี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ โปร่งใส และตรวจสอบได้” แถลงการณ์ระบุ
