
คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ผู้แทนราษฎรนราธิวาส จากพรรคประชาชาติ ยังไม่จบง่ายๆ แม้ตำรวจจะส่งสำนวนพร้อมความเห็น “สมควรสั่งฟ้อง” กลุ่มผู้ต้องหา 5 คนที่เป็นทีมปฏิบัติการ ไปให้อัยการแล้ว ส่วนทหารเรือนาวิกโยธิน 2 นาย ยศระดับนายพัน ถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนทีมสังหารก็ตาม
เพราะยังมีอีกหลายประเด็นคาใจและมีการตั้งข้อสงสัย ทั้งอาวุธปืนที่ใช้ และการตัดตอนพยานหลักฐาน คล้ายกับไม่ต้องการให้สาวถึงตัว “ผู้บงการตัวจริง”
กระบวนการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของคดีให้รอบคอบรัดกุม เป็นไปตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.กฎหมายฯ) ซึ่งถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แสดงบทบาทตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายราชการประจำ คือตำรวจ
เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย.69 ที่ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ มีการประชุม กมธ.กฎหมายฯ และมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการติดตามความคืบหน้าของคดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่ง กมธ.มองว่าเป็นเรื่องอุกอาจร้ายแรง ถึงขนาดลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้อุปกรณ์ของทางราชการ ทั้งอาวุธปืน และรถยนต์ รวมถึงทีมสังหารหลายคนยังเป็นอดีตนายทหารเรืออีกด้วย

นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ กล่าวว่า เป็นประชุมรับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 หน่วยงาน เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงกรณีความพยายามลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ เพราะคดีนี้เต็มไปด้วยข้อสงสัยและอุปสรรคในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อสาวไปถึงตัวผู้บงการ
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่มีการพิจารณามี 3 เรื่องหลัก คือ 1.เรื่องอาวุธปืน 2.ข้อมูลโทรศัพท์ และ 3.กระแสข่าวการกดดันพยาน จากข้าราชการผู้มีอำนาจใน จ.นราธิวาส
@@ จี้ ทร.หาคำตอบให้ได้ “ปืนทำลายแล้ว” ทำไมยังถูกใช้ยิง สส.

มีรายงานจากห้องประชุม กมธ.กฎหมายฯ ว่า ในส่วนของอาวุธปืน ผู้ชี้แจงฝ่ายตำรวจยืนยันข้อมูลว่า มีปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ อย่างน้อย 1 กระบอกที่เป็นของกองทัพเรือ แต่ทางกองทัพเรือได้ชี้แจงว่าอาวุธปืนล็อตนั้นถูกทำลายตามระเบียบไปแล้ว โดยการแยกอะไหล่ ฝังกลบในพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด
แต่คำถามที่กรรมาธิการฯหลายคนรุมซักถาม คือ หากปืนนั้นถูกทำลายจริง แล้วปืนกลับมายิง สส.กมลศักดิ์ได้อย่างไร จุดนี้แสดงให้เห็นถึงเงื่อนงำและความไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจน ที่ประชุม กมธ.จึงมีข้อเสนอแนะให้กองทัพเรือ และตำรวจ สืบสวนเรื่องปืนอย่างโปร่งใส เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฝ่ายทหารว่าปืนถูกทำลายจริง และต้องจริงจังที่จะหาคำตอบมาว่าปืนยังถูกใช้โดยกลุ่มคนร้ายได้อย่างไร เพื่อพิสูจน์และสร้างความมั่นใจว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ
@@ “ปืนสหรัฐฯ” ในมือทีมสังหาร - “ทวี” ชงถามรัฐบาลมะกัน

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างการประชุม กมธ. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.กฎหมายฯ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เสนอในที่ประชุมให้ กมธ.ทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการส่งถึงรัฐบาลสหรัฐฯ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลและตรวจสอบกรณีอาวุธปืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ตกไปอยู่ในมือของขบวนการผิดกฎหมายในประเทศไทย
“เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาลอเมริกา เนื่องจากอาวุธปืนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรหรือมอบให้กับรัฐบาลไทย กลับมีรายงานว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ตกไปอยู่กับ ‘ขบวนการ’ ลอบสังหาร สส. จึงเห็นควรที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องร่วมกันสืบหาข้อเท็จจริงจากต้นตอ”
@@ เก็บข้อมูลโทรศัพท์ทุกวัน แต่ตำรวจอ้างเข้าไม่ถึง

ในประเด็นข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ซึ่ง สส.กมลศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนในคดีไม่มีการขอไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ สุ่มเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกลบภายใน 90 วัน
ปรากฏว่าในที่ประชุม กมธ. ผู้แทนจากบริษัท AIS ชี้แจงว่า การเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพย์ เป็นการเก็บยาว 180 วัน ไม่ใช่แค่ 90 วัน และได้ส่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์ให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ทุกๆ สิ้นวัน
ประเด็นนี้ กรรมาธิการฯหลายคน ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการทุกเครือข่ายมากกว่า 2 ล้านเลขหมาย โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) แต่หัวหน้าชุดสืบสอบสวน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กลับอ้างไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายคดีได้ จึงเกิดคำถามว่ามีการนำข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่?
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่คดีลอบสังหารสมาชิกรัฐสภาเช่นนี้ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากในทุกขั้นตอน ทั้งที่ควรจะได้รับความร่วมมือและการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากกระบวนการยุติธรรม
@@ ผู้ว่านราฯ ไม่เข้าแจง กมธ.ตามคาด - มอบรองฯ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อมูลการร้องเรียนต่อ กมธ.ว่า มีบุคคลระดับบิ๊กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปมีพฤติกรรมกดดันจนทำให้พยานบางปากเกิดความหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาให้ข้อมูลกับทาง กมธ. โดยมีการระบุว่า พยานปากดังกล่าวเป็นอดีตเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ ส่วนบุคคลระดับบิ๊ก เป็นข้าราชการใน จ.นราธิวาส
จากข้อมูลนี้ทำให้ กมธ.ออกหนังสือเชิญ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เข้าชี้แจง แต่ผู้ว่าฯได้ส่งรองผู้ว่าฯเข้าประชุมกับ กมธ.แทน
