
โฆษก “มารา ปาตานี” ชี้ 6 ปีเจรจา BRN ล้มเหลว! เสนอ “รีเซ็ต” นับหนึ่งใหม่ ดึงทุกกลุ่มพร้อมประชาชนร่วมโต๊ะ ย้ำเลิกฝันเรื่องแบ่งแยกดินแดน ด้าน BRN อ้างสั่งป่วนใต้ 22 ส.ค. เตือนรัฐอย่าประเมินพวกตนต่ำเกินไป ลุยดันเพดานเรียกร้องเอกราช ขณะที่ ประธาน PULO จี้อย่าขีดกรอบคุยแค่ “ปกครองท้องถิ่น”
ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่กลับมาร้อนระอุ และสถิติเหตุรุนแรงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่ายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่า จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ดับไฟใต้แบบใด
ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย.69 มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบ ณ ปลายด้ามขวาน แต่ดูเหมือนเวทีนี้จะกลายเป็นการเล่นเกมการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านมากกว่า
ภาวะฝุ่นตลบของฝ่ายรัฐไทย กลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ และขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ต่อสู้กับรัฐไทย เคลื่อนไหวทั้งกดดัน และแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุด นายอาบูฮาฟิซ อัล-ฮากิม โฆษกกลุ่ม “มารา ปาตานี” (Mara Patani) ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามปาตานี หรือ BIPP และเคยเป็นอดีตคู่เจรจากับรัฐบาลไทย ช่วงปี 2558–2563 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาเสนอข้อเรียกร้องทางการเมืองครั้งสำคัญ
นายอาบูฮาฟิซ กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การเจรจากับกลุ่ม BRN นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย 2 ชุด ซึ่งเป็นการเจรจากับ BRN เพียงกลุ่มเดียวนั้น ถือเป็นการ “เดินหน้าผิดทาง และตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก”
พร้อมเสนอทางออกด้วยการ “รีเซ็ต” กระบวนการพูดคุยใหม่ทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย รวมถึงภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดับไฟใต้ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเกินควบคุม
นายอาบูฮาฟิซ กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยพยายามมุ่งเจรจากับ BRN เพียงกลุ่มเดียว เพื่อเป้าหมายเรื่องลดความรุนแรง ไม่เพียงแต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่จับต้องได้ แต่ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการส่งสัญญาณผ่านเหตุรุนแรงระลอกใหม่ เนื่องจากในความเป็นจริง BRN ไม่ได้ควบคุมกองกำลังทั้งหมดในพื้นที่ได้แบบ 100% และยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการก่อเหตุเช่นกัน
“ทางออกตอนนี้คือต้องรีเซ็ตใหม่ แน่นอน…ต้องนำทุกกลุ่มกลับมาร่วมโต๊ะเจรจา รวมทั้งดึงองค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนเข้ามาร่วมสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ เหมือนโมเดลที่เคยประสบความสำเร็จในมินดาเนาและอาเจะห์” โฆษกมาราปาตานี กล่าว
พร้อมย้ำว่า ได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวถึง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ ฝ่ายไทยแล้ว เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
@@ ชง 3 แนวทาง “รีเซ็ต” กระบวนการสันติภาพ
นอกจากนี้ โฆษกมาราปาตานี ยังเผยถึงมุมมองต่อข้อเรียกร้องเรื่องเอกราช หรือ Merdeka ซึ่งก็คือการแบ่งแยกดินแดนจากไทยเพื่อตั้งรัฐใหม่ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ BRN โดยระบุชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ “พ้นสมัยและทำไม่ได้จริงบนโต๊ะเจรจา”
พร้อมยกบทเรียนจากปฏิญญาติมอร์เลสเต ที่ประสบปัญหาความไม่พร้อมหลังได้รับเอกราช ดังนั้น ข้อเสนอที่เป็นจริงได้มากที่สุดคือ การพูดคุยในเรื่อง “การปกครองตนเอง” (Autonomy) สิทธิมนุษยชน และการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่
สำหรับข้อเสนอรูปธรรมในการ “รีเซ็ต” กระบวนการสันติภาพนั้น ทางมาราปาตานีได้วางแนวทางไว้ 3 ประการหลัก
1. จัดตั้งองค์กรสันติภาพถาวร ตราเป็นกฎหมายผ่านรัฐสภา เพื่อให้กระบวนการพูดคุยดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลหรือตัวบุคคล
2. กระบวนการพูดคุยแบบรวมทุกฝ่าย (Inclusive Process) เปิดพื้นที่ให้ขบวนการทุกกลุ่ม และภาคประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่ออนาคตของตนเอง โดยเฉพาะการกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น
3. การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) เร่งตกลงมาตรการหยุดยิงและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองฝ่าย เพื่อยุติความสูญเสียของประชาชนบริสุทธิ์เป็นอันดับแรก
นายอาบูฮาฟิซ ทิ้งทายว่า หากฝ่ายไทยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงดึงดันในรูปแบบเดิม โดยไม่ยอมรีเซ็ตใหม่ ไม่เพียงแต่กระบวนการพูดคุยจะล้มเหลว แต่จะยิ่งเป็นการเปิดช่องให้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความร้ายแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต
@@ รู้จัก “มารา ปาตานี”

สำหรับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ถือเป็น “องค์กรร่ม” หรือ Umbrella Corporation มาจากการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยปาตานี 6 กลุ่ม คือ บีอาร์เอ็น, พูโลย่อย 3 กลุ่ม, บีไอพีพี และจีเอ็มพี แต่คำว่า “บีอาร์เอ็น” ในที่นี่ เป็น “บีอาร์เอ็น” ปีกที่เห็นด้วยกับการพูดคุยเจรจา เรียกว่าเป็น “สายพิราบ” ไม่มีกองกำลังในมือ ไม่ใช่ “บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต” ที่คุมและสั่งการนักรบในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างแท้จริง
อ่านประกอบ : “มารา ปาตานี” ระวังเป็น “มาลวง”
อ่านประกอบ : รู้จัก “มารา ปาตานี” หลังจี้นานาชาติแทรกแซงไทยแก้ปัญหาชายแดนใต้
มารา ปาตานี ร่วมโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ กับคณะพูดคุยฯตัวแทนรัฐบาลไทยหลายปี ตั้งแต่ปี 2558-2563 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี พล.อ.อักษรา เกิดผล อดีตเสนาธิการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายรัฐบาลไทย
“มารา ปาตานี” มี นายอาวัง ญาบัต (หรือ อาวัง ยาบะ) เป็นประธาน โดย นายอาวัง เคยร่วมกระบวนการพูดคุยมาตั้งแต่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2555
อย่างไรก็ดี “มารา ปาตานี” ได้ระงับการพูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทย เพราะไม่พอใจบทบาทของ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยฯฝ่ายไทย ซึ่งรับไม้ต่อมาจาก พล.อ.อักษรา ที่ไม่ยอมเปิดโต๊ะพูดคุยในระดับหัวหน้าคณะตามที่ฝ่ายตนต้องการ ทั้งยังประกาศว่าจะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยอีกครั้งเมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น ทำให้โต๊ะพูดคุยล้มไป และไม่ได้กลับมามีบทบาทในการพูดคุยอีกเลย เพราะคณะพูดคุยฯชุดต่อมา เลือกพูดคุยกับขบวนการ BRN ซึ่งยื่นข้อเรียกร้องให้คุยกับพวกตนเพียงกลุ่มเดียว
อ่านประกอบ : “บิ๊กเมา” แจงไม่ล้มพูดคุย “มารา ปาตานี” แต่ย้ำต้องทำตามขั้นตอน
@@ BRN อ้างสั่งป่วนใต้ 22 ส.ค.-เตือนรัฐอย่าประเมินต่ำ
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวจากทั้งกลุ่ม BRN และ PULO ซึ่งเชื่อกันว่ามีบทบาทในสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งยืดเยื้อมากว่า 2 ทศวรรษ โดยบุคคลสำคัญของทั้งสองกลุ่มได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นของมาเลเซีย มีประเด็นที่นัยสื่อถึงรัฐบาลไทยโดยตรง ในช่วงที่กำลัง “จัดทัพใหม่” เพื่อดับไฟใต้
ตัวแทนของ BRN ถูกระบุว่าเป็นอดีตแกนนำคนสำคัญของขบวนการ แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ สรุปประเด็นที่สัมภาษณ์เอาไว้ได้ดังนี้
- ยอมรับกลายๆ ว่า BRN เป็นผู้ก่อเหตุไม่สงบครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของขบวนการ
- อ้างว่าพวกตนมีสมาชิกกว่า 10,000 คน (แตกต่างจากข้อมูลที่ฝ่ายรองผู้บังคับการกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์สื่อส่วนกลางระหว่างร่วมกิจกรรมลงพื้นที่ ว่า BRN มีฝ่ายปฏิบัติการและแนวร่วมประมาณ 2,000 คน)
- เตือนรัฐไทยว่าอย่าประเมินพวกตนต่ำไป
-ไม่พอใจข้อเสนอรัฐไทยที่ปฏิเสธแนวคิด “เอกราชทางเศรษฐกิจ” ตามข้อเรียกร้องของ BRN
- ฉะนั้น BRN จึงยกระดับข้อเรียกร้อง ยืนกรานต้องได้ “เขตปกครองตนเองโดยสมบูรณ์” (Full Autonomy)
- หากไทยเพิกเฉยจะกลับไปชูธง “แบ่งแยกดินแดน และเอกราชสมบูรณ์” เช่นเดิม
@@ ประธาน PULO จี้อย่าขีดกรอบคุยแค่ “ปกครองท้องถิ่น”

ด้านแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในสื่อเดียวกัน คือ นายกัสตูรี มะห์โกตา ประธาน PULO เนื้อหาสาระมุ่งไปในเรื่องการเปิดพื้นที่พูดคุยเจรจา และขอพื้นที่ให้กับกลุ่มของตนได้ร่วมโต๊ะพูดคุย
- PULO หนุนบทบาทมาเลเซียให้เป็นคนกลางในโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ ในบทบาทผู้อำนวยความสะดวก
- ต้องการให้คุยเรื่องประวัติศาสตร์ อาณานิคม อัตลักษณ์ และสิทธิกำหนดอนาคตตนเอง (Self-determination) ไม่ใช่จำกัดแค่การบริหารท้องถิ่น
- เรียกร้องให้เปิดพื้นที่ทางการเมืองที่เท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน
@@ 3 คำถามย้อนกลับรัฐบาล - ฝ่ายความมั่นคง
ข้อสังเกตจากการออกมาขยับแสดงบทบาทของ 2 แกนนำจาก 2 กลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐไทยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดคำถามย้อนกลับมายังรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง…
1. ที่เคยบอกว่า เหตุป่วนใต้ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 22-23 ส.ค. มาจากการตอบโต้ของกลุ่มค้าของเถื่อน บุหรี่เถื่อน เพราะถูกจับกุมอย่างหนักนั้น ข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่ เพราะ BRN อ้างความรับผิดชอบในการก่อเหตุว่าเป็นผลงานของพวกตน
2. การที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้นโยบายในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางดับไฟใต้ ทำนองว่า “ความสงบไม่มา การพัฒนาไม่เกิด” นั้น แนวทางในการรับมือกับการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้ คืออะไร เพราะพวกเขาอ้างศักยภาพว่ามีเหนือกว่า การข่าวและข้อมูลของภาครัฐ
3. แนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และเอาชนะปัญหา เพื่อสถาปนาสันติสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นให้ได้ตามที่ประกาศเป้าหมายเอาไว้นั้น วิธีการและยุทธศาสตร์ที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย คืออะไร
@@ บึ้มแผงโซลาร์เซลล์ประปาหมู่บ้านยะลา

ด้านสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ยังมีเหตุการณ์คาวมไม่สงบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบจะรายวัน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.69 พ.ต.อ.โฆษิต เบญจกุล ผู้กำกับการ สภ.ลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา จ.ยะลา พร้อมชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) และเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 นำกำลังเข้าตรวจสอบเหตุลอบวางระเบิดแผงโซลาร์เซลล์ของระบบสูบน้ำประปาหมู่บ้านบาตัน หมู่ 4 ต.ลิดล อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.05 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา
เบื้องต้นพบแผงโซลาร์เซลล์ของระบบสูบน้ำประปาหมู่บ้าน ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดไม่ต่ำกว่า 50 แผง มีหลุมระเบิด เศษสะเก็ดระเบิด และซากชิ้นส่วนถังดับเพลิงขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม กระจายเกลื่อน สันนิษฐานว่ามีการบรรจุดินระเบิดเข้าไป น้ำหนักฃไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม จุดระเบิดด้วยการตั้งเวลา
นอกจากนี้ บริเวณจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบร่องรอยการลอบวางเพลิงตู้ปิด-เปิดระบบควบคุมไฟฟ้า จนได้รับความเสียหายบางส่วน จึงได้เก็บเศษผ้าและขวดบรรจุน้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อเหตุเอาไว้เป็นหลักฐาน ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ ต้องรอให้องค์การบริหารส่วนตำบลลิดล (อบต.ลิดล) ประเมินหน้างานให้เรียบร้อยก่อน คาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นกับประชาชน ทำให้ประชาชนเห็นว่า หน่วยงานรัฐดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพไม่ให้ได้
@@ เผารถแบคโฮ - รถบดถนน เสียหาย 3 คัน

ก่อนหน้านั้นเมื่อคืนวันที่ 31 ส.ค.69 คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางเพลิงเผารถจักรกลสร้างถนน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ปัตตานีสหพันธ์ก่อสร้าง ขณะกำลังก่อสร้างโครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร สายปัตตานี – ยะลา เหตุเกิดริมถนนสาย 410 ในพื้นที่หมู่ 3 ต.ปิตูมุดี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีรถได้รับความเสียหาย 3 คัน เป็นรถแบคโฮ 1 คัน ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคัน และรถบดถนนอีก 2 คัน ได้รับความเสียหายบางส่วน
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าไปตรวจสอบ ทราบว่า คนร้ายมากัน 5 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวน 3 คันเป็นพาหนะ มีอาวุธปืนยาวครบมือ มุ่งตรงไปยังจุดที่รถจักรกลสร้งถนนจอดอยู่ จากนั้นคนร้ายได้กระจายก่อเหตุเผารถ 1 คนต่อ 1 คัน โดยวิธีการราดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วจุดไฟเผา หลังไฟลุกโชน มีประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงมองเห็นแสงเพลิง ได้ออกจากบ้านจะมาช่วยกันดับไฟ แต่ถูกคนร้ายใช้ปืนข่มขู่ไม่ให้เข้ามายุ่ง ทำให้รถแบคโฮถูกเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งคัน จากนั้นคนร้ายจึงขึ้นรถหลบหนีไป
