
ครอบครัวแฟนบอล “ปัตตานี เอฟซี” สุดเศร้า รอรับศพเหยื่อโศกนาฏกรรมเครนถล่มทับรถไฟ แต่ละคนล้วนเป็น “ลูกกตัญญู” ทำงานที่กรุงเทพฯ หาเงินดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา มีปัญหาสุขภาพ ด้านผู้ว่าฯ ยะลา คาดร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดเดินทางถึงภูมิลำเนา 16 ม.ค.
จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันพุธที่ 14 ม.ค.69 โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 32 ราย มีคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมอยู่ด้วย 5 ราย เป็นชาวจังหวัดยะลา 3 ราย คือ นายอักมาน เย็ง อายุ 33 ปี และ นายซูไฮมิน เย็ง อายุ 31 ปี ซึ่งทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน และอีกคนคือ นายอภินันท์ หะเย๊าะแซ ส่วนอีก 2 รายเป็นชาวปัตตานีนั้น
สถานการณ์ล่าสุด วันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค.69 ที่บ้านในท้องที่หมู่ 7 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัว “เย็ง” บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยตลอดทั้งวันมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านเดินทางมาให้กำลังใจ นายอับดุลรอนิง เย็ง และนางสะอะห์ เตะ ผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งยังอยู่ในอาการช็อกและทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกชายคนโตและลูกชายคนที่ 2 ไปพร้อมกันในคราวเดียว

นายอับดุลรอนิง บิดาของผู้เสียชีวิต เล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่า ลูกชายทั้งสองทำงานเป็นไรเดอร์อยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ตั้งใจจะเดินทางไปพักผ่อนดูฟุตบอลที่ จ.บุรีรัมย์ โดยได้โทรศัพท์มาหาแม่ในช่วงเช้าวันเกิดเหตุว่าซื้อตั๋วรถไฟชั้น 2 เรียบร้อยแล้ว
“ลูกบอกแม่ว่า ตอนแรกจะไปรถทัวร์ แต่เปลี่ยนใจเป็นรถไฟเพราะคิดว่า ไปรถไฟปลอดภัยที่สุดแล้ว ต่อมาลูกชายคนที่ 3 ที่อยู่กรุงเทพฯ โทรมาบอกว่ารถไฟขบวนที่พี่ชายขึ้นไปนั้น เกิดอุบัติเหตุตกราง ผมและภรรยาพยายามโทรหาแต่ไม่มีใครรับสาย จนกระทั่งช่วงเย็นถึงทราบข่าวร้ายว่าไม่มีลูกอยู่แล้ว”
พ่อที่ต้องสูญเสียลูกในวัยหนุ่มฉกรรจ์ยังบอกอีกว่า ลูกชายทั้งสองเป็นคนดี เคร่งครัดในศาสนา และมีความกตัญญูสูงมาก เป็นคนหาเงินส่งและสร้างบ้านให้พ่อแม่ พร้อมส่งน้องชายคนสุดท้องเรียนหนังสือ
โดยลูกชายทั้งสองมักจะบอกกับพ่อเสมอว่า “พ่ออายุ 65 แล้ว ไม่ต้องทำงานหนัก ให้ไปละหมาดที่มัสยิดอย่างเดียว เดี๋ยวลูกๆ จะส่งเงินมาดูแลเอง” อับดุลรอนิง เล่าด้วยเสียงเศร้า
@@ เหยื่อชาวยะลาอีกราย พ่อแม่เตรียมพื้นที่รับร่าง รอทำพิธี

ส่วนครอบครัวของ นายอภินันท์ หะเย๊าะแซ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนหล่นทับรถไฟอีกราย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับสองพี่น้องครอบครัว “เย็ง” นั้น ทางครอบครัวและญาติๆ นำโดย นายยะยา หะเย๊าะแซ กับ นางฮาสเมาะ หะเย๊าะแซ บิดาและมารดา ได้จัดเตรียมพื้นที่รอรับร่างของบุตรชาย เพื่อไปนำไปประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม
โดยจะมีการประกอบพิธีฝังที่กุโบร์ (สุสาน) ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ของครอบครัว เนื่องจากเป็นสถานที่ที่นายอภินันท์ ได้สร้างบ้านเอาไว้ให้พ่อกับแม่
@@ คาดร่างแฟนบอล เหยื่อเครนทับรถไฟถึงชายแดนใต้ศุกร์ 16 ม.ค.

นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้แจ้งความคืบหน้าแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยระบุว่า ตั้งแต่วันเกิดเหตุได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลให้เร็วที่สุด
“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามศาสนพิธี ทั้งการอาบน้ำศพและละหมาดญะนาซะฮ์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในพื้นที่นครราชสีมา ส่วนการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต สำนักงานจุฬาราชมนตรีได้สนับสนุนรถส่งศพเพื่อเดินทางกลับสู่จังหวัดปัตตานีและยะลา คาดว่าจะถึงภูมิลำเนาไม่เกินช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 16 ม.ค.”
ส่วนการเร่งรัดเรื่องสิทธิประโยชน์และเงินเยียวยาต่างๆ ผู้ว่าฯยะลา บอกว่า ทางจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังสรุปรายละเอียด เพื่อแจ้งให้ทางญาติทราบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยเน้นย้ำตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูญเสียอย่างถึงที่สุด
@@ ครอบครัวแฟนบอลชาวปัตตานี ยังทำใจไม่ได้

วันเดียวกัน “ทีมข่าวอิศรา” เดินทางลงพื้นที่ หมู่ 1 บ้านท่ากำชำ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของแฟนบอล ทีมปัตตานี เอฟซี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ จำนวน 2 ราย คือ นายนุรดิน มามะ อายุ 33 ปี และ นายสาการียา มูซอ อายุ 28 ปี
จุดแรก เป็นบ้านของ นายนุรดิน มามะ หนึ่งในผู้เสียชีวิต ซึ่งทางครอบครัวได้มีการจัดสถานที่เพื่อรอรับศพ โดยมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ได้ทราบข่าวพากันเดินทางมาให้กำลังใจแก่ นายโดสามะ มามะ อายุ 62 ปี และนางตีเมาะ กอแน็ง อายุ 60 ปี บิดาและมารดาของนายนุรดิน ซึ่งทั้งคู่ยังคงเสียใจและรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่บรรยากาศภายในครอบครัวเป็นไปอย่างโศกเศร้า และทุกคนต่างรอคอยข่าวสารว่าจะมีการส่งศพของนายนุรดินกลับมาถึงบ้านได้เมื่อไร ซึ่งทางครอบครัวหวังว่าทางเจ้าหน้าที่จะเร่งช่วยเหลือเพื่อนำร่างกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามโดยเร็วที่สุด
@@ ลูกน้าขึ้นรถไฟคนละขบวน รอดหวุดหวิด วิ่งวุ่นหาศพญาติจนเจอ

น.ส.แมะซง กอแน็ง น้าสาวของนายนุรดิน เล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ผู้ตายได้ชวนลูกชายของตนเดินทางไปดูบอลด้วยกัน แต่ลูกชายตนบอกว่า ให้ไปก่อนแล้วจะตามไปทีหลัง เมื่อตอนเกิดเหตุ ตนได้โทรศัพท์หาหลานตลอด แต่หลานก็ไม่รับโทรศัพท์เลย กระทั่งลูกชายที่นั่งรถไฟอีกขบวนตามไปถึง ได้บอกแม่ว่ารถไฟเกิดอุบัติเหตุ ลูกชายก็ช่วยกันตามหาที่โรงพยาบาลก็ไม่เจอ ลูกก็โทรบอกอีกว่า น่าจะไม่รอดแล้ว เพราะหาที่โรงพยาบาลไหนก็ไม่เจอ
“จนประมาณ 2 ทุ่ม ลูกชายก็ได้โทรมาบอกว่าเจอศพแล้ว แม้สภาพศพจะโดนแรงกระแทกจนแทบจำไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าเป็นญาติเรา เพราะดูจากรองเท้าและเสื้อผ้าที่ใส่ อย่างอื่นดูไม่ได้ เมื่อรู้ว่าหลานเสียชีวิตก็รู้สึกเหมือนช็อก รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
น้าสาวของนายนุรดิน กล่าวอีกว่า อยากให้ผู้รับผิดชอบเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาญาติของผู้เสียชีวิต เนื่องจากผู้ตายเป็นเสาหลักของครอบครัว เพราะพ่อแม่ป่วยทั้งคู่ ไม่ได้ทำงานแล้ว ผู้ตายเป็นคนส่งเงินมาให้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
@@ เครนถล่มรายวัน ได้แค่ทำใจ...

ส่วนที่บ้านของ นายสาการียา มูซอ อายุ 28 ปี ผู้เสียชีวิตอีกราย “ทีมข่าว” ได้พบกับ นายกอเซ็ง มูซอ อายุ 78 ปี บิดาของนายสาการียา ซึ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง กำลังต้อนรับญาติและเพื่อนบ้านที่เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวหลังทราบข่าวร้าย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าไม่ต่างจากบ้านของนายนุรดิน โดยครอบครัวได้มีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรับศพผู้ตาย เพื่อมาประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม
นายลุฏฟี มูซอ พี่ชายของนายสาการียา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้ติดต่อกับน้องชายหลายวัน มาเห็นสตอรี่ในเฟซบุ๊กของน้องชายว่า จะไปดูบอล ก็ไม่ได้คุยอะไรมาก จนมารู้ข่าวการเสียชีวิตของน้องชายประมาณ 6 โมงเย็น หลังติดตามข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่คาดคิดว่าน้องชายจะขึ้นรถไฟขบวนนั้น เพราะปกติน้องชายชอบขับมอเตอร์ไซค์ แต่เพื่อนชวนขึ้นรถไฟ
“น้องชายชอบดูบอลมาก เมื่อรู้ว่าปัตตานี ทีมบ้านเกิดไปเตะกับบุรีรัมย์ เขาทำงานอยู่กรุงเทพฯอยู่แล้ว จึงได้เดินทางไปเชียร์บอล ปกติตอนอยู่ที่บ้านเขาก็ชอบไปดูบอลปัตตานี เอฟซี ตลอด เมื่อทราบข่าวว่าน้องชายเสียชีวิต ก็ทำใจไม่ได้ พูดยากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และวันนี้เองก็ยังมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีก (เครนถล่มซ้ำที่ถนนพระราม 2) เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร มันเกิดขึ้นบ่อย ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ทำใจ ก็ขอให้รับผิดชอบตามที่รัฐบาลเห็นควร”
