
ปี 2569 หรือปี 2026 นี้ น่าจะมีคำตัดสินสำคัญในคดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา” ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามอง
คดีนี้เกี่ยวข้องกับไทย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านมีพรมแดนติดกับไทยหลายพันกิโลเมตร, ปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาก็สร้างปัญหาทั้งด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงให้กับไทย
ที่สำคัญผลของคดีย่อมท้าทายบทบาทของอาเซียน ซึ่งไทยเป็นสมาชิกอยู่ และเพิ่งจะจบปัญหาสู้รบกันระหว่างไทยกับกัมพูชาไปได้ไม่นาน
@@ จุดเริ่มคดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา”
คดีนี้เป็นคดีระหว่าง แกมเบีย (The Gambia) กับ เมียนมา โดยแกมเบียยื่นฟ้องเมียนมาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 (ค.ศ.2019) โดยเป็นการฟ้องในข้อหาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide Convention) ค.ศ. 1948
แกมเบียกล่าวหาว่ากองทัพเมียนมาได้กระทำการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (Genocide) ต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ โดยเฉพาะในช่วงปฏิบัติการกวาดล้างปี 2560 (ค.ศ.2017) ซึ่งมีหลักฐานระบุว่า มีการฆ่าฟัน ข่มขืนกระทำชำเรา และเผาทำลายหมู่บ้านอย่างเป็นระบบ
ผลของปฏิบัติการทำให้ชาวโรฮิงญากว่า 7 แสนคนต้องลี้ภัยไปยังประเทศบังกลาเทศ และกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารเมียนมา มีเจตนาที่จะทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์นี้ให้หมดไป
@@ “แกมเบีย” เกี่ยวอะไร?

“แกมเบีย” เป็นประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาตะวันตก อยู่ห่างจากเมียนมาเกือบครึ่งโลก เหตุใดจึงเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก
เหตุผลมี 3 ประการด้วยกัน คือ
1.ความเป็นพี่น้องมุสลิม โดยแกมเบียยื่นฟ้องในฐานะตัวแทนของ องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ซึ่งมีสมาชิก 57 ประเทศ เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหประชาชาติ วัตถุประสงค์ของการฟ้อง เพื่อปกป้องสิทธิของชาวมุสลิมโรฮิงญา
2.“การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ถือเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติทั้งหมด ดังนั้นรัฐใดๆ ก็ตามที่เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฯ (ซึ่งแกมเบียและเมียนมาเป็นทั้งคู่) มีสิทธิ์ยื่นฟ้องได้ แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม
3.บทบาทของผู้นำฝ่ายการเมืองของแกมเบีย โดยขณะที่ยื่นฟ้อง รัฐมนตรียุติธรรมของแกมเบีย นาย Abubacarr Tambadou เคยเป็นอัยการในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ชุดที่พิจารณาคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เขาจึงมีความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
@@ สถานะคดีล่าสุด

คดีนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายปี และผ่านขั้นตอนสำคัญมาแล้วหลายครั้ง สรุปไทม์ไลน์ได้ดังนี้
- ปี 2020 ศาลโลกสั่ง “มาตรการคุ้มครองชั่วคราว” ให้เมียนมาหยุดการกระทำที่เข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และรักษาหลักฐานไว้
- ปี 2022 ศาลยกคำร้องคัดค้านของเมียนมา และยืนยันว่าศาลมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ แม้เมียนมาจะอ้างว่าแกมเบียไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงก็ตาม
- ม.ค.2026 ศาลโลกเพิ่งเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานและพิจารณาเนื้อหาหลักของคดี โดยมีการนำพยานที่เป็นชาวโรฮิงญาไปให้การสดที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ สถานที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศด้วย
โดยปกติหลังจากจบการไต่สวนรอบสุดท้าย ศาลจะใช้เวลาพิจารณาและเขียนคำพิพากษาประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้นคาดว่าจะได้เห็น “คำตัดสินประวัติศาสตร์” ในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027
@@ นักวิชาการ มธ. คาด “แกมเบีย” มีโอกาสชนะคดี

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร จากภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา กล่าวถึงแนวโน้มของคดีว่า ข้อต่อสู้ของแกมเบียที่ว่าชาวโรฮิงญาเคยได้รับผลกระทบจากการกระทำที่รุนแรงและไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนของทหารเมียนมา ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐบาลแกมเบียยังได้รับการสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าวจากหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ จึงคาดว่าจะสามารถชนะคดีจนเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้
อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสินจะชี้ชัดว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของพยานชาวโรฮิงญา แต่หากท้ายที่สุดแล้วศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นคือ...
- ศาลจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทหารเมียนมาคืนสิทธิทางพลเมืองและรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ
- ศาลจะสั่งให้มีการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
- ศาลน่าจะสั่งให้มีการปรับแก้กฎหมายที่เคยให้อำนาจรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าไปละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก
@@ จับตามาตรการบังคับตามคำพิพากษา ระวัง “จีน-รัสเซีย” วีโต้
กระนั้นก็ตาม รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บอกว่า แม้จะมีผลคำตัดสินให้รัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดจริง แต่ศาลโลกก็ไม่มีอาณัติโดยตรงในการผลักดันกลไกการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากรัฐบาลทหารเมียนมาละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเด็นดังกล่าวก็จะถูกส่งไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อทำให้เกิดการบังคับใช้ ด้วยเหตุที่ว่าความผิดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ไม่ควรมีประเทศใดละเมิด
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกดดันให้ UNSC จำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก
แต่บทบาทและอำนาจของ UNSC ก็แทบจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงภายในหรือบังคับโดยตรงให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกได้ เหตุเพราะยังมีกฎการวีโต้ของสหประชาชาติที่ให้อำนาจยับยั้งแก่สมาชิกถาวร 5 ประเทศใน UNSC ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา
“แน่นอนที่สุดว่ารัสเซียและจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมียนมาจะต้องใช้สิทธิวีโต้ เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ต้องการให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือเมียนมาผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในเมียนมา”
@@ แนะช่องทางฟ้องตรง “ศาลอาญาระหว่างประเทศ”
นักวิชาการจากธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า นอกจากการดำเนินการผ่านช่องทางศาลโลกและ UNSC ยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการต่อสู้ผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ที่เปิดโอกาสให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถร้องต่อศาล ICC ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการละเมิดอันเข้าใจได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยสามารถใช้ผลการตัดสินของศาลโลกเข้ามาประกอบการต่อสู้ได้
“หากนำคำตัดสินของศาลโลกไปเป็นฐานในการฟ้อง จะทำให้มีน้ำหนักพื้นฐานทางกฎหมายที่มัดแน่น แต่แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่ง ICC ก็สามารถมีคำตัดสินต่อผู้นำประเทศหรือผู้นำกองทัพได้ และปัจจุบันก็มีผู้นำประเทศหลายคนกำลังถูกดำเนินคดีโดย ICC เช่นกัน” รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว
@@ ส่งผลหมายจับ “มิน อ่อง หล่าย” มีน้ำหนัก
และว่า คำพิพากษาของศาลโลกก็จะทำให้การยื่นคำร้องของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อปลายปี 2024 ให้ผู้พิพากษาออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติมีน้ำหนักมากขึ้น
@@ แฉรัฐบาลทหารเกณฑ์คนเข้ายึดพื้นที่รัฐยะไข่
รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดหากแม้รัฐบาลทหารเมียนมายินยอมจะนำชาวโรฮิงญากลับเข้ามาในประเทศจริงๆ ก็ยังคงความท้าทายอีกไม่น้อย เพราะระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ชาวโรฮิงญาโดนเผาทำลายพื้นที่และขับไล่ให้ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาได้นำผู้คนจากภายนอกเข้าไปตั้งรกรากในรัฐยะไข่ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยเดิมของชาวโรฮิงญาเกือบหมดแล้ว
ยังไม่นับรวมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความไม่สงบจากการต่อต้านกองทัพเมียนมาโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างเข้มข้นก็คือ “รัฐยะไข่”
ผลพวงจากการที่รัฐบาลทหารเมียนมายังไม่สามารถควบคุมและจัดการพื้นที่เหล่านี้ได้ หากรัฐบาลทหารเมียนมาจะนำชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ กลับเข้ามา คำถามก็คือชาวโรฮิงญากว่า 8 แสน – 9 แสนคนเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน และจะมีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อม สังคมที่ปลอดภัยได้อย่างไร
นอกจากนี้ หากจะคิดถึงอีกหนึ่งทางออกที่จะส่งผู้อพยพเหล่านี้ไปยังประเทศที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศต่างๆ ในโซนยุโรป ก็ติดข้อจำกัดที่กลุ่มประเทศเหล่านั้นกำลังมีนโยบายต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ดังนั้นการแก้ไขโดยแนวทางนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
@@ เตือนไทยรับแรงกดดันอาเซียน-ตอบโต้การค้า
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ว่า หากศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง แรงกดดันก็จะไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่จะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดว่าจะดำเนินงานอย่างไรต่อไปกับรัฐบาลทหารเมียนมา
เพราะที่ผ่านมา ผู้นำและผู้แทนชาติในอาเซียนได้บรรลุฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อที่จะยุติความรุนแรงโดยส่งผู้แทนพิเศษต่างๆ เข้าไปในเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ หากมาเจอกรณีคำตัดสินศาลโลกว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นกรณีที่สำคัญกว่าวิกฤตของเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในทุกวันนี้เสียอีก ก็น่าคิดว่าอาเซียนและไทยจะมีท่าทีอย่างไร
“คำถามคืออาเซียนจะส่งความกดดันมาให้ไทยต้องทำอะไรหรือไม่ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล มากกว่านั้นการค้าการลงทุนของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศที่รัฐบาลได้ดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาจจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะประเทศปลายทาง หรือ EU อาจจะใช้เงื่อนไขนี้ในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้น หาก ICJ และ ICC ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้” รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวในตอนท้าย
อ่านประกอบ
โรฮิงญา...ชาติพันธุ์ถูกสาป?
โรฮิงญา...จาก "อคติชาติพันธุ์" สู่ "เหยื่อค้ามนุษย์"
เตือนปม "โรฮิงญา" ในยะไข่...แก้ไม่ได้กลายเป็น"พื้นที่ญิฮาดใหม่"กลุ่มติดอาวุธ
ภาคต่อ "โรฮิงญา" ไทยเตรียมรับปัญหา "ผู้อพยพ"
ฝ่ายมั่นคงกั๊กเปิด"ศูนย์"รับโรฮิงญา หวั่นซ้ำรอย 9 ศูนย์อพยพชายแดนพม่า
เตือนบทบาทไทยกรณี "โรฮิงญา" รับลูก "เมียนมา" เสี่ยงหลายมิติ
