
ช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ โดยเฉพาะระดับชาติ มักจะเห็นนักการเมืองจากชายแดนใต้ ข้ามฝั่งไปพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้อง “ต้มยำกุ้ง” ที่ประเทศมาเลเซีย
“ต้มยำกุ้ง” หมายถึงร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ซึ่งผู้ประกอบการ และคนทำงานในร้าน ทั้งเชฟ คนครัว เด็กเสิร์ฟ คนล้างจาน ไปจนถึงลูกจ้างแรงงานในระบบร้านอาหารทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด เป็นคนไทย และเป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนใหญ่
ประมาณการกันว่า มีคนไทยไปทำงานในเครือข่ายร้านต้มยำกุ้ง ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 5,000 ร้านทั่วมาเลเซีย ราวๆ 150,000 คน หรือมากกว่านั้น
นี่จึงเป็น “ฐานเสียงใหญ่” ของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่ต้องการที่นั่ง สส.ชายแดนใต้ เพราะคนเหล่านี้สามารถเลือกตั้งได้ ทั้งลงคะแนนเสียงจากนอกราชอาณาจักร และการข้ามกลับบ้านมาลงคะแนนที่ภูมิลำเนาปลายด้ามขวาน
อ่านประกอบ : “ประชาชาติ VS ปชป.” เปิดเกมชิงคะแนน “ร้านต้มยำมาเลย์”
การเลือกตั้งปี 66 เราจึงได้เห็นภาพ นายนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งขณะนั้นรับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ไปจัดกิจกรรมพบปะผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้งที่กัวลาลัมเปอร์
อ่านประกอบ : “นิพนธ์” นำทัพ ปชป.บุกมาเลย์ เยี่ยมเครือข่ายร้านต้มยำ
เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่เดินทางไปหลายครั้ง และยังจัดกิจกรรมต่อเนื่อง พาคณะเชฟชื่อดังจากประเทศไทยไปอบรมผู้ประกอบการและเชฟร้านต้มยำ รวมถึงพาผู้ประกอบการร้านต้มยำมาศึกษาดูงาน และร่วมอบรมที่กรุงเทพฯด้วย
อ่านประกอบ : รทสช.ร่วมวงชิง ส.ส.ชายแดนใต้ - “ทวี”บุกมาเลย์เยี่ยม”ชาวต้มยำ”
ส่วนการเลือกตั้งรอบนี้ ปี 69 มีเพียง พ.ต.อ.ทวี ที่ยกคณะไปอย่างเปิดเผย ส่วนแกนนำพรรคการเมืองอื่นๆ อาจไปในทางลับหรือไม่ เพราะไม่ปรากฏเป็นข่าว หรืออาจจะไม่ไปเลยก็เป็นได้
@@ “ทวี” นำทัพตะลุยมาเลย์ รับฟังปัญหาเครือข่ายต้มยำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ร้านอาหารมาราเกช อาหรับ (Marrakesh Arab) ย่านกัมปงบารู กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พ.ต.อ.ทวี พร้อมคณะ เดินทางร่วมกิจกรรม “ประชาชาติกับผู้ประกอบการต้มยำมาเลเซีย” เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อกลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานไทยรายใหญ่ในประเทศมาเลเซีย
พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวเปรียบเทียบภาพการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เสมือนตกอยู่ในสภาวะ “ถอยหลัง” โดยยกตัวอย่าง สนามบินปัตตานี (บ่อทอง) ที่ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2506 เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้แต่ผู้ที่จะเดินทางไปหาดใหญ่ยังต้องไปลงเครื่องบินที่ปัตตานี
“หลังเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2547 สนามบินของประชาชนกลับกลายเป็นสนามบินทหาร ทำให้ปัตตานีเสียโอกาสมหาศาล ทั้งที่ควรเป็นประตูสู่มักกะฮ์รองรับผู้แสวงบุญฮัจญ์และอุมเราะห์ นี่คือผลกระทบจากการเอาความมั่นคงนำการพัฒนา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุ

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ว่าได้รับอนุมัติงบประมาณจากงบกลางจำนวน 34,000 ล้านบาทแล้ว หลังจากได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ารถไฟคือเส้นเลือดใหญ่ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ให้ทัดเทียมภูมิภาคอื่น
ประเด็นที่น่าสนใจคือการพูดถึงสถานการณ์ยาเสพติด พ.ต.อ.ทวี ยอมรับว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งหนีปัญหายาเสพติดจากหมู่บ้านเข้าไปในมาเลเซีย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่มาเลเซียต้องสร้างรั้วกั้นชายแดน ไม่ใช่เพื่อกันคน แต่เพื่อกัน “ยาเสพติด-ของเถื่อน” จากฝั่งไทย
“หากได้กลับมาทำงานอีกครั้ง ใน 100 วันแรกเราจะเปิดยุทธการกวาดล้าง จับกุม และยึดทรัพย์นักค้ายาอย่างจริงจัง สังคมไม่ควรยอมให้กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีหน้ามีตาอยู่ในสังคม”
@@ ชูโมเดลเศรษฐกิจวิถีมุสลิม

พรรคประชาชาติยังได้เสนอโมเดลเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม คือ “ระบบเศรษฐกิจปลอดดอกเบี้ย” และการจัดตั้ง “กองทุนสันติภาพหมู่บ้านละล้าน” เพื่อสนับสนุน SME ในรูปแบบการแบ่งปันผลกำไร รวมถึงนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 0-3% เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มทุนอิสลามทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดัน “กฎหมายสร้างสันติภาพ” เพื่อยกเลิกกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเปลี่ยนบทบาท ศอ.บต. ให้ทำงานตอบโจทย์พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ได้แสดงความมั่นใจต่อสนามการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยตั้งเป้ากวาด ส.ส.เขตในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี 13 เขตเลือกตั้ง ให้ได้อย่างน้อย 10 ที่นั่ง พร้อม สส.บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยชูจุดแข็งของทีมงานอย่าง นายกูเฮง ยาวอหะซัน, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และ นายซูการ์โน มะทา เพื่อกลับมาขับเคลื่อนนโยบาย “คืนสิทธิ-สร้างโอกาส” ให้พี่น้องชาวใต้และเครือข่ายต้มยำกุ้งอย่างยั่งยืน
@@ สายใย “พ.ต.อ.ทวี - ต้มยำกุ้ง” พลังเงียบที่รอพิสูจน์

“ถ้าเรื่องถึงนายทวี เราก็เบาใจ...”
เป็นเสียงเปรยท่ามกลางกลิ่นอายเครื่องเทศที่อบอวลในร้านอาหารย่านกัมปงบารู กรุงกัวลาลัมเปอร์
ประโยคข้างต้นไม่ใช่เพียงคำอวยพรตามมารยาทของกลุ่มผู้ประกอบการร้านต้มยำ แต่มันคือ “รหัสลับ” ที่สะท้อนถึงสายใยความผูกพันนานนับทศวรรษ ระหว่างเครือข่ายผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในมาเลเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม “เครือข่ายต้มยำกุ้ง” กับชายที่ชื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ
ภารกิจล่าสุดในมาเลเซียคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน ตั้งแต่ก้าวเท้าลงเครื่องบิน แกนนำเครือข่ายต้มยำต่างห้อมล้อมพาเขาตระเวนไปยังร้านอาหารเล็กใหญ่ ตั้งแต่ร้าน SUKHUMVIT ไปจนถึงร้านอาหารอาหรับ Marrakesh เพื่อรับฟังปัญหาที่ถูกสะสมมานาน

“ท่านไม่เคยปฏิเสธความทุกข์ของชาวบ้าน” คือคำยืนยันจากสมาชิกสมาคม Jalinan Ukhwah
“พลัง” ของหัวหน้าพรรคประชาชาติถูกบันทึกไว้ในเหตุการณ์ที่เขานั่งล้อมวงกินทุเรียนและหารือปัญหากับพี่น้องแรงงานไทยจนถึง “ตี 3” ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะแวะโรงแรมเพียงชั่วครู่เพื่อล้างหน้า และเดินทางต่อไปยังสนามบินตอน 05.30 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่โกตาบารู และข้ามพรมแดนไปยัง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.จึงกำลังจะเป็นบทพิสูจน์พลังเงียบของคนไทย คนชายแดนใต้จากฝั่งมาเลเซียอีกครั้ง ว่าจะยังสนับสนุนพรรคเดิม คนเดิม ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี อยู่หรือไม่
@@ เปิดตัวเลขแรงงานร้านต้มยำ ชี้ขาดเลือกตั้ง จชต.?

- ประมาณการกันว่ามีแรงงานไทยทำงานอยู่ในมาเลเซียทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมายราวๆ 200,000 คน
- ข้อมูลจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า มีแรงงานไทยในประเทศมาเลเซียทั้งสิ้นประมาณ 150,000 ถึง 200,000 คน เป็นแรงงานถูกกฎหมายประมาณ 50,000 คน
- มีการหมุนเวียนและไหลเข้า-ออกของแรงงานไทยตลอดเวลา เพราะในแต่ละปีจะมีการจับกุมและเนรเทศแรงงานผิดกฎหมายกลับประเทศต้นทาง (ทุกประเทศ ไม่เฉพาะไทย) ราวๆ ปีละ 140,000 ถึงกว่า 200,000 คน
- ปี 2551 ประมาณการว่า มีร้านอาหารไทย (ร้านต้มยำกุ้ง) ในมาเลเซียมากกว่า 5,000 ร้าน และมีแรงงานไทยทำงานในร้านอาหารไทยกว่า 200,000 คน ทำรายได้ส่งกลับประเทศไทยประมาณ 200 ล้านถึง 300 ล้านบาทต่อเดือน

- ปี 2559 มีการทำข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ พบว่า ในมาเลเซียมีแรงงานถูกกฎหมาย 36,478 คน ประกอบด้วยแรงงานไร้ฝีมือและกึ่งฝีมือ 12,394 คน ทำงานในภาคเกษตร 1,652 คน ภาคการผลิต 291 คน ภาคการก่อสร้าง 698 คน ภาคการบริการ 9,056 คน และผู้ช่วยแม่บ้าน 314 คน นอกจากนั้นเป็นแรงงานผู้เชี่ยวชาญ 2,084 คน และแรงงานที่เป็นลูกเรือประมงประมาณ 22,000 คน
ที่เหลือนอกเหนือจากนี้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในภาคบริการ ได้แก่ ร้านต้มยำกุ้ง ร้านนวด สปา และสถานบันเทิงในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น เมืองยะโฮร์บารู อิโปห์ ปีนัง กัวลาลัมเปอร์ และมะละกา
- ปี 2560 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียคาดการณ์ว่า น่าจะมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศมาเลเซียโดยไม่ได้รับอนุญาต (ไม่มีเวิร์คเพอร์มิต) ประมาณ 100,000 ถึง 150,000 คน โดยส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคบริการ ได้แก่ ร้านอาหารไทย หรือร้านต้มยำกุ้ง พนักงานนวด พนักงานสปา และพนักงานต้อนรับในสถานบันเทิง
@@ “เวิร์คเพอร์มิต” ปัญหาถาวรแรงงานต้มยำ
ปัญหาถาวรที่แก้ไม่ตกของแรงงานต้มยำ ที่ไปจากประเทศไทย คือ “ใบอนุญาตทำงาน” หรือ “เวิร์คเพอร์มิต” เพราะเมื่อใช้วีซ่าท่องเที่ยว หรือ “บอร์เดอร์พาส” ผ่านเข้ามาเลเซีย และไปลักลอบทำงาน ก็ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเดินทางกลับไป “จ๊อบ พาสปอร์ต” บริเวณด่านศุลกากร ทั้งสุไหงโก-ลก ตากใบ เป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการ เพิ่มรายจ่ายของลูกจ้าง และสุ่มเสี่ยงถูกจับกุมดำเนินคดีจากทางการมาเลเซีย
ปัญหานี้ไม่ใช่แก้ง่ายๆ แต่เป็นหัวใจที่ทุกฝ่ายซึ่งเกี่ยวข้องกับ “เครือข่ายร้านต้มยำ” เรียกร้องมาเนิ่นนาน
แต่มาเลเซียก็มีปัญหาของตัวเอง เพราะคนมาเลย์พื้นถิ่น ที่เรียกว่า “ภูมิบุตร” ก็มีปัญหาว่างงาน จนรัฐบาลต้องมีสวัสดิการและโครงการช่วยเหลือเป็นพิเศษ จนกระทบกับคนมาเลย์เชื้อชาติอื่น
ที่ผ่านมาทุกๆ การไปเยือนของ “ระดับวีไอพี” จากประเทศไทย ทั้งระดับนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอย่าง อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือแม้แต่ พ.ต.อ.ทวี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เคยพูดเรื่องนี้กับฝ่ายบริหารระดับต่างๆ ของมาเลเซีย แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ประสบผลเชิงรูปธรรมที่น่าพอใจ
ความหวังของเครือข่ายร้านต้มยำ จึงยังคงรอการพิสูจน์ว่าจะได้แค่ “คำหวาน” ฟังดูรื่นหูและมีกำลังใจจากนักการเมืองในช่วงเลือกตั้ง จากนั้นก็เงียบหายไปกับสายลมเหมือนเคย…หรือเปล่า?
