
หลังจาก นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เล่นบทเข้ม ไล่บี้ฝ่ายความมั่นคงให้ “เร่งเครื่อง” งานดับไฟใต้ อันเป็นผลจากการประชุมความมั่นคง ที่มณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อ 17 ก.พ.69 ที่ผ่านมา
สาระสำคัญคือให้ “รื้องานการข่าว” และไม่ต้องการคำอธิบายประเภท “ก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์” รับเทศกาลสำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ ตลอดทั้งปีและทุกปี
พร้อมประกาศยุทธศาสตร์เดิน 2 ขา “รบไป คุยไป” ใช้ทุกกลไกปิดเกม รวมถึงไฟเขียว “สร้างรั้วชายแดน” สกัดกลุ่มก่อความไม่สงบที่ลักลอบข้ามแดนไปมา และส่งสัญญาณตรงถึง “ประเทศเพื่อนบ้าน” อย่าหนุนกลุ่มป่วนใต้ในการใช้เป็นพื้นที่เคลื่อนไหว และหลบหนีไปกบดานหลังก่อเหตุ
แม้ท่าทีของนายกฯอนุทิน จะถือว่าแข็งกร้าว เอาจริงเอาจัง มากกว่าครั้งใดๆ ที่พูดถึงปัญหาชายแดนใต้ นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่ในสายตาของ “ผู้รู้” และ “กูรู” งานความมั่นคง ซึ่งเกาะติดปัญหาที่ปลายด้ามขวานมาเนิ่นนาน กลับเห็นว่า นายกฯยังให้ความสำคัญกับไฟใต้น้อยเกินไป และยังไม่รับรู้รับทราบถึง “สถานการณ์ของปัญหาที่แท้จริง” ณ ปัจจุบัน
@@ ระเบิด 7 จุด นาฬิกาปลุก “อย่าลืมไฟใต้”
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ปักหมุดวิจารณ์จากเหตุระเบิด 7 จุดที่นราธิวาส เมื่อคืนวาเลนไทน์ โดยบอกว่า นี่คือการก่อเหตุเพื่อรับการมาถึงของเดือนรอมฎอน เทศกาลถือศีลอด และน่าจะเป็นการ “รับน้อง” รัฐบาลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เสียงระเบิด 7 จุดนี้ ตอกย้ำอีกครั้งถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีใหม่ 2569 และตอกย้ำถึงรัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ ว่า “อย่าลืมปัญหาใต้” เพราะยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณความรุนแรงนับจากการเผาปั๊มน้ำมัน ปตท. 11 แห่ง (ซึ่งนายกฯบ่นเองถึง 2 ครั้งว่า “ยอมรับไม่ได้”) และมีเหตุอื่นเกิดตามมา จนเหมือนเป็นการทำลายภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลไปอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งยังเป็นสัญญาณจาก BRN ว่า พวกเขาจะยังคงดำเนินการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแยกดินแดนต่อไป
@@ คณะพูดคุย “บิ๊กอั๋น” แค่รายการตลกคั่นเวลา?
ประเด็นที่ อาจารย์สุรชาติ ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมามากเป็นพิเศษ คือ “การเจรจาสันติภาพ” หรือที่เรียกว่า “พูดคุยสันติสุข” ซึ่งรัฐบาลนายกฯ อนุทิน มอบหมายให้ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา หรือ “บิ๊กอั๋น” อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงของ “รัฐบาลเฉพาะกาล” มีอายุไม่เกิน 4 เดือนนั้น จึงถูกมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายส่วนว่า เป็นเพียง “รายการตลกคั่นเวลา” เพราะมองไม่เห็นถึงศักยภาพของ พล.อ. สมศักดิ์ ในการรับมอบภารกิจนี้
ที่สำคัญ บรรดาที่ปรึกษาที่ปรากฏชื่อตามออกมา ก็เป็นเพียง “คนเก่า-ชื่อเดิม” วนเวียนไปมากับการแก้ปัญหาภาคใต้มาตลอดหลายปี แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น
@@ เขย่า JCPP แค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ - ถามใครติดเหล้า?
อาจารย์สุรชาติ บอกต่อว่า พล.อ.สมศักดิ์ เปิดตัวอย่างน่ากังวล ด้วยการประกาศในลักษณะ “ยอมจำนน” ในการยอมรับหลักการเดิมของเอกสารที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอยุโรป และ สมช.ไทย นั่นก็คือ เอกสารที่เรียกกันว่า JCPP หรือ แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม ซึ่งลงนามและเห็นชอบกันมาตั้งแต่คณะพูดคุยฯชุดก่อนหน้านี้ ที่นำโดย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.คนปัจจุบัน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช. และเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ในรัฐบาล นายกฯเศรษฐา ทวีสิน
เอกสารฉบับนี้ถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยมี อาจารย์สุรชาติ ถือธงนำในฝ่ายวิชาการ
แต่ข้อมูลล่าสุดจาก อาจารย์สุรชาติ ก็คือ คณะเจรจาฝ่ายไทยที่นำโดย พล.อ.สมศักดิ์ ได้ถือเอกสารฉบับนี้เป็นแนวทางหลักในการเจรจาคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกชื่อย่อในวงงานความมั่นคงภาคใต้ว่า “JCPP”
แต่เพื่อลดแรงกดดันที่ JCPP ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากทุกฝ่าย จึงได้มีการ “สร้างภาพใหม่” ด้วยการจัดทำ “JCPP ฉบับปรับปรุง” และเรียกอย่างสวยหรูว่า “PDPIF” หรือ “กรอบการเจรจาสันติภาพที่นำไปสู่การปฏิบัติ” แต่ก็มีสาระหลักในแบบเดิม ที่เอื้อให้ประโยชน์แก่ BRN
“ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ BRN เรียกร้องหาการเจรจาในกรอบ JCPP มาตลอด” อาจารย์สุรชาติ สรุป
นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ยังบอกอีกว่า การประกาศเอกสารใหม่ อาจจะดูเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในความเป็นจริงของแผนนี้ ทำให้ พล.อ. สมศักดิ์ เป็นเพียงพ่อค้าขาย “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะเป็น “เหล้า BRN” ที่มีฝรั่งช่วยปรุงรสที่เบอร์ลิน และที่เจนีวา โดยมี สมช. ไทย รับหน้าที่เป็น “คนขนเหล้าเก่าขวดใหม่” ข้ามจากยุโรปมาขายในตลาดความมั่นคงไทย
“ไม่น่าเชื่อว่า สมช. บางส่วน และทหารบางคน เสพเหล้านี้จนติดงอมแงม” อาจารย์สุรชาติ กล่าวเชิงเปรียบเทียบ
@@ เตือนนายกฯอย่าลืม “สับเปลี่ยนกำลัง” ปี 70
นักวิชาการจากจุฬาฯ ซึ่งคร่ำหวอดและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากฝ่ายความมั่นคง ยังเรียกร้องให้ นายกฯอนุทิน “หาเวลา” ทำความเข้าใจกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ ไม่ควรทำตัวเป็น “เอเยนต์ขายเหล้าเก่าในขวดใหม่” อีกต่อไป
นอกจากนั้น นายกฯต้องไม่ลืมว่า “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ได้กำหนดชัดว่า จะต้องมีการสับเปลี่ยนกำลังพล โดย อส. หรือ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จากกระทรวงมหาดไทย จะเข้าแทนที่กำลังพลของทหารในปี 2570 ดังนั้น รัฐบาลคงต้องตอบให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะปีนี้คือ “ปี 2569” แล้ว
อาจารย์สุรชาติ ยังเรียกร้องไปยังกองทัพบกด้วยว่า ต้องกล้ามองปัญหาภาคใต้ด้วย “ความรู้และความเข้าใจ” เพราะสงครามก่อความไม่สงบ และการก่อการร้ายของ BRN เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงในมิติความมั่นคงไทย ดังนั้นจึงอยากเห็น “นายทหารชั้นผู้ใหญ่” ของไทย กล้าพูดแบบการสร้าง “กระแสชาตินิยม” ที่ชายแดนกัมพูชาว่า “จะทำลายศักยภาพทางทหารของ BRN ให้หมดไป”
@@ ติง “รั้วชายแดน” คิดผิดคิดใหม่ ไม่ตอบโจทย์ “รัฐเงา”
สอดคล้องกับ ดร.ซาช่า เฮลบาร์ธ นักวิจัยชาวเยอรมัน ซึ่งทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างของ BRN ที่มีข้อเสนอ 3 ข้อส่งถึง “ว่าที่รัฐบาลใหม่” แต่ “นายกฯคนเดิม” ว่า…
1. ไทยต้องเป็นเจ้าภาพใหญ่ร่วมมือกับมาเลเซีย โดยใช้โมเดลของมาเลเซียแก้ปัญหา จคม.ที่อยู่ในไทย
นัยของข้อเสนอนี้คือ เมื่อครั้งที่มาเลเซียเผชิญภัยคุกคามจากโจรจีนคอมมิวนิสต์ที่ใช้พื้นที่บางส่วนของไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นฐานในการต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซีย ฝ่ายไทยให้ความช่วยเหลือแบบเต็มร้อย ทั้งเป็น “คนกลาง” เปิดโต๊ะเจรจา และจัดหาที่ดินทำกิน สร้างชุมชนให้กับ จคม.ที่ยอมวางอาวุธ และประสงค์ทำมาหากินในดินแดนไทย
คำถามคือ วันนี้ที่ไทยเผชิญภัยคุกคามจาก BRN โดยกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐไทย ก็เคลื่อนไหวอยู่ในดินแดนมาเลเซีย เหตุใดรัฐบาลมาเลเซียจึงไม่ดำเนินการเหมือนที่ไทยเคยช่วยกรณี จคม.ในอดีตบ้าง
2.รัฐบาลต้องเตรียมข้อมูลและเข้าถึง BRN พร้อมที่จะเปิดหน้าและยอมรับตัวตนว่า BRN คือรัฐบาลเงาที่ต้องเผชิญหน้าทุกส่วน
ฉะนั้นการจัดการปัญหาด้วยการสร้าง “รั้วชายแดน” ตามที่แม่ทัพภาคที่ 4 เสนอ และนายกฯอนุทิน พร้อมสนอง จึงเป็นการมองปัญหาที่ผิดพลาด และแก้ไขไม่ตรงจุด เนื่องจากหัวใจของ BRN คือ “รัฐเงา” ที่จัดตั้งซ้อนทับกับโครงสร้างของรัฐไทยในพื้นที่ การสร้างรั้วจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
3.รัฐไทยต้องพร้อมรับการลงทุนและการพัฒนาอย่างเบ็ดเสร็จที่ BRN เชื่อมั่นร่วมด้วย และจะไม่ทำลายภายหลัง โดยขอความร่วมมือกับประเทศที่เป็นกลางให้รับรอง เพื่อเดินหน้างานพัฒนาอย่างมั่นคง ปลอดภัย ดึงนักลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศได้จริง
