
ยังคงมีคำถามและข้อสังเกตมากมาย แม้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสได้ออกมาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้าน ต.เกียร์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ออกมาร้องเรียนพร้อมแชร์คลิปหลักฐานว่า มีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบหน่วย ใช้เฮลิคอปเตอร์บินต่ำบริเวณเขาตะเว ใกล้หมู่บ้าน ในช่วงกลางดึก และมีเสียงคล้ายปืนและระเบิดตามมา
เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ข่าวลือปากต่อปากและกระแสวิจารณ์ว่า อาจเป็นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการไล่ล่ากลุ่มก่อความไม่สงบ โจมตีฐานพัก หรือ “ซัพพอร์ตไซต์” ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ป่าเขา แต่การใช้อาวุธหนักในเวลากลางคืน อาจพลาดโดนชาวบ้านหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้ และเหตุการณ์ล่าสุดมีร่องรอยของกระสุนและระเบิดตกในเขตสวนยางพาราของชาวบ้าน
คำชี้แจงของ ฉก.นราธิวาส อ้างว่า เสียงระเบิดที่ดังขึ้นในคลิประหว่างมีปฏิบัติการ เป็นเสียง “กับระเบิด” ที่กลุ่มโจรบีอาร์เอ็นวางเอาไว้เพื่อสกัดขัดขวางการติดตามของเจ้าหน้าที่ และไม่มีปฏิบัติการในลักษณะทิ้งระเบิดมาจากเฮลิคอปเตอร์ตามที่มีข่าวลือ โดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อไล่ล่ากดดันผู้ก่อความไม่สงบที่ก่อเหตุสังหาร อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) ดรุณ ดารอเฮง ขณะลาพัก ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24 มี.ค.69 เท่านั้น
คำชี้แจงของ ฉก.นราธิวาส มีข้อสังเกตและประเด็นที่ยังตอบไม่เคลียร์ดังนี้
1.ฉก.นราธิวาส ใช้วิธีตอบด้วยเอกสาร เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ จึงเป็นการสื่อสารทางเดียว สื่อมวลชนและสังคมไม่สามารถตั้งคำถามเพื่อให้ตอบข้อข้องใจในแบบ “สื่อสารสองทาง” ได้
2.หากเสียงระเบิดตามคลิปมาจาก “กับระเบิด” ตามที่ ฉก.นราธิวาส อ้างจริง การทำงานของ “กับระเบิด” จนเกิดเสียงระเบิดขึ้น จะต้องมีการเคลื่อนไหวของเป้าหมายเข้าไปสัมผัส หรือเหยียบกลไกการจุดระเบิดของ “กับระเบิด” ที่วางเอาไว้ ซึ่งจะต้องเกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย หรือขาขาด เหมือนกับที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออก
3. เอกสารชี้แจงใช้คำว่า “กับระเบิด” อย่างชัดเจน ไม่ใช่ “ระเบิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลา” หรือ สั่งจุดระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรล หรือวิทยุสื่อสาร
แต่ถึงจะเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบอื่น การทำงานของระเบิดจะทำให้เกิดเศษซากวัสดุจำนวนมากอยู่ดี มีหลักฐานและร่องรอยคงค้างอยู่ในที่เกิดเหตุแน่นอน แตกต่างจากวัตถุระเบิดที่เป็นยุทโธปกรณ์พื้นฐานที่มีใช้ในทางการทหาร
แต่น่าแปลกที่หลังเหตุการณ์ในค่ำคืนที่มีเฮลิคอปเตอร์บินวนในระดับต่ำ กลับไม่มีรายงานข่าวเหตุระเบิดใดๆ หรือมีผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิด ทั้งๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงมีการจัดทำเอกสารสรุปข่าวสถานการณ์รายวัน ไม่มีตกหล่นแม้แต่เหตุการณ์เดียว
4.หากมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจริง เจ้าหน้าที่ชุดอีโอดี หรือ ชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด น่าจะเข้าพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเกิดระเบิดภายใน 1-2 วัน เพราะมิฉะนั้นสภาพพื้นที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นการทำลายหลักฐาน และผิดหลักการการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
แต่ข้ออ้างของ ฉก.นราธิวาส คือ เจ้าหน้าที่อีโอดี จะเข้าพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ คือ 31 มี.ค. หลังชาวบ้านได้ยินเสียงระเบิด 4-5 วัน
5.คลิปที่ชาวบ้านนำมาแชร์และเปิดเผย มีร่องรอยคล้ายกระสุนปืนบนต้นยางพารา จึงน่าคิดว่ามีการใช้อาวุธปืนด้วยหรือไม่
6.จริงๆ แล้วเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่มีร้องเรียนมาหลายครั้งแล้ว และข้อมูลจากฝ่ายทหารเอง สังกัดกองทัพภาคที่ 4 ก็ยืนยันว่า มีการใช้ปฏิบัติการแบบนี้ครั้งแรกตั้งแต่เดือนมกราคม 69 ไม่ใช่เพิ่งใช้เมื่อวันที่ 24-25 มี.ค. หลังเหตุการณ์ยิงทหารพราน และยังมีการใช้ปฏิบัติการลักษณะเดียวกันอีกหลายครั้ง โดยมีการยิงลูกระเบิดจากเครื่องยิงลูกระเบิดแบบ เอ็ม 79 ลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ หวังทำลายเป้าหมายซึ่งเป็นฐานพักของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ป่าเขา
ที่ผ่านมาหลายฝ่ายได้พยายามตักเตือนว่าเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงอันตราย และเสี่ยงต่อความผิดพลาด หากผลของปฏิบัติการไปทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ จะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า คำชี้แจงของ ฉก.นราธิวาส ทำให้เข้าใจได้ว่า ทางหน่วยไม่เคยปฏิบัติการแบบนี้มาก่อน ครั้งที่เกิดเหตุนี้ นับเป็นครั้งแรก
7.บุคคลที่เปิดเผยข้อมูลนี้ มีทั้งอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 อดีตเลขาธิการ สมช. ทหารระดับปฏิบัติที่ทำงานอยู่ใน ฉก.นราธิวาสเอง แต่ไม่ขอเปิดเผยตัว รวมถึงทหารจากกองทัพภาคที่ 4 ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามีเหตุการณ์ตามที่ชาวบ้านร่ำลือเกิดขึ้นจริง และมีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของปฏิบัติการ ซึ่งสวนทางกับคำชี้แจงของ ฉก.นราธิวาส อย่างสิ้นเชิง
จึงน่าคิดว่าข้อมูลชุดใดเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริงกันแน่
