
มีข้อมูลเชิงลึกจากทีมที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดี และสอบปากคำพยาน ตลอดจนรับรู้ถึงคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ ว่ามีการรับสารภาพบางส่วน และบางรายก็ซัดทอดกันเอง
ข้อมูลนีั้ตรงกับที่ “บิ๊กราญ” พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อติดตามคดีก่อนนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เรียกประชุมในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี
แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลเชิงลึกของคดี เปิดเผยกับ “ทีมข่าว” ว่า จริงๆ ข้อมูลและพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนหลักฐานที่รวบรวมได้จาก “เครื่องมือพิเศษ” ซึ่งใช้ในพื้นที่ความมั่นคง สามารถต่อจิ๊กซอว์เหตุการณ์และผู้ร่วมขบวนการได้เกือบ 100% แล้ว
จึงเหลือเพียงการรายงานข้อมูลถึงนายกฯอนุทิน เพื่อสั่งการ และเป็นแบ็กให้กับทีมคลี่คลายคดีเท่านั้น
ข้อมูลชุดที่ 1 - มีข่าวมาก่อนหน้านี้ 2 วันว่า เรือเอกวิโรจน์ หรือ นายวิโรจน์ อดีตทหารเรือที่เคยผ่านการฝึกรีคอน หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

- ข้อมูลนี้ตรงกับที่ “บิ๊กราญ” พูดอ้อมๆ ล่าสุดว่า ได้ประสานให้มีการขอหมายแดงอินเตอร์โพล ซึ่งก็คือหมายจับที่ส่งไปยังประเทศสมาชิกอินเตอร์โพลทั่วโลกนั่นเอง ความหมายคือน่าจะหลบหนีออกนอกประเทศ แม้จะยังไม่มีรายงานการเดินทางผ่านช่องทางศุลกากร หรือช่องทางธรรมชาติก็ตาม
- ย้อนดูปูมประวัติของ เรือเอกวิโรจน์ เคยทำงานกับองค์กรยูเอ็นในหลายประเทศ จึงไม่แปลกที่จะเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว และตามจับกุมยากมาก
ข้อมูลชุดที่ 2 - ตำรวจได้ภาพจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่ จนถึงหน้าบ้าน สส.กมลศักดิ์ ตั้งแต่หลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง และต่อจิ๊กซอว์จนรู้ตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมด รวมถึงรถยนต์ที่ใช้ แต่มีการปิดข่าวเงียบ เนื่องจาก “เจอตอ” นั่นก็คือ มีการใช้ “รถ กอ.รมน.” ในการก่อเหตุ
- สุดท้ายเรื่องถูกเปิดโปงโดยการแถลงข่าวของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ทำให้สปอตไลต์ของสังคมฉายจับมาที่คดีนี้ และทุกอย่างต้องถูกขยายผลออกมา จนมีการแถลงข่าวของฝ่ายตำรวจ และทหาร เมื่อวันที่ 6 เมษายน ตามด้วยแม่ทัพต้องแถลงข่าวเอง เมื่อวันที่ 13 เมษายน
ข้อมูลชุดที่ 3 - ตำรวจรู้ความเคลื่อนไหวของ “ทีมสังหาร” ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ เนื่องจากปฏิบัติการเวลาตี 1 ฝ่ายความมั่นคง และกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้มี “เครื่องมือพิเศษ” ตรวจสอบ “เบสโทรศัพท์” ซึ่งเวลาขณะนั้น มีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดใช้งานอยู่ไม่มาก ทำให้ “จำกัดวงสืบสวน” และสามารถโฟกัสกลุ่มผู้กระทำผิดได้ไม่ยาก
ข้อมูลชุดที่ 4 - เมื่อขยายผลจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุได้บางส่วนในช่วงแรก มีการติดตามยึดโทรศัพท์ และอุปกรณ์สื่อสารมาตรวจสอบ ทำให้พบเครือข่ายเชื่อมโยง สั่งการ เช่น การส่งรถกระบะสีขาวของ กอ.รมน.ไปซ่อน และสั่งชำแหละรถในเวลาต่อมา

- นำไปสู่การค้นอู่รถริมแม่น้ำในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และจับกุมเจ้าของอู่ตามมา
ข้อมูลชุดที่ 5 - มีข้อมูลจากการสอบปากคำผู้ต้องหา และการตรวจสอบข้อมูลทางโทรศัพท์พบว่า หลังก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ มีการโทรหา “บุคคลลึกลับ” แทบจะทันที เพื่อรายงานผลของปฏิบัติการ
@@ ใช่ “ผู้บงการ” หรือไม่? ยิ่งใหญ่กว่าคนมีสี?
- ข้อมูลชุดนี้แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ
หนึ่ง เป็นการรายงานผลของปฏิบัติการว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว
สอง เป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องการหลบหนี
มีข้อมูลสำคัญว่า มีคำพูดให้ประสานเรื่องด่านตรวจความมั่นคง เพราะในคืนเดียวกันมีการยกระดับมาตรการ “ปิดเมืองนราธิวาสขั้นสูงสุด” จึงมีการประสานเพื่อเปิดทางสำหรับการหลบหนี
ข้อมูลนี้หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง จะเป็นข้อมูลสำคัญที่สุดที่จะเชื่อมไปถึง “ผู้สั่งการ” ว่าเป็นคนในหรือนอกแวดวงราชการ แต่ที่แน่ๆ คือ “ใหญ่กว่าคนในเครื่องแบบ” ใช่หรือไม่
@@ ย้อนคดีบึ้มปริศนา ไม่โยงโจรใต้ ไม่นานสั่งงดสอบสวน!

ข้อมูลชุดที่ 6 - เป็นการตรวจสอบย้อนหลังคดีลอบวางระเบิดครั้งสำคัญๆ หลายครั้งที่มุ่งโจมตีหน่วยงานราชการบางแห่ง หลังมีการจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่บางหน่วยนำกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมสถานบริการที่เปิดละเมิดกฎหมายบางแห่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล
- คดีลอบวางระเบิดบางคดี มีการรายงานผลตรวจวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่พบว่าเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เป็นคดีความมั่นคง และเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง มักมีคำสั่งให้ “งดสอบสวน” ทั้งๆ ที่คดีเหล่านี้มีอายุความถึง 20 ปี หรืออย่างน้อย 10 ปีหากเป็นคดีพยายามฆ่า (ระเบิดหวังเอาชีวิต มีผู้บาดเจ็บแต่ไม่เสียชีวิต)
ยกตัวอย่าง เอกสารรายงานคดีความมั่นคงคดีหนึ่ง เป็นคดีระเบิดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว คือ 1 ปีเต็มพอดี
ผลตรวจพยานหลักฐานที่เป็นวัตถุพยาน เช่น เหล็กเส้นตัดท่อนที่ถูกทำเป็นสะเก็ดระเบิด ไม่พบความเชื่อมโยงกับข้อมูลในสารบบคดีความมั่นคงใดๆ และไม่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ได้
ที่น่าสนใจคือ พนักงานสอบสวนลงความเห็นให้ “งดสอบสวน” ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุระเบิดบางเหตุการณ์ไม่ได้กระทำโดยกลุ่มก่อความไม่สงบ หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนใช่หรือไม่ เป็นกลุ่มภัยแทรกซ้อน ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เงินเทา เงินดำ หรือไม่
และคำถามสำคัญคือ มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใดจึงสั่ง “งดสอบสวน” กันง่ายๆ แบบนี้
ทั้งหมดนี้นำมาสู่ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ด้วยหรือไม่
นี่คือโจทย์ยากที่สุดที่ นายกฯอนุทิน ต้องไขปม
