
มีความชัดเจนมากขึ้นอีกระดับหนึ่งในคดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่า ทหารเรือนาวิกโยธิน 2 นายที่มีชื่อถูก สส.นราธิวาส แจ้งความดำเนินคดีนั้น จะเข้าพบตำรวจในวันอังคารที่ 5 พ.ค.69 นี้
อย่างไรก็ดี ยังมีความสับสนอยู่ว่า ทหารเรือทั้ง 2 นาย จะถูกแจ้งข้อหาอะไร เป็นข้อหาเกี่ยวกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ หรือไม่ หรือว่าเป็นการเข้าพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ เลย
ทหารเรือนาวิกโยธินทั้ง 2 นาย คือ นาวาเอกมนตรี กับ ว่าที่ นาวาตรี เดโช ซึ่งถูก สส.กมลศักดิ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ทว่าตลอดมาไม่มีความชัดเจนจากพนักงานสอบสวนคดียิง สส.กมลศักดิ์ ว่า จะเรียกทหารเรือทั้ง 2 นายเข้ารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียก หรือหมายจับ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา)
ล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงจากตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 5 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ทหารนาวิกโยธินทั้ง 2 นายจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (บก.ภ.จว.นราธิวาส) อย่างแน่นอน
“การเดินทางมาครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามหมายเรียกที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกไปก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว” แหล่งข่าวระบุ
ส่วนประเด็นที่ สส.กมลศักดิ์ แจ้งความดำเนินคดีกับทหารเรือทั้งสองนาย พร้อมระบุว่าข้อมูลที่มอบให้กับตำรวจ เชื่อได้ว่าทั้งคู่มีความเชื่อมโยงกับคดีลอบสังหารตนนั้น แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูงของตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีประเด็นเรื่องการแจ้งความเอาผิดเพิ่มเติม หรือการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกต
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ไม่ได้จะฟ้องใคร วันที่ 5 พ.ค.นี้ เป็นเพียงการรับมอบตัวตามหมายเรียกที่ส่งไปแล้วเท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าว
@@ จี้ตำรวจแจงให้ชัด “หมายเรียก - หมายจับ - หรือไร้หมาย”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับทหารเรือนาวิกโยธิน 2 นายที่ถูกสั่งย้าย และถูกสอบสวนทางวินัยนั้น ฝ่ายตำรวจให้ข้อมูลไม่ตรงกัน และไม่ยอมแถลงเรื่องนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะว่า จะแจ้งข้อหาหรือไม่ ถ้าแจ้งจะแจ้งข้อหาอะไร หรือจะไม่แจ้งข้อหาอะไรเพิ่มเลย
ข่าวที่ออกมามีเพียง “รายงานข่าว” หรือ “อ้างแหล่งข่าวจากชุดคลี่คลายคดี” จึงเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ หนำซ้ำยังมีปัญหาไม่สอดรับกันด้วย
“ทีมข่าวอิศรา” สรุปประเด็นที่ยังเป็นคำถาม และความไม่ชัดเจนดังนี้
1.จะมีการแจ้งข้อหาทหารเรือ 2 นายในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า หรือสนับสนุนทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์หรือไม่
เพราะการที่ตำรวจอ้างว่าจะมีการแจ้งข้อหานาวิกโยธินทั้ง 2 นายอย่างแน่นอน โดยทั้งคู่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในสัปดาห์หน้านั้น ไม่มีความชัดเจนว่าเป็น “ข้อหาอะไรกันแน่”
เนื่องจากข้อหาที่ นาวาเอก มนตรี ต้องถูกแจ้งแน่นอน คือความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์สินของทางราชการ แต่ทำให้ทรัพย์นั้นเสียหาย (รถกระบะของ กอ.รมน.) และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งข้อหานี้ ไม่ว่าจะอย่างไร ตำรวจก็ต้องแจ้งต่อ นาวาเอก มนตรี แน่นอน เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส มอบอำนาจให้รอง ผอ.กอ.รมน.นราธิวาส ฝ่ายทหาร เข้าแจ้งความดำเนินคดีเอาไว้ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ผ่านมา ที่ สภ.เมืองนราธิวาส
แต่ความไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมอยากทราบก็คือ จะมีการแจ้งข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่า” หรือ “สนับสนุนให้เกิดการพยายามฆ่า สส.กมลศักดิ์” ด้วยหรือไม่ ซึ่งข้อหานี้เป็นข้อหาที่ สส.กมลศักดิ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทหารเรือทั้งสองนาย ที่ สภ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา
ข้อหานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นบทสรุปว่า คดียิง สส.กมลศักดิ์ จะจบแค่ผู้ต้องหาทีมปฏิบัติการ 5 คน หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจด้วยกันแน่
2.ตำรวจได้ออกหมายเรียกหรือหมายจับทหารเรือทั้งสองนายแล้วหรือยัง เพราะข่าวบางกระแสอ้างว่า มีการออก “หมายเรียก” แต่ข่าวจาก พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ที่เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ด้วยตัวเองเมื่อวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. อ้างว่าไม่ได้มีการออกหมายเรียก หรือหมายจับ แต่เป็นการสมัครใจเข้าพบพน้กงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของทหารเรือทั้ง 2 นายเอง เนื่องจากทราบจากข่าวว่าตัวเองถูกแจ้งความจาก สส.กมลศักดิ์
อ่านประกอบ : แจงแทนคนร้าย? 10 เบอร์โทรโยงทีมฆ่า สส.ไม่จริง - อ้างขณะยิง “ปิดมือถือ!”
เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน เนื่องจากจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสำนวนคดี เพราะการสมัครใจเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง สุดท้ายแล้วตำรวจอาจจะไม่แจ้งข้อหากับทหารเรือทั้งสองนายเลยก็ได้ รวมถึงจะไม่มีการดำเนินคดี หรือควบคุมตัวใดๆ ก็เป็นได้
แต่หากมีการออกหมายเรียก หรือหมายจับ ซึ่งต้องไปขออนุมัติจากศาล ย่อมหมายความว่าจะมีการดำเนินคดี และศาลได้พิจารณาหลักฐานเบื้องต้นแล้ว มีน้ำหนักมากพอที่จะออกหมายเรียก หรือหมายจับได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินคดีกับทหารทั้งสองนาย
@@ นักสืบมือฉมัง ชี้ “ฟังไม่ขึ้น” ทีมฆ่า สส.ปิดมือถือ
3. ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่ “ศูนย์ทนายความมุสลิม” นำไปมอบให้กับตำรวจ ซึ่งอ้างว่าเป็นการใช้โทรศัพท์ของทีมสังหาร เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น รวม 10 หมายเลข น่าจะเกี่ยวข้องเป็นกลุ่มผู้บงการ หรือสนับสนุนทีมปฏิบัติการให้ลงมือสังหาร สส.กมลศักดิ์นั้น
ข้อมูลส่วนนี้ ตำรวจอ้างว่าไม่มีอยู่จริง เพราะตำรวจตรวจสอบทางเทคนิคแล้ว พบว่า ทีมสังหารปิดมือถือขณะปฏิบัติการ จึงไม่มีการโทรหาใคร รวมถึงไม่มีการ “โทรหาบุคคลที่สาม ให้ชะลอการตั้งด่านไว้ก่อน” ตามที่เป็นข่าวด้วย
อ่านประกอบ : แจงแทนคนร้าย? 10 เบอร์โทรโยงทีมฆ่า สส.ไม่จริง - อ้างขณะยิง “ปิดมือถือ!”
เรื่องมีประเด็นน่าสงสัย ทำให้ “ทีมข่าว” ไปขอข้อมูลจากตำรวจที่เชี่ยวชาญงานสืบสวนมาอย่างโชกโชน ได้ความว่า
- เป็นไปไม่ได้เลยที่ทีมปฏิบัติการจะปิดมือถือตลอดเวลาที่ลงมือ และไม่ติดต่อสื่อสารกับใครเลย เพราะการลงมือสังหารบุคคลสำคัญ ต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทีมสนับสนุน รวมถึงผู้บงการ
กรณียิง สส.กมลศักดิ์ ข้อมูลจากการสืบสวนทราบว่า มีรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการสังหาร 2 คัน คันหนึ่งสะกดรอยตาม อีกคันหนึ่งเป็นรถมือปืน คนในรถสองคันนี้ต้องติดต่อกันแน่นอน แต่อาจใช้โทรศัพท์มือถือเบอร์อื่นที่เปิดขึ้นสำหรับใช้เฉพาะช่วงปฏิบัติภารกิจ เสร็จแล้วก็ทำลายทิ้งทันที ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องไปหาสัญญาณการใช้โทรศัพท์หมายเลขเหล่านี้ และจุดที่นำโทรศัพท์ไปทำลายทิ้ง ก็จะต่อจิ๊กซอว์เหตุการณ์ทั้งหมดได้
- มีข้อมูลการสืบสวนชัดเจนว่า หลังปฏิบัติการ มีการประสานงานไปที่เจ้าของอู่รถใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส (นายสุนทร 1 ใน 5 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม) เพื่อส่งรถของ กอ.รมน.ไปซ่อน ก่อนชำแหละในอีก 2 วันต่อมา
การติดต่อสื่อสารตรงนี้ มีข้อมูลอยู่แล้ว และเป็นเครื่องยืนยันว่า มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกัน อย่างน้อยในวันเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุสังหาร สส.กมลศักดิ์แน่นอน
- การใช้เครื่องมือพิเศษติดตามบุคคลที่ใช้โทรศัพท์มือถือ สามารถติดตามได้ แม้จะปิดเครื่องอยู่ เหมือนกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ ก็สามารถส่งสัญญาณเตือนได้ แม้มือถือปิดอยู่ก็ตาม
ฉะนั้นการปิดมือถือของทีมสังหาร จึงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่ให้น้ำหนักเรื่องข้อมูลโทรศัพท์ เนื่องจากยังมีอีกหลายช่องทางในการตรวจสอบ และเครื่องมือพิเศษเหล่านี้ ก็มีใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แน่นอน
