
นี่คือข้อมูลก่อนประชุม กมธ.กฎหมายฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย.69 ซึ่งมีการเรียกตัวแทนจากกองทัพเรือเข้ายืนยันผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนสงครามที่ใช้ในปฏิบัติการสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ซึ่งพบความเชื่อมโยงว่าเป็นปืนของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หรือ นย.
ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามลอบยิง นายกมลศักดิ์ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ พร้อมผู้ติดตามรวม 3 คน ขณะเดินทางกลับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านของ สส.กมลศักดิ์เอง ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งที่ผ่านมามีการจับกุมทีมสังหาร 5 คน และแจ้งข้อหาทหารเรือนาวิกโยธิน 2 นาย ระดับนาวาเอก และนาวาตรี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้น
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.กฎหมายฯ) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ ภายหลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คดีจะถูกตัดตอนให้จบเพียงแค่นี้ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมดเพียง 7 คน ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องร่วมขบวนการอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บงการระดับสูงสุดที่ยังไม่ถูกเปิดเผยตัว

ทั้งนี้ ระเบียบวาระการประชุม กมธ.กฎหมายฯ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายกมลศักดิ์ ในฐานะผู้เสียหาย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการทหารเรือ, เลขาธิการ กอ.รมน. และผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รวมถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (AIS, True, NT)
@@ พิรุธไม่ยอมใช้ “เครื่องมือพิเศษ” คลี่คดี
แหล่งข่าวจาก กมธ.กฎหมายฯ เปิดเผยว่า ประเด็นหลักที่ กมธ.เตรียมซักถามคือ การละเว้นการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้ต้องหา และผู้ต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญในคดี
กมธ.ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) มีเครื่องมือพิเศษสำหรับดึงข้อมูลสำรองจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ใช้งบประมาณจัดซื้อกว่า 1,500 ล้านบาท ตั้งแต่รัฐบาลยุค คสช. แต่กลับไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในคดียิง สส.กมลศักดิ์ แต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเครื่องมือดังกล่าวจะใช้เฉพาะกับคดียาเสพติดเท่านั้น ส่งผลให้มีการเตรียมตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความคุ้มค่าในการจัดซื้อ และความโปร่งใสในการคลี่คลายคดี
@@ ทีมสังหารโทรออก 50 สาย แต่ไร้ข้อมูลในสำนวน
นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ผู้ต้องหาทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์ มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อออกไปถึง 50 ครั้ง ในห้วงเวลา 24 ชั่วโมงของวันเกิดเหตุ โดยโครงข่ายเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มมือปืนและแหล่งชำแหละรถยนต์ แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ยอมนำข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์เหล่านี้เข้าสู่สำนวนคดี
ส่งผลให้การแจ้งข้อหาทำได้จำกัด เนื่องจากอาศัยเพียง “คำซัดทอด” ของผู้ต้องหาด้วยกันเอง โดยไม่ให้น้ำหนักกับหลักฐานทางเทคโนโลยี ทำให้รูปคดีมีน้ำหนักน้อย
@@ ทร.รับแล้ว! ที่แท้ “ปืน นย.” ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์
อีกหนึ่งประเด็นที่ กมธ.เตรียมซักถามหน่วยงานความมั่นคง คือ แหล่งที่มาของอาวุธปืน 3 กระบอกที่ใช้ก่อเหตุยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ เพราะมีรายงานทางลับระบุว่า อาวุธปืน 2 ใน 3 กระบอก ได้รับการยืนยันเป็นหนังสือจากหน่วยงานในกองทัพเรือแล้วว่า เป็นปืนที่เคยใช้ในราชการของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) แต่กลับมีบันทึกของกรมสรรพาวุธทหารเรือว่า ถูกตีตราทำลายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน โดยมีหลักฐานภาพถ่ายขั้นตอนการทำลายมายืนยัน
จากข้อมูลนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาวุธที่ทางหน่วยราชการแจ้งทางบัญชีว่าทำลายไปแล้วนั้น เหตุใดจึงมาอยู่ในมือของคนร้ายได้ เป็นการทำหลักฐานการทำลายอันเป็นเท็จ เพื่อยักยอกอาวุธปืนของทางราชการไปใช้ในทางมิชอบ หรือหาผลประโยชน์จากการซื้อขายอาวุธของทางราชการที่อ้างว่าถูกทำลายแล้วหรือไม่
@@ ปืนสหรัฐฯ อยู่ในมือทีมสังหารได้อย่างไร?
ส่วนอาวุธปืนอีก 1 กระบอก มีการประทับตราบนตัวปืนระบุชัดเจนว่า เป็นอาวุธของกองทัพสหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้แก่กองทัพไทย แต่กลับไม่พบประวัติในฐานข้อมูลของกรมสรรพาวุธทหารเรือแต่อย่างใด
@@ สงสัยดึงคดี ฟ้องช้า ทำสำนวนอ่อน
แหล่งข่าวจากชุดเกาะติดคดียิง สส.กมลศักดิ์ ของพรรคประชาชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า จากปัญหาเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทำให้น่าสงสัยว่า มีความพยายามจากบางฝ่ายในการทำสำนวนคดีให้อ่อนลง โดยตัดหลักฐานทางโทรศัพท์ออก เหลือเพียงคำซัดทอดกันเองของผู้ต้องหาหรือไม่
สอดคล้องกับความคืบหน้าการทำสำนวนคดี ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการส่งสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องไปให้อัยการ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว ทำให้ทางพรรคประชาชาติกังวลว่า หากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปช้า จนใกล้จะครบเวลาฝากขังผลัดที่ 6 หรือ 7 (72 หรือ 84 วัน) ซึ่งเป็นอำนาจการควบคุมตัวในชั้นก่อนฟ้อง จะทำให้พนักงานอัยการมีเวลาในการพิจารณาสำนวนคดีและกลั่นกรองคดีน้อยมาก จนส่งผลให้สำนวนคดีไม่มีความรัดกุม กระทั่งส่งผลลบต่อการพิจารณาในชั้นศาล จนอาจเอาผิดผู้ต้องหาทั้งหมดหรือบางส่วนไม่ได้
