
เปิดแผนป่วนใต้ดาวกระจาย 51 จุด หน่วยข่าวความมั่นคงประเมินระดมกำลังกว่า 250 คนเจาะช่องโหว่ข่าวกรอง ล็อกเป้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปักหมุดพื้นที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กดดันให้กลับมาประกาศใหม่ หวังสร้างเงื่อนไขในพื้นที่ไม่เลิก
กรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงปฏิบัติการสร้างสถานการณ์แบบดาวกระจายพร้อมกันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 ส.ค.69 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดตั้งและระดมสรรพกำลังของเครือข่ายผู้ก่อเหตุในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้สรุปยอดรวมเหตุการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบการก่อเหตุทั้งสิ้น 51 จุด ใน 21 อำเภอ โดย จ.นราธิวาส ได้รับผลกระทบหนักที่สุดถึง 22 จุด (มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย) รองลงมาคือ จ.ยะลา 18 จุด และ จ.ปัตตานี 11 จุด
@@ ล็อกเป้าโจมตี อบต. - เทศบาล เกือบ 10 แห่ง!

จากการตรวจสอบรายละเอียดทั้ง 51 จุด พบว่ามีอย่างน้อย 7 จุด ใน 7 อำเภอ ที่คนร้ายมุ่งเป้าโจมตีสถานที่ราชการซึ่งเป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) ประกอบด้วย จ.นราธิวาส 4 อำเภอ
- อ.บาเจาะ ลอบวางเพลิงโรงจอดรถ อบต.บาเจาะ
- อ.ระแงะ กลุ่มคนร้ายราว 30 คน อาวุธครบมือ บุกคุมตัว รปภ. วางเพลิง และปล้นรถยนต์ที่ อบต.บองอ
- อ.ศรีสาคร โจมตีที่ทำการ อบต.ศรีสาคร
- อ.จะแนะ โจมตีที่ทำการ อบต.ช้างเผือก
จ.ปัตตานี 2 อำเภอ
- อ.หนองจิก คนร้าย 5 คน ขี่รถจักรยานยนต์พร้อมอาวุธปืน บุกยึดโทรศัพท์ วางเพลิง และทำลายกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่โรงจอดรถ อบต.บางเขา
- อ.สายบุรี โจมตีอาคารเทศบาลเมืองตะลุบันหลังใหม่
ล่าสุดช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. ยังเกิดเหตุวางเพลิงและวางระเบิดที่สำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี อีก 1 แห่ง
จ.ยะลา 1 อำเภอ
- อ.ธารโต ลอบก่อเหตุที่ลานจอดรถ อบต.บ้านแหร
@@ ท้าทายพื้นที่ปลอดภัย ปักหมุดป่วนอำเภอเลิก พ.ร.ก.

ประเด็นที่น่าจับตาคือ จาก 21 อำเภอที่เกิดเหตุ (3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 33 อำเภอ) มีถึง 6 อำเภอที่รัฐบาลเพิ่งประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แทน แต่กลับตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีระลอกนี้ ได้แก่ อ.รามัน (ยะลา), อ.ยะหริ่ง และ อ.ทุ่งยางแดง (ปัตตานี), อ.ยี่งอ, อ.แว้ง และ อ.สุไหงโก-ลก (นราธิวาส)
การพุ่งเป้าไปที่ 6 อำเภอดังกล่าว สะท้อนว่าผู้ก่อเหตุพยายามใช้ประโยชน์จากมาตรการตั้งด่านตรวจที่ผ่อนคลายลง เพื่อแสดงศักยภาพเชิงสัญลักษณ์ว่า พวกเขายังคงสามารถปฏิบัติการใน “พื้นที่ปลอดภัย” ที่รัฐกำหนดไว้ได้ทุกเมื่อ
@@ แกะเส้นทางหนี “ภูเขา - แม่น้ำ - ชุมชน”
โดยอาศัยเส้นทางหลบหนีหลัก 3 ทิศทาง คือ
1. เทือกเขาบูโด-สันกาลาคีรี ใช้ร่องสวนยางและเส้นทางธรรมชาติถอนตัวขึ้นเขา ธารโต, บันนังสตา, รามัน ฝั่งยะลา ต่อเนื่องถึง รือเสาะ, ศรีสาคร, ระแงะ, จะแนะ ฝั่งนราธิวาส
2. ชายแดนแม่น้ำโก-ลก อาศัยชุมชนริมแม่น้ำประสานงาน และใช้ท่าข้ามธรรมชาติหลบหนีข้ามประเทศ ตากใบ, สุไหงโก-ลก, แว้ง ฝั่งนราธิวาส
3. ถนนสายหลักและชุมชนกึ่งเมือง เน้นปฏิบัติการรวดเร็วโดยแนวร่วมขนาดเล็ก ก่อเหตุเสร็จแล้วทิ้งหลักฐาน กลืนตัวเข้าสู่ชุมชน หนองจิก, ยะรัง, ยะหริ่ง, ทุ่งยางแดง, โคกโพธิ์, สายบุรี ฝั่งปัตตานี ไม่ติดชายแดน
@@ ระดมพลหลักร้อย โชว์ศักยภาพกระจายก่อเหตุ

เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงประเมินเบื้องต้นว่า ปฏิบัติการ 51 จุด มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างรัดกุม มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน โดยระดมเครือข่ายแนวร่วมอาร์เคเค (RKK) และกลุ่มเยาวชน แบ่งหน้าที่กัน คือ
- ชุดลงมือ 2-4 คนต่อจุด หรือหลายจุดใกล้เคียงกัน ประกอบด้วย คนขับ, คนเผา/วางระเบิด และชุดระวังหลัง
- ชุดสนับสนุน 2-3 คนต่อจุด หรือหลายจุดที่ใกล้เคียงกัน ทำหน้าที่ชี้เป้า, ดูต้นทาง, ลำเลียงอุปกรณ์ และเตรียมเส้นทางหนี
ภาพรวมคาดว่าต้องใช้กำลังชุดปฏิบัติการหน้างานไม่ต่ำกว่า 100-150 คน และหากนับรวมเครือข่ายสนับสนุนทั้งหมด อาจมีการใช้กำลังคนสูงถึง 200-250 คน
ทางด้าน พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุถึงเรื่องนี้ว่า ภาพรวมยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าแต่ละจุดมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานใหญ่หรืองานเล็ก
@@ ช่องโหว่งานข่าวกรอง - เครือข่ายดิจิทัลฝั่งรัฐ

เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ตั้งข้อสังเกตว่า การระดมคนหลักร้อย จัดเตรียมยานพาหนะ อาวุธ น้ำมัน และกำหนดเวลาปฏิบัติการ 4-5 ชั่วโมงพร้อมกันถึง 51 จุด ภายใต้พื้นที่ที่มีกล้องวงจรปิดหนาแน่นและมีงบประมาณด้านการข่าวสูง สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องโหว่ของระบบข่าวกรองและเครือข่ายดิจิทัล” ของรัฐ
“เครือข่ายเหล่านี้ใช้ช่องทางใดในการสื่อสารที่หลบเลี่ยงการดักฟังหรือการติดตามทางดิจิทัลของรัฐได้? เป็นไปได้หรือไม่ที่คนร้ายมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ หรือแอปพลิเคชันที่มีการเข้ารหัสขั้นสูงที่รัฐยังตามไม่ทัน”
นอกจากนี้ แหล่งข่าวรายเดิมยังชี้ให้เห็นถึงนัยแฝงของการพุ่งเป้าโจมตี อบต. และเทศบาล ว่าไม่ใช่เพียงการทำลายทรัพย์สิน แต่เป็นการโจมตี “ข้อต่อ” ที่เชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งสอดรับกับจังหวะเวลาทางการเมืองและบนโต๊ะเจรจา
@@ สงสัย “ภัยแทรกซ้อน” ธุรกิจใต้ดินอุดหนุนเม็ดเงิน
ที่สำคัญ ปฏิบัติการขนาดใหญ่นี้ย่อมมีต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าเชื้อเพลิง วัตถุระเบิด อาวุธ และการดูแลแนวร่วม ซึ่งจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างกลุ่มก่อความไม่สงบ ขบวนการยาเสพติด และกลุ่มอิทธิพลเถื่อน
“เม็ดเงินที่ใช้หล่อเลี้ยงระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่นี้มาจากไหน? มีความเชื่อมโยงกับภัยแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ธุรกิจสีเทาตามแนวชายแดน หรือเครือข่ายของเถื่อนหรือไม่? การตัดท่อน้ำเลี้ยงเหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ยังทำไม่สำเร็จ…”
“ต้องไม่ลืมว่า ไม่กี่วันมานี้ สามฝ่ายมีการขอทำผลงานจากธุรกิจมืดในพื้นที่ จุดนี้ห้ามลืมคิดเด็ดขาด เพราะคนพวกนี้แตะเมื่อไหร่ อาละวาดเมื่อนั้น” แหล่งข่าวระบุ
@@ แม่ทัพรับลูก ฟันธงแก๊งสีเทาลงขันดิสเครดิตรัฐ

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 วิเคราะห์ระหว่างให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. โดยให้น้ำหนักเรื่องการลงขันของกลุ่มธุรกิจเถื่อนเพื่อดิสเครดิตเจ้าหน้าที่
“จากตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายมุ่งทำลายโครงสร้างหลักเพื่อหวังให้ตึกถล่มลงมาทั้งหลัง หวังทำลายความเชื่อมั่นของรัฐ แต่โชคดีที่ความเสียหายเกิดเพียงปูนกะเทาะจนเห็นโครงเหล็กเท่านั้น” แม่ทัพภาคใต้ กล่าวเปรียบเปรย
และว่า “แม้การก่อเหตุจะไม่หวังผลต่อชีวิต แต่กระทำไปเพื่อดิสเครดิตเจ้าหน้าที่ โดยพุ่งเป้าไปที่ผลกระทบจากการปราบปรามกลุ่มภัยแทรกซ้อนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด มีการปิดล้อมตรวจค้นกดดันทั้ง 3 จังหวัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว มีการทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ที่ อ.ยะรัง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ตรวจยึดบุหรี่เถื่อนได้กว่า 2 ล้านมวน พร้อมเงินสดถึง 18 ล้านบาท”
“การค้าขายผิดกฎหมายเหล่านี้เดือนหนึ่งตกหลายร้อยล้าน อาจจะไปกระทบกับกลุ่มขบวนการ เขาก็เลยลงขัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือแหล่งเงินทุนของกลุ่มขบวนการด้วย มีการเรียกค่าคุ้มครอง เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่เขาจะตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว และว่า จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนเหล่านี้อย่างเด็ดขาด และจะไม่ปล่อยให้การกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนเกิดขึ้นอีกต่อไป
@@ แม่ทัพอ้างรู้ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนป่วนใหญ่
พล.ท.นรธิป ยังกล่าวถึงกระแสวิจารณ์เรื่องช่องโหว่งานด้านการข่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามานานถึง 2 เดือนแล้วว่าจะมีการลอบก่อเหตุวินาศกรรมสถานที่ราชการและระบบสาธารณูปโภค แต่ไม่สามารถระบุวันเวลาที่แน่ชัดได้
ย้ำว่าทางกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้นิ่งนอนใจ และรับทราบความเคลื่อนไหวของการเตรียมการก่อเหตุมาเป็นเวลานานพอสมควร โดยรู้เป้าหมายหลักชัดเจนว่าเป็นสถานที่ราชการและโครงสร้างพื้นฐาน

“ประเมินสถานการณ์ เอาเรื่องงานข่าวก่อน เรารู้มาน่าจะ 2 เดือนนะ ว่าจะมีการก่อเหตุลักษณะนี้ โดยเฉพาะสถานที่ราชการ หรือว่า การระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง เสาโทรศัพท์ เรารู้มาก่อนแล้ว”
“เมื่อได้เบาะแส จึงได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้าเป็นเดือน มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า และเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ จากทั้ง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เข้ามาประชุมชี้แจงเพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ช่องโหว่เดียวคือการไม่ทราบถึงวันและเวลาที่คนร้ายจะลงมือ”
@@ บึ้มซ้ำเช้าวันอาทิตย์ - พบรอยระเบิดรางรถไฟ

นอกจากเหตุรุนแรงแบบ “ดาวกระจาย” ทั่วทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงกลางคืน ของวันเสาร์ที่ 22 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเช้าวันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. ยังมีเหตุรุนแรง โดยเฉพาะเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดเกิดขึ้นอีกหลายจุด
จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดจากวัตถุระเบิดตกค้าง และระเบิดเพิ่งทำงานในช่วงเช้า หรือเป็นการก่อเหตุวางระเบิดเพิ่มเติม
โดยเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณสามแยกสายนอก ท้องที่ หมู่ 3 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี บริเวณทางไปมัสยิดแห่งหนึ่ง ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
เวลา 09.50 น. เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่บ้านจือแร หมู่ 1 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส
เวลา 09.55 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณเสาไฟฟ้า ริมถนนสาย 4056 ในพื้นที่บ้านควน หมู่ 6 ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี ทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
ช่วงเช้าวันเดียวกัน มีรายงานจากชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเส้นทางรถไฟ ตรวจพบรอยร่อยการระเบิดเส้นทางรถไฟ จำนวน 1 จุด ในพื้นที่บ้านมะรือโบ หมู่ 1 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่บินโดรนเข้าตรวจสอบ พบหมอนรางรถไฟได้รับความเสียหาย 2 ท่อน
@@ เผาโรงรถ-วางบึ้มป้อมยาม เทศบาลพ่อมิ่ง ปัตตานี

เมื่อเวลา 21.10 น.วันเดียวกัน ยังเกิดเหตุวางเพลิงโรงรถ และเหตุวางระเบิดบริเวณป้อมยามของสำนักงานเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง ตั้งอยู่หมู่ 3 ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมเพลิง พร้อมเร่งตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
เบื้องต้นพบความเสียหายรถยนต์ของเทศบาล จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถดับเพลิง รถเก็บขยะ และรถกระบะของเทศบาล
