
ช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้ โซเชียลมีเดียกลายเป็นอีกหนี่งสมรภูมิรบของบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง และผู้สนับสนุน
สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าร้ายแรงกว่ายุคก่อนมีสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งปัญหา Hate speech การแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายที่บานปลายกลายเป็นการ “แบ่งคน” และขัดแย้งถาวร ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในหลายๆ สังคม แม้แต่สังคมที่ว่ากันว่าเป็นอารยะ
ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน และอัลกอริทึม คือตัวเร่งให้เกิดรอยร้าวที่ขยายวงกว้าง ท่ามกลางภาวะอ่อนล้าและความเครียดของผู้คนที่รับข้อมูลมากเกินกว่าที่สมองของคนจะรับได้
ขณะที่ Digital footprint กลายเป็นหนามยอกอกของนักการเมือง รวมทั้งเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ภายใต้กติกาใหม่ “อินเทอร์เน็ตไม่มีวันลืม”
ทั้งหมดนี้ได้รับการถ่ายทอดอย่างน่าสนใจในทัศนะของ พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร

@@ ส่องสมรภูมิโลกโซเชียล ก่อนเลือกตั้ง 2569
ยิ่งใกล้เวลาเลือกตั้ง นอกจากแคมแปญการหาเสียงรูปแบบต่างๆ จะถูกนำมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมเกือบทุกแพลตฟอร์มแล้ว ความร้อนแรงของการถกเถียงประเด็นการเมือง การด้อยค่าฝั่งตรงข้าม การด่าทอ เหยียดหยามถึงขั้นหยาบคาย รวมทั้งดรามาทุกรูปแบบที่หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ดูจะร้อนแรงขึ้นตามลำดับ และลุกลามสู่โลกแห่งความจริง
เพราะล่าสุดก็มีนักการการเมืองถูกปฏิเสธ ถูกขับไล่ด่าทอ มีการทำลายป้ายหาเสียงหรือปะทะคารมกันระหว่างการหาเสียง อันเป็นผลจากการแสดงความเห็นและนโนบายทางการเมืองที่ขัดใจคนบางกลุ่ม
การขุดคุ้ยความฉาวของนักการเมือง การแฉวีรกรรมในอดีตของนักการเมืองบางคน และพรรคการเมืองบางพรรค การแก้ต่างเพื่อลบล้างคำพูดบาดหูในอดีต รวมทั้งเรื่องเล่าการเมืองแนวเสียดสี ถูกนำมาเผยแพร่กันแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย ควบคู่ไปกับคอนเทนต์ด่าเขมรจากบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ปากจัดที่ทำหน้าที่ด่าแบบไม่มีวันหยุดพัก
แพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก YouTube short Reels TikTok ไลน์ และ Threads ในช่วงหลังศึกเขมรและก่อนเลือกตั้งจึงเต็มไปด้วยแหล่งรวมข้อความและ “มีม” ที่แสดงความเห็นและการโจมตีทางการเมืองที่ถูกนำมาละเลงกันอย่างสนุกมือ ให้ผู้คนได้เสพอารมณ์ทางลบทางการเมืองตลอด 24 ชั่วโมง และเต็มไปด้วยคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (Hate speech) ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากผู้ถือหางพรรคการเมืองของแต่ละฝ่ายซึ่งอยู่คนละขั้วการเมืองกัน
สภาพแวดล้อมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก่อนเลือกตั้งจึงกลายเป็น “สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความเป็นมิตรต่อกัน” ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนจิตใจของคนรับข่าวสารทั้งสิ้น เป็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่สู้ดีนักสำหรับคนไทย และส่งผลให้เกิดความเครียดต่อผู้เสพสื่อเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
บรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะก่อนการเลือกตั้งบ้านเราเท่านั้น ก่อนการเลือกตั้งในหลายประเทศก็เคยเกิดบรรยากาศในลักษณะนี้มาแล้วเช่นเดียวกัน จนนำไปสู่ความรุนแรง และโซเชียลมีเดียคือเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดบรรยากาศเหล่านี้ขึ้น
OO คำพูดแสดงความเกลียดชัง (Hate speech) OO
การหาเสียงไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่จริงหรือในโลกออนไลน์มักมีการสาดโคลนกันในทางการเมืองไม่มากก็น้อย แต่ในโลกออนไลน์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียซึ่งสามารถทำให้ผู้คนแสดงความเห็นรวมทั้งการโต้ตอบโดยไม่เห็นหน้ากัน และไม่รู้จักตัวตน ทำให้ประเด็นทางการเมืองถูกยกระดับให้ร้อนแรงขึ้นไปอีก
และยังถูกขยายความด้วย “อัลกอริทึม” จากการตัดสินด้วยยอดไลค์ ยอดแชร์ การลิงค์ไปยังผู้ติดตาม ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจต่อคอนเทนต์ที่ไม่ตรงกับใจตัวเองของบางคน และหากยังอยู่ในแพลตฟอร์มนั้นต่อไป ก็อดไม่ได้ที่จะมีการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นใช้คำพูดที่นำไปสู่ความเกลียดชังต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่ไว้หน้ากัน
โดยทั่วไปคำว่า “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” หรือ Hate speech จะหมายถึง “การสื่อสารทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือพฤติกรรมที่โจมตี หรือใช้ภาษาที่ดูหมิ่นเหยียดหยามหรือเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบนพื้นฐานของ “ตัวตน” ของพวกเขา เป็นต้นว่า บนพื้นฐานของศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว เชื้อสาย เพศ หรือปัจจัยด้านอัตลักษณ์อื่นๆ”(1) ซึ่งในบริบททางการเมืองบนโลกออนไลน์อาจรวมถึงการโจมตีและดูหมิ่นเหยียดหยามอุดมการณ์ทางการเมืองและความชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วย
เมื่อใดก็ตามที่แพลตฟอร์มสามารถตรวจจับคอนเทนต์ประเภทแสดงความเกลียดชังที่มีคนสนใจมากๆ และสามารถทำให้เกิด “การมีส่วนร่วม” (Engagement)ได้ แพลตฟอร์มก็จะจัดคอนเทนต์เหล่านี้ให้เป็น “คอนเทนต์ชั้นดี” ที่อยู่ในลำดับแรกๆ และพร้อมฟีดให้กับคนอ่านเสพได้ในทันที แม้ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่ไม่สร้างสรรค์อะไรเลยก็ตาม
แต่คอนเทนต์เหล่านี้ได้ทำให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งรวมของ “คอนเทนต์ไร้คุณภาพ” ซึ่งไม่มีคุณค่าสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่กลับมีคุณค่าสำหรับแพลตฟอร์ม เพราะเป็นคอนเทนต์ที่คนดูมากและใช้เวลาดูนานกว่าคอนเทนต์ทั่วไปซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ออกแบบแพลตฟอร์ม
ในช่วงเวลาใกล้เลือกตั้ง คอนเทนต์เหล่านี้จึงปรากฏต่อสายตาของใครต่อใครอยู่บ่อยๆ และคนเหล่านั้นก็จะค้นหาคอนเทนต์ประเภทนี้ไปเรื่อยๆ จนเข้าไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาลูกบอลลหิมะทางอารมณ์” (Emotional snowball effect ) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่อารมณ์ความรู้สึกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในตอนแรกค่อยขยายตัวใหญ่ขึ้น กลายเป็นความรู้สึกที่รุนแรงขึ้น และลุกลามไปเป็นกระแส เหมือนกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงจากเนิน สะสมจำนวนหิมะมากขึ้นจนมีขนาดใหญ่ เทียบได้กับอารมณ์ที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นจากการรับข้อมูลที่แสดงความเกลียดชังกันทางการเมืองตามลำดับ จากน้อยไปมาก
คอนเทนต์ประเภทสร้างความเกลียดชังจึงพบเห็นได้ทั่วไปเกือบทุกแพลตฟอร์มในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ทั่วโลกให้ความสนใจ
อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เคยกล่าวไว้ว่า “เราต้องต่อต้านอคติด้วยการทำงานเพื่อจัดการกับความเกลียดชังที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วอินเทอร์เน็ต” (1)
OO ภาวะอ่อนล้าจากการได้รับข้อมูลมากเกินไป (Information Fatigue Syndrome :IFS) OO
นับตั้งแต่ไทยปะทะกับเขมรครั้งแรกจนถึงการปะทะครั้งล่าสุด ข่าวการปะทะกันที่ชายแดนถูกนำเสนอผ่านสื่อหลักและโซเชียลมีเดียอยู่เกือบตลอดเวลา รวมถึงการโพสต์คำพูดและท่าทีของผู้นำเขมร ทั้งฮุนเซน และ ฮุนมาเนต และการโต้ตอบจากฝั่งไทย ทำให้คนไทยต้องติดตามข่าวเหล่านี้อย่างใจจดใจจ่อ ผ่านการหาข้อมูลเองและจากโซเชียลมีเดียที่ฟีดมาให้ดู
หลังจากการตกลงหยุดยิงและเริ่มเข้าสู่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ข่าวสารจากแคมเปญการหาเสียง ความไม่ลงรอยกันทางการเมือง การด้อยค่าฝ่ายตรงข้าม การสาดโคลนระหว่างกัน ฯลฯ เริ่มปรากฎให้เห็นมากมายบนแพลตฟอร์มยอดนิยม เท่ากับว่าคนไทยไม่ได้หยุดพักสายตาและสมองจากการรับข้อมูลข่าวสารจานวนมหาศาลทั้งจากการรบกับเขมร และจากการเลือกตั้งต่อเนื่องกันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
นับรวมๆ กันแล้วคนไทยน่าจะอยู่ในภาวะที่รับข่าวสารที่ตึงเครียด กระตุ้นอารมณ์โกรธ การยั่วยุ และความเกลียดชัง ไม่ต่ากว่า 7-8 เดือน ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต เพราะการรับข้อมูลที่ผสมปนเปกันโดยไม่ได้กลั่นกรอง ซึ่งมีทั้งจริงและเท็จบนแพลตฟอร์ม มีจำนวนมากเกินกว่าความสามารถในการประมวลผลที่สมองมนุษย์จะรับได้
การได้รับข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ทำให้ผู้รับข้อมูลอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ภาวะอ่อนล้าจากการได้รับข้อมูลมากเกินไป” (Information Fatigue Syndrome หรือ Information Overload) ภาวะความเหนื่อยล้าจากข้อมูลเปรียบเสมือนการรดน้ำหรือให้แสงแดดมากเกินไปในสวนสมองของเรา
สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อปริมาณข้อมูลที่เราบริโภคเกินกว่าความสามารถในการประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพของตัวเรา ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และลดความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจำนวนที่ได้รับมากเกินไปกลับเป็นอุปสรรคมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง (3) เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ถูกพัฒนาให้เร็วเท่ากับการเคลื่อนไหวของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ สมองมนุษย์จึงมีข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้การถูกกระตุ้นทางดิจิทัลมากเกินไปทาให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะหมดไฟทางดิจิทัล” (Digital Burnout) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าจากการใช้เวลาอยู่หน้าจอมากเกินไปได้เช่นกัน
สัญญาณเริ่มต้นของภาวะเหนื่อยล้าจากข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไปมักประกอบด้วย อาการดังต่อไปนี้ (3)
สมาธิสั้น : ยากที่จะจดจ่อกับงานต่างๆ แม้แต่งานง่ายๆ และรู้สึกว่าช่วงความสนใจสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้น : การถูกรบกวนหรือข้อเรียกร้องเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยรับมือได้ กลับทาให้เกิดความหงุดหงิดหรือโกรธอย่างมาก
ความรู้สึกท่วมท้น : ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาทาให้รู้สึกหนักใจ เครียด และรับมือไม่ไหว
ภาวะตัดสินใจไม่ได้ : เมื่อเผชิญกับทางเลือก แม้แต่ทางเลือกเล็กน้อย ผู้รับข้อมูลก็รู้สึกไม่สามารถตัดสินใจได้ มักจะเลื่อนการตัดสินใจออกไป หรือหลีกเลี่ยงที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความผิดปกติของการนอนหลับ : ความคิดและข้อมูลต่างๆ จะแล่นวนอยู่ในหัวของผู้รับข้อมูล แม้ในขณะที่ผู้นั้นกำลังพักผ่อน ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ และรู้สึกเหนื่อยล้าในเวลากลางวัน
หนึ่งในอาการที่นอกเหนือจากอาการที่กล่าวข้างต้น คือการเสื่อมถอยของทักษะการวิเคราะห์ ซึ่งความสามารถในการวิเคราะห์เป็นสิ่งที่กำหนดความคิดเฉพาะเรื่อง การได้รับปริมาณข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมหาศาล ทำให้ความคิดอ่อนแอลงจนทำให้ขาดความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่ไม่สาคัญ (4) ซึ่งเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังได้รับผลกระทบจาก “ภาวะอ่อนล้าจากการได้รับข้อมูลมากเกินไป” ทั้งข่าวสารจากศึกเขมรและศึกเลือกตั้งภายในของเรา ถึงขั้นจิตตกโดยไม่รู้ตัว
ผู้ที่อยู่ในภาวะดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการบริโภคข่าวสารที่กระตุ้นอารมณ์และความเครียด และหันไปหาสื่อที่นำเสนอความบันเทิง หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ต้องรับมือกับข้อมูลข่าวสารเป็นการชั่วคราว
OO การแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายทางการเมือง OO
เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงออกทางการเมือง เรามักอดไม่ได้ที่จะมองการเมืองเป็นฝักฝ่ายตามความชอบของตัวเอง หรือเอนเอียงเข้าหากลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับเรา ความชอบนี้ตรงจริตกับธรรมชาติของมนุษย์ที่มักชอบในสิ่งเดียวกับที่ตัวเองชอบ หรือเรียกกันว่าโฮโมฟิลี (Homophily) ซึ่งในภาษากรีกหมายถึง “ชอบในสิ่งเดียวกัน”
และในยุคนี้ไม่มีพื้นที่ไหนที่คนรสนิยมเดียวกันสามารถรวมตัวกันได้มากและรวดเร็วเท่ากับโซเชียลมีเดียประเภท เฟซบุ๊ก YouTube IG หรือ TikTok
การชอบในอุดมการณ์ทางการเมือง ย่อมทำให้คนกลุ่มหนึ่งหันเข้าหาพรรคหรือกลุ่มคอการเมืองเดียวกัน และหันหลังให้กับกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง ความชอบทางการเมืองจึงถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเป็นขั้วภายใต้เงื่อนไขความชอบทางการเมืองของแต่ละคน เมื่อใดก็ตามที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองเป็น “พวกเรา” หรือ “พวกเขา” มักจะเกิดปฏิกิริยาที่มองทัศนคติทางการเมืองของฝ่าย “พวกเรา” เป็นไปในทางบวกและมอง “พวกเขา” เป็นทางลบเสมอ
ผลการศึกษาพบว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งเริ่มรู้สึกและปฏิบัติต่อคนที่มีความเห็นทางการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนต่างออกไป และเพิ่มระดับ “ความไม่ชอบ” (Antipathy) ต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองมากขึ้น
นักจิตวิทยามักเรียกการแบ่งขั้วทางการเมืองในลักษณะนี้ว่า “การแบ่งขั้วทางอารมณ์” (Affective polarization) ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างขั้วหรือการต้องการเอาชนะกันในทางการเมือง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความตึงเครียดจนไปถึงความรุนแรงได้
จากการศึกษาล่าสุดพบว่ากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนจากแต่ละพรรคการเมืองมองว่าอีกฝ่ายเป็น “คนชั่วร้าย” การศึกษาเดียวกันนี้ยังพบว่าในสหรัฐอเมริกา 20 เปอร์เซ็นต์ของพรรคเดโมแครต และ 16 เปอร์เซ็นต์ของพรรครีพับลิกัน คิดว่า “ประเทศของเราจะดีขึ้น” หากสมาชิกจานวนมากของพรรคฝ่ายตรงข้าม “ตายไปเสีย”(5)
ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดที่อันตรายและไม่ควรเกิดขึ้นในสนามการเมืองใด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย หรือประเทศไหนๆ ก็ตาม
การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งนอกจากความชอบในสิ่งเดียวกันซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์แล้ว นักวิจัยบางคนให้น้ำหนักไปที่ประเด็น “การพูดโอ้อวดของนักการเมืองด้วยการใช้คำพูดในเชิงศีลธรรมโปรโมทตัวเองเพื่อให้คนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดและแสดงตัวเองว่าเหนือกว่าพรรคการเมืองอื่นในเชิงศีลธรรม ซึ่งยิ่งจะทำให้เกิดการผลักไสให้ผู้คนให้ห่างเหินและแตกแยกกันมากยิ่งขึ้น” (5)
คนไทยคงจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่งมีการใช้แคมเปญหาเสียงเลือกตั้งโดยเรียกฝั่งหนึ่งว่า “พรรคเทพ” และเรียกอีกฝั่งหนึ่งว่า “พรรคมาร” ในการเลือกตั้งเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ซึ่งแคมเปญครั้งนั้นน่าเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งขั้วทางการเมืองช่วงแรกๆ ของประเทศไทย
ปรากฎการณ์นี้ได้หวนกลับมาสู่วงจรการเมืองไทยอีกครั้งในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วย วลี “มีเราไม่มีเทา” บ้าง หรือการแสดงจุดยืน “ไม่จับมือกับพรรคการเมืองบางพรรค” ตั้งแต่ก่อนรู้ผลเลือกตั้งบ้าง หรือยกตัวเองเป็น “พรรคสะอาด” ในขณะที่กล่าวหาว่าพรรคการเมืองอื่นล้วนเต็มไปด้วยความเทาและความสกปรก ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งฝ่ายแบ่งขั้วของการเมืองไทยที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ต่างจากการใช้ถ้อยคำ “พรรคเทพ” และ “พรรคมาร” ในอดีต
OO ห้องเสียงสะท้อนทางการเมือง สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ OO
เมื่อการแบ่งกลุ่มทางการเมืองถูกถ่ายทอดลงไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การแสดงความเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมืองทั้งตัวบุคคลและกลุ่มต่างๆ ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น คนที่ชอบฝ่ายการเมืองหนึ่งก็จะไหลไปรวมกับคนการเมืองคอเดียวกัน ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไปรวมตัวกันอีกฟากหนึ่งบนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่อยู่ตรงข้ามกันในทางความเห็นการเมือง และกลายเป็น “ชุมชนเฉพาะกลุ่ม”( Communities of Niches) ที่แยกตัวกันทางการเมืองอย่างชัดเจน
แถมยังได้แรงส่งจาก “อัลกอริทึม” ที่มักไม่พลาดที่จะแนะนำคนอื่นๆ ให้เราได้รู้จักผ่านข้อความ “คนที่คุณอาจรู้จัก” (PYMK : People You May Know) ยิ่งทำให้เน็ตเวิร์คของกลุ่มการเมืองเฉพาะนั้นยิ่งกว้างขวางออกไปอีก
การที่กลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนๆ กันเข้าไปรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มักจะลงเอยด้วยการคิดแบบเดิมไปในทางเดียวกัน แต่จะอยู่ในระดับที่รุนแรงขึ้น(6) และมักแสวงหาข้อมูลที่สนับสนุนความคิดและความเชื่อที่มีอยู่เดิมของตัวเอง ซึ่งหากทำซ้ากันครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้นั้นก็จะตกอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo chamber) จากความคิดทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว และอดไม่ได้ที่จะแสวงหาสิ่งที่ต้องการยืนยันความเชื่อของตัวเองตลอดเวลา
มีการศึกษามากมายยืนยันว่า ยิ่งเราได้รับข้อมูลจากฝั่งที่ตัวเองชื่นชอบมากเท่าใด เราก็ยิ่งจะคิดว่าระบบการคิดของเรานั้น ยุติธรรม มีเหตุผล และถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อใดก็ตามที่เราตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เราจะสูญเสียมุมมองจากการมองเห็นภาพรวมซึ่งเป็นความสำคัญของสถานการณ์ไป เพราะว่าเรากำลังติดกับดักอยู่ในห้องแคบๆ ของตัวเองและกลุ่มคนที่มองเห็นสิ่งเดียวกับเรา
ปรากฏการณ์เช่นนี้พบได้ทั่วไปบนแพลตฟอร์มเกือบทุกแห่งในช่วงก่อนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความไม่ลงรอยทางการเมืองที่ไม่สามารถหาคนกลางมาใกล่เกลี่ยได้ และจะกลายเป็นสังคมที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองตลอดไป ไม่ต่างจากการแบ่งขั้วทางการเมืองของประเทศฝั่งตะวันตก
OO Digital footprint หนามยอกอกนักการเมือง OO
อดีตมักกลับมาหลอกหลอนเราได้ตลอดเวลา แต่ในยุคอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย อดีตจะตามมาหลอกหลอนใครต่อใครได้รวดเร็วภายในเสี้ยววินาที และมักจะกลับมาเมื่อถึงช่วงเวลาสาคัญๆ ของคนบางคนเสมอ การต้องการลบอดีตที่กลายเป็น Digital footprint ที่ถูกจดจำด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียซึ่งเป็นที่รับรู้ของของคนทั่วไป ด้วยการใส่ข้อมูลจานวนมากเพื่อไปหักล้างข้อมูลเดิมทั้งจากพรรคการเมืองและบรรดากองเชียร์ทั้งหลาย จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย
คอนเทนต์ทางการเมืองบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในช่วงก่อนเลือกตั้งที่เห็นมากจนเป็นที่น่าสังเกตคือ การขุดคุ้ยประวัติในอดีตของคำพูดนักการเมืองมาฉายซ้ำบนแพลตฟอร์มต่างๆ จนทำให้ตัวนักการเมืองเองก็ดีหรือด้อมการเมืองที่ถือหางพรรคการเมืองนั้นต้องออกมาแก้ต่างกันพัลวัน จึงน่าเสียดายที่บางพรรคการเมืองแทนที่จะได้นาเสนอนโยบายของพรรคเพื่ออนาคตข้างหน้า แต่กลับต้องมาตอบคำถามที่ผู้คนค้างคาใจเมื่อหลายปีก่อนจาก Digital footprint ที่ถูกขุดขึ้นมาประจานกันบน เฟซบุ๊ก TikTok และ Threads กันทุกวัน
เป็นต้นว่า วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม”, นโยบายแก้ ม.112, ข้าราชการบำนาญคือช้างป่วย และอีกคำพูดบรรดามีที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง ทั้งที่คำพูดเหล่านี้คือนโยบายของพรรคการเมือง แต่การใช้คำพูดที่ดุดัน กำกวม เหมารวม และตีกระทบไปยังคนบางกลุ่ม จนทำให้คนฟังเข้าใจว่าเป็นการด้อยค่าหน่วยงานเพื่อเรียกคะแนนนิยม ซึ่งคำพูดเหล่านี้ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเกือบทุกแพลตฟอร์ม และได้กลายเป็นหนามยอกอกคนพูด จนยากจะกำจัดออกไปได้ และกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกขุดขึ้นมาโจมตีได้ตลอดเวลา
แม้แต่การเปิดตัวรัฐมนตรีบางคนจากพรรคการเมืองบางพรรค แค่วันแรกก็ถูกฝ่ายตรงข้ามขุด Digital footprint บน เฟซบุ๊กของแคนดิเคตรัฐมนตรีคนนั้น ออกมาถล่มเสียแล้ว
การหาเสียงด้วยการใช้วาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมและเรียกเสียงเชียร์จากคนบางกลุ่มในวันหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นหนามยอกอกตัวเองในอีกวันหนึ่งด้วยหลักฐานในโลกออนไลน์ จึงเป็นบทเรียนที่นักการเมืองไม่อาจมองข้ามได้ เพราะหลักฐานทุกชิ้นบนโลกออนไลน์คือข้อมูลชั้นดีที่สามารถนำไปใช้ดิสเครดิตกันทางการเมือง รวมทั้งนำไปเป็นหลักฐานฟ้องร้องกันในทางการเมืองได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายกรณี
การออกมาแก้ต่างด้วยคำพูดก็ดี หรือการกระทำต่างๆ ก็ดีที่ขัดกับสิ่งที่เคยทำไว้อดีต จึงช้าเกินไปและไร้ประโยชน์ เพราะจะกลายเป็นคำแก้ตัวแบบเอาสีข้างเข้าถู ยิ่งทำก็ยิ่งเข้าตัวเอง
วลีที่พูดกันว่า “อินเทอร์เน็ตไม่มีวันลืม” จึงยังคงเป็นความจริงเสมอ
อ้างอิง
1.https://www.un.org/en/hate-speech/understanding-hate-speech/what-is-hate-speech
2.https://www.savic.ca/dobrica/pubs/2023_InformationFatigueSyndromeandDigitalBurnout_DSavic.pdf
3.https://lifestyle.sustainability-directory.com/term/information-fatigue-syndrome/#:~:text=Information%20Fatigue%20Syndrome%2C%20simply%20put%2C,than%20they%20can%20comfortably%20handle.
4.In The Swarm โดย Byung-Chul Han
5.Grandstanding โดย Justin Tosi และ Brandon Warmke
6.#Republic โดย Cass R.Sunstein
