
ท่ามกลางกระแสกดดันให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 และเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของการส่ง “นายทหารจากภาคอื่น” ไปรับผิดชอบงานแก้ไขปัญหาไฟใต้ ซึ่งมีความอ่อนไหว ในฐานะ “แม่ทัพภาคที่ 4” นั้น
ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง เขียนบทความให้ความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ
สาระสำคัญของบทความระบุว่า จริงๆ แล้วปัญหาข้อถกเถียงเรื่องการตั้ง “ทหารลูกหม้อ” หรือ “ทหารนอกพื้นที่” เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 จะมีความเหมาะสมกว่ากันนั้น อาจารย์มองว่าไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่ต้องการการถกแถลงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้นายทหารที่มีความเหมาะสมกับงาน
อาจารย์สุรชาติ ขยายความว่า ปัญหาการก่อความไม่สงบชายแดนใต้ มีลักษณะพิเศษ คือ มีเงื่อนไขทางสังคมการเมือง และสังคมจิตวิทยาที่แตกต่างไปจากปัญหาพื้นฐานที่เกิดในภาคอื่นๆ ของประเทศ
ฉะนั้นบุคลากรที่ไปรับตำแหน่งในระดับสูงของงานความมั่นคง จึงควรต้องได้รับการ “เตรียมความคิด” หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “หลักสูตรเตรียมความพร้อม” ของผู้บริหารงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนลงไปปฏิบัติงานจริง
โดยผู้ที่มีตำแหน่งในระดับบริหารของงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีความจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่อง “สงครามก่อความไม่สงบ” ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ และอะไรไม่ควรทำ
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่สภาวะของ “สงครามตามปกติ” ที่ต้องการการเอาชนะด้วย “สงครามการทหาร” แต่การต่อสู้ในจังหวัดภาคใต้ มีลักษณะของ “สงครามการเมือง” และฝ่ายตรงข้ามมุ่งประสงค์ที่จะ “เอาชนะทางการเมือง” เนื่องจากฝ่ายผู้เหตุไม่สามารถเอาชนะทางการทหารได้
ฉะนั้นฝ่ายรัฐต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการเอียงไปใช้มาตรการทหารจนเกินความจำเป็น
@@ นายกฯต้องเข้าใจ - ฝ่ายการเมืองต้องมียุทธศาสตร์
อาจารย์สุรชาติ ระบุต่อไปว่า ยิ่งไปกว่านั้น สงครามก่อความไม่สงบเป็นสงครามที่รบยาว ไม่มีข้าศึกที่ชัดเจน/ และบ่อนทำลายทรัพยากรของรัฐอย่างมาก
ดังนั้นฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ “ผู้นำรัฐบาล” ต้องทำความเข้าใจ และเข้ามามีส่วนในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางในการต่อสู้ในสงครามเช่นนี้ เพราะฝ่ายการเมืองเป็น “ผู้รับผิดชอบทางยุทธศาสตร์” ในงานด้านความมั่นคง
@@ จี้นายกฯเปิดตัว “ไอ้โม่ง” บงการสังหาร สส.นราฯ

ส่วนเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.นราธิวาส ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ อาจารย์สุรชาติ เรียกร้องว่า รัฐบาลจะต้องเร่งรัดในการสร้างความกระจ่างในคดี อย่าให้ “ข่าวลือ” กลายเป็นภาพลบทางการเมืองของรัฐไทย เพราะจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมในภาคใต้ที่มีต่อรัฐ
ฉะนั้นนายกฯ ต้องกล้าการจัดการกับ “ไอ้โม่ง” ในคดีสังหารนี้ เพราะผลกระทบกำลังเกิดกับรัฐไทย ไม่ใช่แค่กับรัฐบาล หรือกองทัพไทยเท่านั้น
@@ วิจารณ์แซ่ด! แม่ทัพ 4 โผล่สมุย-พะงัน นั่งคู่ผู้นำยิว

ท่ามกลางกระแสข่าวและกระแสกดดันที่มีต่อ “แม่ทัพภาคที่ 4” พลโท นรธิป โพยนอก เจ้าของฉายา “แม่ทัพข้าวนอกนา” หลังเกิดกรณีฮือฮา “พูดปิดไมค์” และกล่าวหา “ปอเนาะต้นตอบ่มเพาะ จุดไฟใต้” จนถูกหลายฝ่ายเรียกร้องให้ ปลด - ย้าย - หรือขอโทษนั้น
ปรากฏว่าช่วงวันสองวันที่ผ่านมา แม่ทัพนรธิป ไม่ได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆ ที่มีกรณีสำคัญต้องสะสาง และนายกฯอนุทิน ให้ความสนใจ เตรียมลงพื้นที่วันที่ 17 เมษายนนี้ นั่นก็คือ คดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งมีการใช้รถของ กอ.รมน. ไปเป็นพาหนะของมือปืน
พูดง่ายๆ เรื่องเก่ายังไม่เคลียร์ แต่ท่านแม่ทัพไม่ได้อยู่เคลียร์งานในพื้นที่ แต่เดินสายไปจัดการปัญหาอื่น ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะแม่ทัพรับผิดชอบทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัดใต้
แต่เสียงวิจารณ์ก็ยังกระหึ่ม เนื่องจากมีภาพจากข่าวประชาสัมพันธ์ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เผยแพร่เองว่า แม่ทัพเดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีภาพถ่ายเผยแพร่การปฏิบัติงานของท่าน เป็นผลงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อย่างชัดเจน
แต่เสียงวิจารณ์พุ่งเป้าไปที่ “คนนั่งหัวโต๊ะประชุมคู่กับแม่ทัพ” เพราะมีการระบุว่าเป็นชาวอิสราเอล ซึ่งเป็น “ผู้นำชาวยิว” ซึ่งเข้ามาพำนักและทำธุรกิจในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน เป็นจำนวนมาก กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบกับความมั่นคงหรือไม่
คนที่ได้ติดตามข่าวนี้ เข้าไปคอมเมนต์กันว่า เหตุใดแม่ทัพจึงต้องให้ผู้นำชาวยิวไปนั่งหัวโต๊ะ โดยผู้วิจารณ์ที่เป็นพี่น้องมุสลิม มองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะกองทัพอิสราเอลกำลังทำสงครามกับประเทศมุสลิมหลายประเทศ ทั้งอิหร่าน เลบานอน รวมถึงกลุ่มฮามาส และเข้ายึดดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งพี่น้องมุสลิมไทยจำนวนไม่น้อยให้การสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของอิสราเอล
@@ โฆษกทัพ 4 แจงแค่ให้เกียรติ ไม่ได้มีอำนาจสั่งการ

แต่เรื่องนี้ัต้องให้ความเป็นธรรมกับแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วย เพราะท่านอาจไม่ทราบข้อมูล หรือท่านอาจจะมีเจตนาดีก็เป็นได้
“ทีมข่าวอิศรา” จึงได้สอบถามไปยัง พลตรี ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษกกองทัพภาคที่ 4 และเสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งร่วมคณะไปกับแม่ทัพ ได้รับคำชี้แจงว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพ คือผู้นำทางศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งทางกองทัพให้เกียรติในฐานะผู้นำกลุ่ม เช่นเดียวกับการให้เกียรติเจ้าคณะจังหวัด (พระสงฆ์ในพุทธศาสนา) หรือประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (ผู้นำอิสลาม) เมื่อมีการลงพื้นที่
การเชิญมานั่งในตำแหน่งหัวโต๊ะ เป็นการให้เกียรติในฐานะคู่สนทนา ไม่ได้มีลักษณะเป็นการประชุมเพื่อสั่งการใดๆ หัวข้อที่พูดคุยเป็นการขอความร่วมมือให้สื่อสารไปยังชาวอิสราเอลที่เข้ามาในพื้นที่ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
นี่คือคำชี้แจงจากโฆษกกองทัพภาคที่ 4 พร้อมยืนยันว่า ในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน แม่ทัพจะไปรอต้อนรับนายกฯอนุทินที่จะลงพื้นที่ชายแดนใต้แน่นอน พร้อมรายงานความคืบหน้าของคดีสำคัญในพื้นที่ด้วย
