
ยังคงมีคำถามด้วยความห่วงใยจากหลายฝ่าย ทันทีที่รัฐบาลตัดสินใจชัดเจนว่าจะเลิก MoU 2544
MoU ฉบับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน”
พูดง่ายๆ คือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่อง “การอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544
MoU ฉบับนี้ทำขึ้นพร้อมๆ กับอีก 1 ฉบับ คือ MoU 2543 ที่ว่าด้วย “เขตแดนทางบก”
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยมีปัญหากับกัมพูชาถึงขั้นรบกัน เกิดจากปมพิพาทเรื่องเขตแดนทางบกมากกว่าทางทะเล แต่การตัดสินใจเลิก MoU กลับเลือกยกเลิกบันทึกความเข้าใจการอ้างสิทธิในทะเลก่อน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการยกเลิกฉบับทางบกด้วยหรือไม่
และการยกเลิกมาเกิดขึ้นในรัฐบาลอนุทิน 2.0 ซึ่งเข้าสู่อำนาจได้เพราะแรงหนุนชาตินิยม สืบเนื่องจากสงครามไทย-กัมพูชา
การตัดสินใจจึงมีนัยค่อนข้างซับซ้อน และทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศ กับผลประโยชน์หรือ “ผลได้” ในแง่ของคะแนนนิยมทางการเมือง
หนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความกังวลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์ตั้งข้อสังเกตเอาไว้อย่างแหลมคม และให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งหลายฝ่ายอาจยังไม่ทราบในเชิงลึก...ดังนี้
1.บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา หรือ MoU 2544 ฉบับนี้ เคยถูกยกเลิกมาแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2552 ในสมัยของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลในขณะนั้น ยกเลิกตามข้อเสนอของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์
2.การบอกเลิกในครั้งนั้น ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะมิได้มีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลกัมพูชา และมิได้นำเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภาในการยกเลิกสนธิสัญญา
3.การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ จะต้องดำเนินการตามวิธีการของการบอกเลิกสัญญาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา คศ. 1969 (พศ. 2512) มิใช่ประกาศแล้ว จะถือเป็นอันสิ้นสุด
4.การบอกเลิกในปี 2552 เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาขณะนั้น มีปัญหาจากกรณีปราสาทพระวิหารอีกด้วย
5.การบอกเลิกของฝ่ายไทยในครั้งนั้น ใช้ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศว่า การเจรจาภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ ไม่มีความคืบหน้า และข้ออ้าง “ไม่มีความคืบหน้า” ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2569
6.เมื่อรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ดำเนินการยกเลิกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ MoU ฉบับนี้จึงดำรงอยู่เป็นปกติ
7.การตัดสินใจยกเลิก MoU 44 ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจตีความได้ว่า เป็นผลจากปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในปี 2568 และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยึดโยงกับกระแสชาตินิยมของผู้นำรัฐบาลไทย
8.ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา มีส่วนโดยตรงในการสร้าง “กระแสชาตินิยมไทย” และถูกกลุ่มการเมืองปีกขวาสุดโต่ง ที่เคยเคลื่อนไหวปัญหาพระวิหารในปี 2551 กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้คนหลายส่วนสังคมไทยปัจจุบันตอบรับกับกระแสนี้ และเป็นอีกส่วนของกระแสที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในภาวะนี้ จึงอาจทำให้ผู้นำรัฐบาลยึดติดอยู่กับกระแสนี้
9.ไม่ชัดเจนว่า การยกเลิก MoU นี้มีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ นอกเหนือจากการแสดงภาพของ “นายกฯ ชาตินิยม” เพื่อเอาใจกระแสขวาจัดและบรรดากลุ่มสุดโต่ง เพราะไม่ปรากฏปัญหาแทรกซ้อนอื่น ต่างจากปัญหาในปี 2552 ที่รัฐบาลไทยไม่พอใจการแต่งตั้งที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา
10.การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ ด้วยเหตุผลที่จะเปิดโอกาสให้ไทยและกัมพูชาใช้กฎหมายทะเล (UNCLOS, 1892) น่าจะเป็นเรื่อง “ชวนหัว” เพราะ MoU 44 อิงอยู่กับกฎหมายทะเลอยู่แล้ว คณะผู้จัดทำเดิมไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายทะเล
11.การยกเลิกก็จะต้องกลับมาทำกรอบการเจรจาใหม่ในลักษณะของ “กรอบการเจรจาชั่วคราว” (Provisional Arrangement) ที่ไม่ต่างจากการทำบันทึกความเข้าใจนี้
12.ต้องตระหนักว่า MoU 44 เป็นกลไกในการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย การยกเลิกจึงเป็นการยกเลิกกลไกในการเจรจาและยกเลิกคณะกรรมการในการเจรจา
13.ต้องทำความเข้าใจว่า การเจรจาภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจนี้ จะไม่กระทบถึงสิทธิข้อเรียกร้องทางทะเลของฝ่ายไทยที่มีอยู่แต่เดิม
14.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และบรรดาข้าราชการในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทั้งระดับอธิบดีและรองฯ ทั้ง 2 น่าจะทราบถึงประโยชน์ของ MoU 44 เพราะอย่างน้อยท่านทั้ง 4 นี้ล้วนเคยทำงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และน่าจะไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้าน MoU นี้ โดยเฉพาะในอดีตคือ “ปลัดสีหศักดิ์” ที่น่าจะทราบเรื่องนี้ดี
15.อยากเห็นความเป็น “ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ” จากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนในการพูดความจริงต่อปัญหา MoU คือจาก
1) กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
2) กรมแผนที่ทหาร
3) กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ (อศ. ทร.)
โดยเฉพาะในส่วนที่ 3 นั้น บุคลากรในอดีตจาก อศ. ทร. มีส่วนอย่างสำคัญในการวางกรอบของ MoU 44 เว้นแต่นายทหารเรือที่มีอำนาจในปัจจุบัน จะไม่รู้จักบทบาทของ “ครู” ใน อศ. ที่ได้สร้างคุณูปการอย่างมากในการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย
@@ ท้ายบท @@
ผู้เขียนตระหนักดีว่า บทท้วงติงนี้คงไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการตัดสินใจของนายกฯ ในการยกเลิก MoU 44 ได้ เพราะท่านจำเป็นต้องเอาใจฝ่ายขวาสุดโต่ง และเพื่อแสดงตนในความเป็น “นักชาตินิยม” ให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคม
แต่สุดท้ายนี้ อยากให้ท่านตระหนักว่า การตัดสินใจของท่านได้ทำลาย “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยไปโดยปริยาย เพราะการยกเลิก MoU 44 คือ การละทิ้งผลประโยชน์ทางทะเลของไทยในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่คณะเจรจาเดิมได้จัดทำกรอบไว้!
