
เหตุรุนแรงที่กระทำต่อ “นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ปัตตานี” เป็นการก่อเหตุ “เชิงสัญลักษณ์” อย่างแน่นอน
เพราะแม้ชื่อจะเรียกกันติดปากว่า “นิคมฮาลาล” หรือ “นิคมฮาลาลปัตตานี” แต่โดยสภาพทางกฎหมายได้ถูกยุบสถานะความเป็น “เขตอุตสาหกรรม” มาตั้งแต่ปี 2559 หรือราวๆ 10 ปีมาแล้ว
อ่านประกอบ : ยุบเขตอุตสาหกรรมนิคมฮาลาลปัตตานี! "สะมะแอ ท่าน้ำ" มึน-หวังแค่เปลี่ยนผู้ดูแล
ที่สำคัญพื้นที่นี้ไม่ได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มีแต่ใช้อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่เคยลงทุนก่อสร้างเอาไว้ และมีสภาพเกือบร้าง มาใช้ประโยชน์บ้างเท่านั้น
ฉะนั้นกรณีคนร้าย 4 คน แต่งกายมิดชิด ปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปภายในพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ท้องที่บ้านท่าสู หมู่ 3 ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี แล้วใช้อาวุธข่มขู่ไล่ รปภ.ออกไปจากตัวอาคาร จากนั้นไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้นติดต่อกัน 3 ครั้ง ส่งผลให้ตัวอาคารเสียหาย และเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อเมื่อ 22.00 น. วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างจากเหตุรุนแรงครั้งอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดยคนร้ายมักจับจังหวะช่วงที่หน่วยงานภาครัฐหรือรัฐบาล พยายามสร้างฝันจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจพื้นที่ด้วยฮาลาล หรือเวลาที่กำลังจะเริ่มกระบวนการพูดคุยดับไฟใต้ ก็จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับนิคมฮาลาลปัตตานี คล้ายเป็นสูตรสำเร็จ
โดยแต่ละครั้ง ความเสียหายก็ไม่มาก เพราะแทบจะไม่มีทรัพย์สินอะไรให้เสียหาย

ครั้งนี้ก็เช่นกัน จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า คนร้ายได้วางระเบิดภายในอาคารที่อยู่ใกล้ป้อมยามประตูทางเข้านิคมฯ ส่งผลให้โดมของอาคารเสียหาย 2 จุด นอกจากนี้บริเวณป่าข้างรั้วหลังพื้นที่ของนิคมฯ ก็พบร่องรอยของเพลิงไหม้
เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ เผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีตัวบ่งชี้ค่อนข้างชัดเจนว่า น่าจะเป็นการกระทำของกลุ่มพูโล (PULO) เนื่องจากพื้นที่ อ.ปะนาเระ เชื่อมต่อ อ.สายบุรี เป็นเขตอิทธิพลเดิมของกลุ่มนี้ และกลุ่มก็กำลังต้องการแสดงศักยภาพ เพราะกำลังเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯรอบใหม่ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเซ็นคำสั่งตั้ง “หัวหน้าการพูดคุย” อย่างเป็นทางการ คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
พูโลคงไม่ต้องการตกขบวนพูดคุยเจรจา เพราะระยะหลังๆ ฝ่ายความมั่นคงไทยให้น้ำหนักพูดคุยกับบีอาร์เอ็น มากกว่าทุกกลุ่ม
@@ ล็อกเป้าโจมตีต่อเนื่องในรอบกว่าทศวรรษ

จากการตรวจสอบสถิติเหตุรุนแรงพบว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานีตกเป็นเป้าหมาย แต่โครงการนี้ถูก “ปักหมุด” โจมตีจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมาแล้วหลายระลอกในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
โดยในช่วงปี 2556 – 2557 ได้เกิดเหตุลอบวางเพลิงภายในอาคารผลิตและห้องประชุมใหญ่จำนวน 2 ครั้ง ในห้วงที่กำลังเร่งก่อสร้างโครงสร้างอาคาร รวมถึงมีการลอบยิงและวางระเบิดดักโจมตีเจ้าหน้าที่และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในละแวกใกล้เคียงเป็นระยะ
และเมื่อวันที่ 25 ก.พ.59 ก็ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณป้อม รปภ. ด้านหน้าทางเข้านิคมฯ มีภารโรงและแม่บ้านของนิคมฯ ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งมีการลอบเผาอุปกรณ์ก่อสร้าง
@@ 4 ปัจจัยป่วนนิคมฮาลาล

แหล่งข่าวระดับสูงจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นเป้าหมายหลักคือ
1.ทำลายสัญลักษณ์ “โครงการเรือธง” ของรัฐบาลทุกยุค เพราะนิคมฮาลาลฯ ถูกออกแบบให้เป็นหน้าตาของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างงานในพื้นที่ การโจมตีเป้าหมายนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองว่า “รัฐไม่สามารถปกป้องการลงทุนขนาดใหญ่ได้” และเป็นการปฏิเสธอำนาจบริหารของส่วนกลาง
2. ต่อต้านการถูกกลืนจากกลุ่มทุนภายนอก เพราะแม้พื้นที่นี้จะเป็น “นิคมฮาลาล” แต่กลุ่มอุดมการณ์สุดโต่งมองว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเข้ามาของกลุ่มทุนภายใต้การกำกับของกรุงเทพฯ หรือกลุ่มการเมืองนอกพื้นที่ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร อัตลักษณ์ท้องถิ่น และวิถีชีวิตดั้งเดิม จึงต้องสกัดกั้นไม่ให้โครงการเติบโต
3. ชัยภูมิเอื้อต่อยุทธวิธี “เข้าตี – หลบหนี” เพราะลักษณะทางกายภาพของ ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ ถือเป็นชัยภูมิที่ฝ่ายผู้ก่อเหตุมักได้เปรียบ ติดชายฝั่งทะเล สะดวกต่อการใช้เรือหางยาวในเส้นทางน้ำเพื่อแทรกซึมและหลบหนี โดยพื้นที่ตั้งนิคมฯอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองหลัก รายล้อมด้วยป่าละเมาะและสวนยางพารา ง่ายต่อการพรางตัวในเวลากลางคืน ทั้งยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเบาบางกว่าฐานทหาร
4. ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) สร้างสงครามจิตวิทยาในการก่อเหตุในเขตเศรษฐกิจ สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศอย่างรุนแรง ข่าวสารที่ถูกกระจายออกไปเท่ากับเป็นการประทับตราซ้ำๆ ว่า “ชายแดนใต้ยังเป็นเขตอันตรายที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน”
@@ อภิมหาโครงการ 4 ยุคสมัย ถูกปัญหาความมั่นคงแช่แข็ง

หากพลิกปูมประวัติศาสตร์ นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานี คือหนึ่งในอภิมหาโครงการที่ลากยาวผ่านรัฐบาลมาถึง 4 ยุคสมัย (เปลี่ยนคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมากกว่า 4 ครั้ง) ทว่ากลับติดหล่มปัญหาความมั่นคงจนไม่อาจขับเคลื่อนได้เต็มสูบ
โดยมีไทม์ไลน์ความพยายามและวิบากกรรมที่เกิดขึ้นไล่มาตั้งแต่ ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (พ.ศ. 2544 - 2549) ซึ่งเป็น “ยุคเริ่มต้นก่อตั้งและวางศิลาฤกษ์”
โครงการนี้เกิดขึ้นจากมติ ครม. เมื่อปี 2547 ชูแนวคิดยกระดับให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางผลิตอาหารฮาลาลโลก” รัฐบาลอนุมัติงบประมาณจัดซื้อที่ดินกว่า 600 ไร่ ใน อ.ปะนาเระ มีการถมดินและวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรม และ ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบขับเคลื่อน

ต่อมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พ.ศ. 2551 – 2557) ถือเป็น “ยุคขับเคลื่อนที่ต้องเผชิญไฟใต้” เป็นช่วงที่โครงการเริ่มมีโครงสร้างอาคารชัดเจน มีการสร้างอาคารผลิตอาหารสำเร็จรูปให้เช่า และมีห้องประชุมใหญ่ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีหลายครั้งดังกล่าว
จนมาในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2557 – 2566) ซึ่งเป็น “ยุคพยายามฟื้นฟูและปรับรูปแบบ” รัฐบาลพยายามปัดฝุ่นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มีการโอนย้ายการบริหารจัดการไปให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับ ศอ.บต. เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ทว่าในวันที่ 25 ก.พ.59 ก็ยังถูกกลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณหน้าป้อม รปภ. และเผาอุปกรณ์ก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลจึงปรับรูปแบบมาเน้นศูนย์การค้าและการลงทุนขนาดเล็ก (SMEs) ของคนในพื้นที่แทน พร้อมประกาศยุบเขตอุตสาหกรรมไป
ในยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ถึงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (พ.ศ.2566-2568 ) เป็น “ยุคปลุกกระแสฮาลาลไทย ผลักดัน Soft Power สู่ความท้าทายครั้งใหม่” เป็นช่วงที่รัฐบาลพยายามผลักดันนโยบาย “Soft Power” และเศรษฐกิจฮาลาลระดับมหภาค มีการตั้ง “คณะกรรมการอุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ” เพื่อยกระดับนิคมฯ ปะนาเระ ให้เชื่อมโยงกับการส่งออกกลุ่มประเทศโลกมุสลิม (ตะวันออกกลาง)

จนมาก้าวมาผ่านมาสู่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตั้งองคาพยพดับไฟใต้มากหน้าหลายตา หลายชุด แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคง ดังเช่นเหตุการณ์คนร้ายบุกมาวางระเบิดล่าสุดที่นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานี...ที่เดิม
เหตุระเบิดนิคมฮาลาลปัตตานีในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสถานการณ์ป่วนพื้นที่รายวัน หากแต่เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ส่งตรงถึงรัฐบาลอนุทิน และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ว่าจะปรับกลยุทธ์อย่างไรในการ “อารักขาเขตเศรษฐกิจสำคัญ”
เพราะหากปล่อยให้อภิมหาโครงการที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 4 ยุคสมัย ต้องกลายเป็นอัมพาตและตกเป็น “เป้าซ้อมมือ” ของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงอยู่เช่นนี้ แผนการผลักดันเศรษฐกิจฮาลาลสู่เวทีโลก...ก็อาจเป็นได้เพียงแค่ภาพฝันที่จับต้องไม่ได้ในพื้นที่ชายแดนใต้!
@@ นิคมแค่ชื่อ...แต่ไร้อุตสาหกรรม

อนึ่ง ช่วงการเปลี่ยนผ่านจากอาคารใหญ่โตที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมกึ่งมลายู แม้จะไม่สวยงามสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างแจ่มชัด แต่ก็มีขนาดใหญ่โตโอ่อ่าไม่ใช่เล่น
ฉะนั้นเมื่อมีสภาพไม่ต่างจาก “นิคมร้าง” จึงมีการเปลี่ยนผ่านสถานที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น
- เป็นศูนย์ฝึก/ที่พักของหน่วยงานรัฐ โดยหลังจากยุบเขตอุตสาหกรรมไปแล้ว อาคารสำนักงานและพื้นที่ส่วนกลางที่รัฐเคยใช้งบประมาณกว่า 600 ล้านบาทสร้างไว้ เช่น อาคารศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร หรือ One Stop Service ได้ถูกปรับเปลี่ยนฟังก์ชันไปใช้ในภารกิจอื่นของรัฐเป็นระยะ
- เคยใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของ “โครงการพาคนกลับบ้าน”
- ใช้เป็นสถานที่กักตัวชั่วคราว (Local Quarantine) ในช่วงสถานการณ์โควิด-19
- เป็นที่ตั้งจุดตรวจ/จุดดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในบางช่วง
ปัจจุบันยังมีสิ่งปลูกสร้างและป้อม รปภ. หลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่มีความเข้มงวดเข้มแข็ง ทำให้กลายเป็นเป้าหมายโจมตีที่ไม่ต้องออกแรงมากมาย...
