
ข่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคนในคดียิง สส.กมลศักดิ์ ได้รับการเปิดเผยจาก นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรรมและสิทธิมนุษยชน ขณะลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจติดตามคดียิง สส. ที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.69
อ่านประกอบ : “นาวาตรี” รอดคดียิง สส.กมลศักดิ์ อัยการชี้หลักฐานอ่อน!
โดย นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาบางคนอัยการสั่งไม่ฟ้อง เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ทั้งสำนวนคดีและการเร่งรีบในการวินิจฉัย ซึ่งในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อติดตามดูการทำลายปืน 39 กระบอกของกองทัพเรือ เพื่อดูว่ามีการทำลายจริงหรือไม่
อนึ่ง การที่คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบการทำลายปืนของกองทัพเรือ เพราะผลตรวจพิสูจน์อาวุธปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งถูกตำรวจยึดได้ ปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่เคยใช้ในราชการของกองทัพเรือ แต่กองทัพเรืออ้างว่าปืนกระบอกนี้ถูกทำลายไปหลายปีแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับตกอยู่ในมือทีมสังหาร ซึ่งเป็นอดีตทหารเรือนาวิกโยธิน
@@ ไล่บี้ผู้ว่านราฯ รับผิดชอบ - เรียกแจงซ้ำ กมธ.กฎหมายฯ
นายรังสิมันต์ ยังบอกด้วยว่า จะต้องมีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด ไปให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมการการกฎหมายฯด้วย หลังจากที่เชิญมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่มา และในวันที่ 11-12 ส.ค. นี้ ตนจะลงพื้นที่ จ.นราธิวาสอีกครั้ง เพื่อพูดคุยรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะการลอบยิง สส.กมลศักดิ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การลอบยิงบุคคล และ กอ.รมน. อ้างว่าไม่ใช่คดีความมั่นคง แต่เรายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของนายกมลศักดิ์ หรือประชาชนที่เลือกนายกมลศักดิ์เข้ามา แต่ส่งผลต่อการคลี่คลายความขัดแย้งที่มีในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐหายไป
“คนยิงคือคนของรัฐ รถของรัฐ ปืนของรัฐ และอาจนำไปสู่การทำลายหลักฐานเพราะมีคนของรัฐไปมีส่วนรู้เห็นในเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้รับไม่ได้จะตัดตอนจบแค่ 4 คน และไม่รวมไปถึงผู้ที่สั่งการไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นสังคมจะมั่นใจเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร” นายรังสิมันต์กล่าว
@@ บี้รัฐต้องมีคำตอบ อ้าง พ.ร.ก.ดูดข้อมูลโทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมาย
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องตามต่อคือการเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนกว่า 2 ล้านหมายเลขต่อวัน โดยอ้างว่าเป็นบริเวณพื้นที่ที่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันมี 15-16 อำเภอไม่ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแล้ว แต่กลับมีการขอข้อมูลทุกเที่ยงคืน
หากข้อมูลเหล่านี้หลุด ผู้ปฏิบัติตำรวจทหารเคลื่อนไหวอย่างไร จะถูกรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด การปฏิบัติการลักษณะแบบนี้เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าจะรับได้ จึงจำเป็นที่ต้องได้รับคำอธิบายและคำตอบที่เหมาะสม และต้องหาให้เจอว่าการกระทำความผิดนี้ ใครจะเป็น ผู้รับผิดชอบ
