
1.คำถาม “ด่านมีไว้ทำไม” ยังคงดักก้อง
- ไม่ว่าฝ่ายความมั่นคงจะชี้แจงอย่างไร แต่เหตุรุนแรงเอาแค่ 2 ครั้งล่าสุด คือ คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และเหตุชายชุดดำ 6 คน แต่งเต็ม อาวุธครบ นั่งท้ายกระบะที่ไม่มีหลังคาคลุม ขับรถโฉบเข้าไปยิงและปาระเบิดโจมตีจุดตรวจทหารพราน เสียชีวิต 5 นาย ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร ก็ฟังไม่ขึ้น
- คนร้ายเดินทางมาจากไหน เหตุใดด่านสกัด จุดตรวจที่มีอยู่เต็มพื้นที่ถึงสกัดจับไม่ได้ ทั้งขามา และขาหลบหนี
- หนำซ้ำเหตุโจมตีจุดตรวจทหารพราน ยังเป็นเหมือน “จุดไต้ตำตอ” คือ โจมตีจุดตรวจที่อ้างว่าดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนเสียเลย
- สัญญาณที่ส่งถึงผู้รับสารทั่วประเทศก็คือ ฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะทหาร ดูแลความปลอดภัยพื้นที่นี้ไม่ได้ เพราะตัวเองยังไม่ปลอดภัย หนำซ้ำเหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นก่อนค่ำ มีแสงสว่าง ไม่ใช่ดึกดื่นกลางความมืดมิด
- คำถามว่า “ด่านมีไว้ทำไม” จึงยังคงมีต่อไป และสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ต่อไป รวมถึงจะเป็นอุปสรรคในการพูดคุยสันติสุข หรือเจรจาสันติภาพต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐด้วย
- ยิ่งเหตุรุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายและมากเท่าไร ฝ่ายความมั่นคงย่อมไม่มีทางยอมเลิกด่าน ซึ่งด่านก็จะสร้างความลำบากให้พี่น้องประชาชน ทำให้คนบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่ไม่พอใจ ยิ่งเห็นว่าด่านป้องกันตัวเองยังไมได้ ยิ่งทำให้ไม่เชื่อมั่น และปฏิเสธการมีด่าน ตลอดจนปฏิเสธการมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
นี่คือโจทย์ยากที่สุดของไฟใต้ปีที่ 22 กำลังจะขึ้นปี 23 ของฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล
2.คดียิง สส.กมลศักดิ์ ที่ปิดไม่ลง อัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 ใน 2 ทหารเรือนาวิกโยธินที่ตกเป็นผู้ต้องหา
- คดีนี้ส่งผลร้ายแรงลึกซึ้ง เพราะทีมสังหารเป็นอดีตคนของรัฐ เป็นอดีตทหาร, ทีมสนับสนุนก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นทหารสังกัด กอ.รมน., ทีมสังหารใช้รถ กอ.รมน. และใช้ปืนของกองทัพเรือที่อ้างว่าทำลายทิ้งไปแล้วในการก่อเหตุ
- ทั้งหมดกลายเป็นเงื่อนงำดำมืดที่รัฐอธิบายไม่ได้ และทำให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกลาง และฝ่ายที่ต่อต่านรัฐอยู่แล้ว เชื่อว่าเป็นเหตุรุนแรงที่กระทำโดยรัฐ
- ส่งผลถึงกระบวนการพูดคุยเจรจา “ไม่มีราคา” เพราะรัฐไทยไร้อำนาจต่อรอง เนื่องจากเคลียร์ปัญหาความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐเองไม่ได้
3.กระแสย้ายแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีมาตลอด แต่ล่าสุดคือ “ได้ตั๋วอยู่ต่อ”
- ข่าวล่าสุดนี้อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อเหตุรุนแรงหนักขึ้น ถี่ขึ้น และท้าทายมากขึ้น
- การเกิดเหตุระเบิดที่หน้า สภ.ตันหยง หลังเก่า แท้จริงแล้วคือพื้นที่ด้านหน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งตลอดมาไม่เคยเกิดเหตุลักษณะนี้ หรือใกล้ขนาดนี้มาก่อนเลย แถมครั้งนี้ยังข้ามขั้นเป็น “คาร์บอมบ์” ไม่ใช่ระเบิดธรรมดา ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ และประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ของแม่ทัพอย่างชัดแจ้ง
- แม่ทัพคนนี้ก็มีปัญหากรณี “ปิดไมค์พูด” เมื่อครั้งตอบคำถามเกี่ยวกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ และพูดปัญหาไฟใต้เชื่อมโยงปอเนาะ จนถูกรวมตัวประท้วงขับไล่มาแล้ว
- การดำรงอยู่ของ “แม่ทัพข้าวนอกหน้า” จากกองทัพภาคที่ 2 (ภาคอีสาน) ด้วยข้ออ้างในการจัดระเบียบ จัดการผลประโยชน์มิชอบ และจัดการกำลังพลนอกแถว อาจส่งผลขยายวงขัดแย้ง เพราะมีผู้เสียประโยชน์
**โดยเฉพาะการตรวจสอบเข้มข้นเรื่องเบี้ยเลี้ยง น้ำมัน และงบทรงชีพของหน่วยในพื้นที่ ทำให้มีกระแสต้านเป็นคลื่นใต้น้ำมาตลอด เพราะด้านหนึ่งก็ส่งผลให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบากขึ้นจริงๆ
- ขณะที่ ผบ.ฉก.นราธิวาส ก็เป็นนายทหารจากนอกพื้นที่ มาจากกองทัพภาคที่ 1 และทำงานควบคู่กับแม่ทัพข้าวนอกนา โดยการใช้ยุทธวิธีลักษณะ “ตาต่อตา ฟันตอฟัน” อาจยิ่งทำให้เกิดปัญหา หรือท้าทายสภาพปัญหามากขึ้น ทั้งฝ่ายเดียวกันเอง และฝ่ายตรงข้าม
- ผสานกับฝั่งตำรวจ ซึ่ง ผบช.ภาค 9 อยู่ในพื้นที่มานาน นั่งตำแหน่งนี้มา 3 ปีและมีปมขัดแย้งกับ “สีเดียวกัน” หลายปม
- ทั้งหมดล้วนส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทั้งจากการ “ผสมโรงก่อเหตุ” ของผู้เสียประโยชน์ และการลดความเข้มข้นของการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน จากปัญหาถูกจำกัดงบประมาณ
4.กระแสเรียกร้องให้ยุบ กอ.รมน. จาก “คนในพื้นที่” ระดับ “อาจารย์วันนอร์” ซึ่งวันนี้สวมหมวกอีกใบเป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ จึงมีน้ำหนักไม่น้อย
- กระแสที่เกิดขึ้นมา อาจเป็นตัวเร่งให้ฝ่ายก่อความไม่สงบ ซึ่งอยู่ตรงข้าม กอ.รมน. อยู่แล้ว เร่งก่อเหตุเพื่อฉายภาพความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของ กอ.รมน.ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- ขณะที่ข้อวิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย ไม่มีแผนงานโครงการที่ชัดเจน หลายๆ ส่วนเป็นงบลับ และภารกิจทางตรงก็ไม่มี ทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ไม่สามารถชี้แจงได้กระจ่างจนสิ้นสงสัย
- โจทย์เลิก กอ.รมน.จึงยังมีอยู่ต่อไป และอาจเป็นชนวนของเหตุรุนแรงซ้ำซาก เพื่อกระชากเครดิตของ กอ.รมน.ให้ตกต่ำลง
5.สถานการณ์ที่มีความพยายามริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติสุข ทุกครั้งจะมีการเร่งก่อเหตุ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและอำนาจต่อรอง
- ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยตกเป็นเป้าหมายการดิสเครดิต ทำให้คนในพื้นที่เห็นว่าแก้ปัญหาล้มเหลว และฝ่ายต่อต้านรัฐยังมีศักยภาพ
- โมเมนตัมการพูดคุยจึงเทน้ำหนักไปที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนมากกว่า และฝ่ายต่อต้านรัฐไม่จำเป็นต้องรีบเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะจากสถานการณ์ที่ปรากฏในปัจจุบัน ฝ่ายตนยังไม่มีวี่แววว่าจะพ่ายแพ้ แถมยังดูได้เปรียบกว่าฝ่ายรัฐไทยอีกต่างหาก
- การเร่งก่อเหตุจะยิ่งสร้างความฮึกเหิมของกองกำลังและแนวร่วม ที่สำคัญยังเป็นเชื้ออย่างดีในการปลุกระดมหาสมาชิกใหม่ นักรบรุ่นใหม่ เพราะโฆษณาชวนเชื่อได้ว่า ฝ่ายตนมีโอกาสชนะ
6.การก่อเหตุรุนแรงรูปแบบใหม่ๆ มีอยู่ตลอดเวลา แม้จะยังไม่ยกระดับไปถึงขั้นจัดตั้งกองกำลังมาสู้กับรัฐโดยตรงแบบเผชิญหน้า แต่วิธีการรบแบบกองโจรก็พัฒนาไปมาก
- คาร์บอมบ์ล่าสุดมีการใช้แท็กติก “ปล่อยรถไหลตามแรงเฉื่อยก่อนกดจุดระเบิด” เพื่ออำพรางและป้องกันการถูกตรวจจับ วิธีนี้ทำมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ในพื้นที่นราธิวาสทั้งหมด และประสบความสำเร็จ สร้างความเสียหายหนักทุกๆ รอบ
- เหตุโจมตีจุดตรวจทหารพรานที่ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยกลุ่มปฏิบัติการชุดดำ ใช้รถปิคอัพเป็นพาหนะ คือ “ทีมงานมืออาชีพ” ที่ผ่านการฝึกฝน วางแผน และก่อเหตุซ้ำๆ มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงแผนประทุษกรรมที่ก่อเหตุแล้ว เผารถทิ้งหรือจอดรถทิ้งในลักษณะเดียวกัน
เช่น เหตุโจมตีที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมวางระเบิดป่วนเมืองหลายจุด เมื่อวันที่ 8 มี.ค.68
หรือเหตุปล้นร้านทองบิ๊กซี สาขาสุไหงโก-ลก กวาดทองไปมูลค่ามหาศาล แถมก่อเหตุสกัดการไล่ล่าติดตาม และจอดรถทิ้งไว้ริมชายแดน เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68
- การก่อเหตุในลักษณะ “ซุ่มยิงจากระยะไกล” มีบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ทำให้ฝ่ายรัฐสูญเสียกำลังพลและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทางตอบโต้ได้เลย
**หลายฝ่ายเตือนว่านี่คือ “ทีมสไนเปอร์” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่ฝ่ายความมั่นคงของเรากลับพยายามบอกว่า ระยะยิงยังใกล้ แค่ 50-80 เมตร ยังไม่เข้าข่ายสไนเปอร์ ซึ่งคำอธิบายแบบนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ เลย
เมื่อเช็คลิสต์ทั้ง 6 ปัจจัย ย่อมกลายเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ไฟใต้ไม่ได้ดีขึ้น แม้จะละลายงบประมาณไปแล้วว่า 5.2 แสนล้าน และทุกรัฐบาลแก้ไขมานานกว่า 22 ปีแล้ว!
