
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องบอกว่าตึงเครียดจริงๆ และเกิดเหตุรุนแรง 3 วันต่อเนื่องกัน ในช่วงปลายสัปดาห์กลางเดือนตุลาคม
15 ตุลาคม คนร้ายขว้าง “ไปป์บอมบ์แสวงเครื่อง” ถล่มฐานปฏิบัติการของชุดคุ้มครองตำบล บันนังสตา จังหวัดยะลา ทำให้กำลังของ อส. ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย
16 ตุลาคม คนร้ายดักยิง อส.อำเภอไม้แก่น จ.ปัตตานี ขณะขี่รถจักรยานยนต์ในสวนยางพารา ฝ่าย อส.ยิงต่อสู้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย หลบหนีได้ 1 ราย ส่วน อส.ใจเด็ด ต้องพลีชีพอย่างน่าเศร้า เพราะถูกยิงเข้าจุดสำคัญ
17 ตุลาคม กำลังผสม 3 ฝ่ายเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านต้องสงสัย และยิงปะทะกับกลุ่มติดอาวุธที่ซ่อนตัวภายในบ้าน พื้นที่อำเภอศรีสาคร จ.นราธิวาส ทำให้ดาบตำรวจ สภ.ศรีสาคร เสียชีวิต อาสาสมัครทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 2 นาย กลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 2 ราย และเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เสียชีวิตด้วย
วันเดียวกัน ช่วงกลางดึก ยังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ “ตำรวจน้ำ” วัย 58 ปี เสียชีวิตใกล้ๆ บ้านของตัวเองในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส โดยเป็นการดักทำร้ายขณะออกจากบ้านงานสุนัตในพื้นที่ โดยตำรวจน้ำรายนี้เป็นพี่น้องมุสลิม
เป็นที่น่าสังเกตว่า การก่อเหตุรุนแรงถี่ขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะโต๊ะพูดคุยดับไฟใต้อยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” เงียบหายไป แทบไม่มีความเคลื่อนไหวในทางเปิด ขณะที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็ช่วงชิงการนำ และชิงพื้นที่บนโต๊ะพูดคุยที่ยังไม่มีความชัดเจน
@@ รับมาเลย์ตั้งผู้อำนวยความสะดวก “โต๊ะพูดคุย”
กระทั่งล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม มีการเผยแพร่แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศแต่งตั้ง พลโท ดาโต๊ะ อะห์หมัด โนริฮัน บิน จาลัล นายทหารนอกราชการ เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยความสะดวก หรือ Facilitator ของรัฐบาลมาเลเซีย สำหรับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยคนใหม่อย่างเป็นทางการ
เป็นที่น่าสังเกตว่า มาเลเซียเลือกตั้งผู้อำนวยความสะดวกโต๊ะพูดคุยสันติภาพ เป็นอดีตเจ้ากรมข่าวทหาร สอดรับกับที่รัฐบาลไทย แต่งตั้ง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” พอดี
@@ ใกล้เปิดโต๊ะรอบใหม่ ปัจจัยเร่งก่อเหตุถี่
ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนว่า โต๊ะพูดคุยสันติสุขกำลังจะเปิดขึ้นอีกครั้งในอีกไม่ช้า จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เร่งก่อเหตุรุนแรงในช่วงนี้ เพื่อแสดงศักยภาพและเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งกลุ่ม BRN และกลุ่มอื่นๆ
เงาทะมึนของความไม่สงบกำลังก่อตัวหนักขึ้น เพราะกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไม่มีความเป็นเอกภาพ และช่วงชิงการนำ ตลอดจนพื้นที่บนโต๊ะพูดคุย เห็นได้ชัดจากท่าทีของ BRN และ PULO หลังจากมาเลเซียตั้งผู้อำนวยความสะดวก รวมถึงบทบาทการให้สัมภาษณ์และการเรียกร้องที่ผ่านๆ มา
อ่านประกอบ : BRN ตั้งแง่ต้องคุยเดี่ยว - กลุ่มอื่นอยากร่วมโต๊ะต้องเปิดวงใหม่
อ่านประกอบ : “มารา ปาตานี” เปิดตัวพร้อมเจรจารัฐบาลไทย ชี้คุย BRN กลุ่มเดียวไร้ผล!
อ่านประกอบ : BRN ยึดโต๊ะพูดคุย - กร้าวไม่ใช่แค่หยุดยิง ต้องเปิดพื้นที่การเมือง
@@ แค่มี “โต๊ะพูดคุย” ยังไม่ใช่หลักประกัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า เกือบทั้งปี 2569 สถานการณ์ที่ปลายด้ามขวานมีทิศทางแย่ลง สาเหตุส่วนหนึ่งที่หลายฝ่ายยอมรับตรงกันคือ ความชะงักงันของกระบวนการสันติสุข ซึ่งก็คือ ไม่มีการสานต่อโต๊ะพูดคุยสันติภาพนั่นเอง
ทั้งๆ ที่ในรัฐบาลอนุทิน 2 หลังเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกฯอนุทิน มีการตั้ง “หัวหน้าการพูดคุย” คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ แต่กลับไม่มีการเปิดโต๊ะพูดคุยอย่างเป็นทางการเสียที
แม้วันนี้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นแล้ว จากการที่มาเลเซียตั้งผู้อำนวยความสะดวก แต่ก็ยังมีโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องตอบให้ชัด บนความไม่ชัดเจน
- ท่าทีของรัฐบาลไทย จะคุยแทร็คเดียว ผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย หรือจะเปิดแทร็คใหม่อย่างเป็นทางการ โดยใช้บริการอินโดนีเซีย
- จะคุยกับกี่กลุ่มกันแน่ คุยกับ BRN กลุ่มเดียว หรือให้รวมหมู่กันมา
- ถ้าจะแยกกลุ่มคุย จะแยกกี่แทร็ค
- รัฐบาลไทยยังไม่ตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการ มีเพียง “หัวหน้าการพูดคุย” ที่ตั้งมาระยะหนึ่งแล้ว
- การเปลี่ยนตัวข้าราชการระดับสูงของฝ่ายไทย โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการ ศอ.บต. ในปีนี้พอดี ทำให้องค์ประกอบของบุคคลที่จะต้องมีบทบาทในกระบวนการสันติภาพเปลี่ยนแปลงไป
ประกอบกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายๆ กลุ่ม ไม่มีความเป็นเอกภาพ มีความเห็นไม่ตรงกับเกี่ยวกับการเปิดโต๊ะพูดคุยกับรัฐบาลไทย โดยฝ่าย BRN ต้องการคุยเดี่ยว กลุ่มเดียว ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น PULO (พูโล) หรือ มารา ปาตานี ต้องการให้รวมหลายๆ กลุ่มเพื่อคุยกับรัฐบาลไทย จะได้เพิ่มอำนาจต่อรอง
เมื่อกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐเองก็ไม่เป็นเอกภาพ ทำให้มีความพยายามช่วงชิงการนำ และเร่งก่อเหตุรุนแรงเพื่อให้กลุ่มตนได้รับความสนใจ หรือมีพื้นที่บนโต๊ะเจรจา
@@ “บ่มเพาะเยาวชน” ยังไม่เลิกรา
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เหตุปะทะกันอย่างรุนแรง จนสูญเสียทั้งสองฝ่ายเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เกิดขึ้ันในวันเดียวกับที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ รอง ผอ.รมน. ลงพื้นที่ชายแดนใต้พอดี และได้รับรายงานจาก “ผอ.ศูนย์สันติวิธี” ว่า กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงในหมู่เยาวชน โดยบิดเบือนหลักศาสนา และประวัติศาสตร์ ยังคงมีอยู่ โดยแอบแฝงทั้งในและนอกโรงเรียน
ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ดูเหมือนไม่มีสาระสำคัญใดๆ นี้ แท้จริงแล้วคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมา และฝ่ายความมั่นคง ไม่สามารถหยุดยั้งวงจรของสถานการณ์ความไม่สงบได้ เพราะเมื่อยังมีการบ่มเพาะเยาวชนเพื่อสร้าง “นักรบรุ่นใหม่” อยู่ตลอด ความรุนแรงย่อมไม่มีวันจบ
ฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิดถึงการดับไฟใต้อย่างยั่งยืนด้วยการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เพราะแค่การแสดงศักยภาพเหนือกว่าคู่ต่อสู้ รัฐไทยและฝ่ายความมั่นคงของเรายังทำไม่ได้ เพราะหยุดความรุนแรงไม่สำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ มีโต๊ะพูดคุย หรือโต๊ะเจรจาไป ก็จะยิ่งทวีความรุนแรง และยิ่งทวีความเสียเปรียบ
