
"...อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้มักยกตัวอย่างว่าพระในบางนิกายสามารถแต่งงานได้โดยไม่เกิดวิกฤตศรัทธา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกันว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์และโครงสร้างรัฐกับศาสนา ที่แตกต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง..."
ในช่วงปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับข่าวอื้อฉาวจากกรณีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ระหว่างพระสงฆ์กับสีกาอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการพัวพันกับปัญหาการเงิน บารมี และการจัดสรรอำนาจในวัด ข่าวเหล่านี้ไม่เพียงเป็นรอยเปื้อนเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม หากแต่กัดกร่อนศรัทธาสาธารณะต่อสถาบันสงฆ์ในภาพรวม จนนำไปสู่คำถามที่ดูง่าย แต่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจังว่า หรือปัญหาทั้งหมดนี้จะหมดไป หากสังคมยอมเปิดทางให้พระ “แต่งงาน” ได้เสียที
ข้อเสนอดังกล่าวฟังดูซื่อตรง และสอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนหลาย ๆ กลุ่มในสังคมสมัยใหม่ ที่ว่าเมื่อห้ามแล้ว “พระ”ก็ยังทำผิด ก็น่าจะยกเลิกข้อห้ามนั้นไปซะ จะไม่ดีกว่าหรือ แต่คำถามสำคัญที่จะตามมาคือ ข้อเสนอง่าย ๆ เช่นนี้ แก้ปัญหาที่ “ต้นตอ” ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการหลีกหนีความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นด้วยคำตอบที่ดูสะดวกกว่า
หากพิจารณาให้ลึก ปัญหาสีกากับพระไม่ได้มีรากอยู่ที่การ “ห้ามแต่งงาน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่าง “หลักการ” กับ “การปฏิบัติ” พระวินัยของพุทธเถรวาทวางกรอบไว้อย่างชัดเจนและเคร่งครัด แต่ระบบการกำกับดูแลกลับอ่อนแรง การบังคับใช้วินัยเป็นไปอย่างไม่เสมอภาค และมักพ่ายแพ้ต่อบารมี ยศถาบรรดาศักดิ์และเงิน วัดจำนวนไม่น้อยเลือกจัดการปัญหาภายในอย่างเงียบ ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ มากกว่าการบังคับใช้วินัยอย่างตรงไปตรงมา
ยิ่งไปกว่านั้น สังคมไทยยังหล่อหลอมภาพลักษณ์ของพระให้เป็น “ผู้บริสุทธิ์” เหนือสามัญมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็แทบไม่เปิดพื้นที่ให้ยอมรับความจริงว่าพระก็คือ “มนุษย์” ที่อาจล้มเหลวได้ ดังนั้น เมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่การรับผิด แต่คือการ “ปกปิด” และผลักปัญหาให้ออกไปพ้นสายตา เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงไม่หายไป หากแต่สะสมเป็นดินพอกหางหมู และรอวันปะทุขึ้นใหม่อย่างรุนแรงกว่าเดิม
ในบริบทเช่นนี้ การเสนอให้พระ “แต่งงาน” ได้ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เหมือนเป็นการ “ลดมาตรฐานของระบบ (ที่มี) ให้สอดคล้องกับความล้มเหลว (ที่เกิดขึ้น)” เพื่อให้โครงสร้างที่ล้มเหลวนั้นได้ดำรงอยู่ต่อไป ทั้งที่ความจริงพุทธศาสนาเถรวาท “พรหมจรรย์” ไม่ใช่เพียง “ข้อห้าม” ทางศีลธรรม แต่คือ “เงื่อนไข” ของสถานะความเป็น “พระ” การบวชคือการสละเรือน สละกิเลส สละบทบาททางโลก เพื่อมุ่งบนเส้นทางแห่งการฝึกตนสู่ความหลุดพ้น
การเปิดทางให้พระแต่งงานได้จึงไม่ใช่การปรับกฎเล็กน้อย หากแต่คือการนิยามความเป็นพระใหม่ทั้งระบบ เมื่อพระมีลูกมีเมีย มีครอบครัว ภาระและผลประโยชน์ย่อมตามมา วัดจะไม่ใช่พื้นที่ทางจิตวิญญาณ แต่อาจกลับกลายเป็นทรัพยากรของครอบครัวไปโดยปริยาย คำถามเรื่องความโปร่งใสทางการเงินจะยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
หากวันนี้เงินวัดยังเป็นปัญหา
วันพรุ่งนี้เงินวัดสะสมเพื่อใคร จะกลายเป็นคำถามที่หนักหน่วงยิ่งกว่า
การให้พระแต่งงานได้ นอกจากไม่แตะปัญหาเชิงอำนาจเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ข่าวอื้อฉาวใต้ร่มกาสาวพัสตร์จำนวนมากไม่ได้เกิดจาก “ราคะ” เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความไม่สมดุลของอำนาจ ระหว่างพระกับญาติโยม ระหว่างศรัทธากับผลประโยชน์ และระหว่างองค์กรศาสนากับการตรวจสอบจากสังคม
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้มักยกตัวอย่างว่าพระในบางนิกายสามารถแต่งงานได้โดยไม่เกิดวิกฤตศรัทธา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกันว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์และโครงสร้างรัฐกับศาสนา ที่แตกต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง
ในพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะในจีน เกาหลี และญี่ปุ่น บทบาทของพระจำนวนไม่น้อยไม่ได้มุ่งเน้นการหลุดพ้นเฉพาะตน หากแต่เน้นการทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมในฐานะโพธิสัตว์ การครองเรือนจึงไม่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคโดยตัวมันเอง กรณีญี่ปุ่นยิ่งชัดเจน เมื่อรัฐในยุคเมจิใช้นโยบายลดอำนาจวัด เปิดทางให้พระแต่งงานได้ ฉันเนื้อได้ และสืบทอดวัดทางสายเลือดได้ เพื่อทำให้ศาสนาอยู่ใต้กรอบรัฐชาติสมัยใหม่ พระจึงกลายเป็นผู้นำทางพิธีกรรมและผู้นำชุมชน มากกว่าการเป็นนักบวชผู้สละโลกแบบเถรวาท
ในหลายประเทศตะวันตก รัฐแยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด นักบวชจะถือพรหมจรรย์หรือไม่ เป็นเรื่องภายในของศาสนานั้น ๆ โดยไม่พัวพันกับทรัพยากรสาธารณะ แต่ในไทย พุทธศาสนาเถรวาทถูกผูกโยงเข้ากับอัตลักษณ์ของชาติ งบประมาณรัฐ และโครงสร้างราชการ การเปลี่ยนบทบาทพระจึงไม่ใช่เรื่องภายในศาสนาเท่านั้น หากแต่กระทบถึงโครงสร้างรัฐและความชอบธรรมทางสังคมโดยรวม
เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้ คำถามสำคัญย่อมไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงพฤติกรรมของพระแต่ละรูป หรือการปรับแก้กฎเกณฑ์บางข้อเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หากแต่ต้องขยับไปไกลกว่านั้น เพราะปัญหาอาจไม่ได้จบลงที่พฤติกรรมของพระว่ามี “สีกา”ซุกอยู่ในกุฏิหรือไม่ มีสมบัติอัดแน่นอยู่ในย่ามมากน้อยเพียงใด หากแต่อยู่ที่บทบาทและวิสัยทัศน์ขององค์กรศาสนาทั้งระบบ ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมไทยยังไม่ได้ตั้งอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดี หากจะพูดถึงทางออกในทางปฏิบัติ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าการแก้ไขวินัย คือการจัดการกับโครงสร้างที่มีอยู่ให้มีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบมากขึ้น ตั้งแต่การคัดกรองผู้บวชอย่างจริงจัง การแยกให้ชัดระหว่างการบวชเพื่อปฏิบัติ กับการบวชเพื่อสถานะ การบวชเพื่อหนีภาวะเศรษฐกิจ กับการบวชเพื่อสู้กับกิเลส การบังคับใช้พระวินัยอย่างเสมอภาคโดยไม่อิงบารมีควบคู่ไปกับการจัดการทรัพย์สินและเงินทองวัดอย่างโปร่งใส การเปิดพื้นที่ให้สังคมมีส่วนร่วมตรวจสอบ และการทำลายวัฒนธรรมปิดเงียบ คือหัวใจของการฟื้นฟูศรัทธา เพราะตราบใดที่อำนาจยังรวมศูนย์โดยไร้การตรวจสอบ ไม่ว่าพระจะแต่งงานได้หรือไม่ เรื่องอื้อฉาวก็ยังคงมี เพียงแต่เปลี่ยนรูปไปตามช่องว่างของระบบเท่านั้น
ถึงที่สุดแล้ว ปัญหาสีกากับพระจึงไม่ใช่บทพิสูจน์ว่าพระวินัยล้าสมัย หากแต่เป็นบทพิสูจน์ว่าสังคมไทยยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงของมนุษย์และสถาบันที่ตนเองศรัทธามากกว่า การปฏิรูปที่แท้จริง คือการทำให้ศาสนารับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เพราะหากศาสนาดำรงอยู่ด้วยการปกปิด ย่อมไม่สามารถเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้ในระยะยาว
บางครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักธรรมเข้มเกินไป
แต่อยู่ที่สังคมจะกล้ายืนหยัดอยู่กับหลักธรรมที่ตนเองศรัทธาหรือไม่มากกว่า
บทความโดย :
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา