
"...น่าเสียดายที่กลไกเหล่านี้ ไม่สามารถพัฒนาจนเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้น ไม่เป็นไปตามหลักนิติศาสตร์ และหลักนิติธรรม ทำให้ “วัฒนธรรม” ทางการเมืองไม่สามารถพัฒนาขึ้นตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่ปูพื้นฐานไว้ กลายเป็น “หายนธรรม” เปิดโอกาสให้ภาคการเมืองของนักการเมืองฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้วไม่ยอมปรับตัว โดยที่ภาคประชาชนก็ต่อสู้อย่างไม่มียุทธศาสตร์ และไม่มี “ผู้นำ” ในที่สุดก็นำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ไปอย่างน่าเสียดาย..."
เมื่ออาจารย์ประเวศ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2537 ปัญหาการเมืองขณะนั้นคือแม้มีรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เอื้อให้ “การเมืองเข้มแข็ง” เพราะพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ตั้งยาก ล้มง่าย รัฐบาลอ่อนแอเพราะต้องเป็นรัฐบาลผสม ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่จะแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ ยุ่งยาก ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้อง “ปฏิรูปการเมือง” สร้างรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสู่ระบบการเมือง และใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันสามารถสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเหมาะสมด้วย
งานนี้ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญของนักรัฐศาสตร์ และนักนิติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของอาจารย์ประเวศ แต่อาจารย์มีบารมีและมีกัลยาณมิตรมากมายในทุกวงการ
อาจารย์รู้ว่า งานนี้ยากประดุจการ “เคลื่อนย้ายภูเขา” จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่อาจารย์ได้คิดขึ้น และทดลองใช้จนสำเร็จมาแล้วหลายเรื่อง คือ “ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งประกอบด้วย (1) ยุทธศาสตร์ความรู้ (2) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประชาชนและสังคม (3) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนทางนโยบาย
เริ่มที่ยุทธศาสตร์ความรู้ มี “คัมภีร์” ที่มีผู้เขียนไว้แล้วคือ “การปฏิรูปการเมืองโดยลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม” ของศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ซึ่งเสนอแบบอย่างความสำเร็จของ 2 ประเทศสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา ที่เขียนรัฐธรรมนูญลายลักษณ์ฉบับแรกของโลก เมื่อ พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นรากฐานทำให้สหรัฐสร้างประเทศจนเข้มแข็ง มั่นคงและยิ่งใหญ่ กระทั่งเป็นอภิมหาอำนาจของโลก และฝรั่งเศสซึ่งเคยล้มลุกคลุกคลานเพราะรัฐบาลอ่อนแอ จนต้องไปเชิญนายพลเดอโกล เข้ามาปฏิรูปการเมือง โดยเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้ฝรั่งเศสกลับมาเข้มแข็งสืบต่อมา
“คัมภีร์” บางๆ เล่มนี้ อาจารย์ประเวศ อ่านจนทะลุปรุโปร่ง โดยหนีบติดตัวไปทุกที่ จนเหงื่อที่รักแร้ ทำให้ปกหนังสือช้ำ
เพื่อให้ได้ “องค์ความรู้” ที่เป็นรูปธรรมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ อาจารย์ได้สอบถามศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุวรรณกูล นักวิชาการที่เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงในวงวิชาการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยถึงสิบสมัย ถึง “นักกฎหมายมหาชน” ที่เก่งที่สุดเพื่อมาจัดทำกรอบความคิด และสาระสำคัญต่างๆ นำเสนอในที่ประชุมของคณะกรรมการฯ ท่าน ศ.ดร. เกษม แนะนำ ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโน จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้มาทำงานอย่างเข้มแข็ง เป็นระบบ และเปิดกว้าง โดยมีการชักชวนนักวิชาการมือดีหลายท่านมาทำการศึกษาวิจัยเรื่องต่างๆ ได้แก่ รูปแบบขององค์การอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะดึงบทบาทนี้ให้เป็นอิสระจากกระทรวงมหาดไทย ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ศิษย์เอกของอาจารย์ประเวศ เป็นผู้อำนวยการจนได้ข้อมูล ความรู้ ที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนพอสมควร นำเสนอขอความคิดเห็นและความเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นระยะๆ ออกมาเป็นหนังสือขนาดย่อม 2 เล่ม
จากนั้น ก็เป็นขั้นตอนของยุทธศาสตร์ที่สอง คือการขับเคลื่อนประชาชนและสังคม นอกจากนายทหารที่อาจารย์เชิญเข้ามาร่วมในคณะกรรมการ เช่น พล.อ.สายหยุด เกิดผล แล้ว อาจารย์ได้เข้าไป “ขับเคลื่อนกองทัพ” โดยเริ่มจากกองทัพเรือ ซึ่ง พล.ร.อ.ประเจตน์ ศิริเดช แม่ทัพเรือให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเชิญอาจารย์และคณะไปบรรยายที่สโมสรกองทัพเรือ ที่ท่าช้างวังหลัง มีนายทหารเรือมาร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง
ขั้นตอนต่อไป คือการขับเคลื่อนสื่อมวลชน ขณะนั้น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด อาจารย์ได้ติดต่อกับคุณกำพล วัชรพล ซึ่งให้เกียรติกับอาจารย์อย่างดี แต่ให้คำแนะนำว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์ในไทยรัฐทุกคนท่านสั่งใครไม่ได้ คนที่สั่งได้คือ “นายแพทย์เพรา นิวาตวงศ์” ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรและเคารพนับถืออาจารย์มาก ถึงขั้นบอกว่า “อาจารย์ประเวศจะทำอะไรผมเอาด้วยหมด” ผลที่ปรากฏคือ ตลอดช่วง 2-3 ปี ของการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ข่าวและคอลัมน์ทุกชิ้นในไทยรัฐ สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของอาจารย์ประเวศจนรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ประกาศใช้
นอกจากไทยรัฐแล้ว อาจารย์ยังจัดสัมมนานักหนังสือพิมพ์คนสำคัญในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งคอลัมนิสต์ และผู้เขียนบทบรรณาธิการ ที่สวนสามพราน โดยขอให้แต่ละท่านมาเป็นวิทยากร แทนการให้มารับฟัง ซึ่งเป็น “กุศโลบาย” ที่แยบคายอย่างยิ่ง
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ การขับเคลื่อนนโยบาย ช่วงการขับเคลื่อนประชาชนและสังคม ทำให้เกิดกระแสสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นผลให้พรรคการเมืองหลายพรรคประกาศนโยบายปฏิรูปการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคชาติไทยเป็นพรรคหนึ่งที่ประกาศนโยบายนี้ชัดเจน และชนะเลือกตั้ง คุณบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทำท่าว่าจะ “ไม่ปฏิรูปการเมือง” ตามที่ประกาศไว้ ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ แต่คุณบรรหารก็ยังไม่รับปากที่จะ “รักษาสัญญา” อาจารย์แก้เกมส์โดยใช้ “ยุทธศาสตร์ภรรยา” เพราะรู้ว่า คุณบรรหาร “เกรงใจ” ภรรยา คือ คุณหญิงแจ่มใส และคุณกัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวมาก อาจารย์เขียนจดหมายเปิดผนึกลงมติชน ชี้ว่าคุณบรรหารมี “ทรัพย์สิน” สำคัญคือ ภรรยาและลูกสาว จึงควรทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ครอบครัวและวงศ์ตระกูล ผลคือ คุณบรรหาร ยอม “ปฏิรูปการเมือง” แต่ก็ยังพยายาม “กุมอำนาจ” ไว้ โดยมอบให้คุณชุมพล ศิลปอาชา น้องชาย เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น “การปฏิรูปการเมือง” ก็อาจไม่เกิดขึ้นจริง
การที่คุณบรรหาร ประกาศ “เปิดทาง” ให้เช่นนี้ แม้จะทำอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ด้วย “ปัญญา” และบารมีของอาจารย์ประเวศ ทำให้กัลยาณมิตรที่ต้องการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ได้เข้ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ที่สำคัญคือ (1) ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เข้ามา “ช่วงชิง” ผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 ทำให้สามารถตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นได้ (2) คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับเลือกเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญและ (3) อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งคุณอุทัย และคุณอานันท์ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการหลอมรวมความคิดเห็นที่แตกต่างหลายหลาย เช่น เปลี่ยนสถานที่ไปประชุมยกร่างกันที่พัทยาแทนการประชุมที่รัฐสภา ทำให้มีเวลาทำงานร่วมกันมากขึ้นและพ้นจากอิทธิพลของ “ผีสภา” ที่มักสะกดให้คนตีฝีปากอวดโวหารพูดน้อยลง เพราะไม่มีการถ่ายทอดออกอากาศ ใครที่ยังชอบพูดยาวๆ จะถูกมอบหมาย ให้เขียนข้อเสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้สามารถจัดทำร่างแล้วเสร็จ ผ่านการเห็นชอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
ช่วงต่อมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ประกอบกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบตามยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ทำให้เกิดกระแสสังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เกิดขบวน “ธงเขียว” โบกสบัดอย่างกว้างขวาง แม้แต่ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านหลายคน เมื่อต้องออกเสียงลงมติ ก็ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 จนได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบท่วมท้น และออกมาประกาศใช้จนสำเร็จ เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้าง “นวัตกรรม” สำคัญทางการเมือง เช่น มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ; มีระบบ สส.บัญชีรายชื่อเปิดโอกาสให้เทคโนแครตได้เข้ามาเป็น สส. และรัฐมนตรีโดยไม่ต้องห่วงพะวงกับการดูแลรับใช้มวลชนในพื้นที่ ; เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ให้สามารถทำหน้าที่สร้างสรรค์นโยบายและรวบรวมบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้เกิด “รัฐบาลเข้มแข็ง” สามารถแก้ปัญหาของประเทศและแข่งขันกับนานาประเทศได้ ; เกิดกลไกให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ “นิติบัญญัติ” ได้มากขึ้น โดยมีสมัยประชุม “นิติบัญญัติ” เป็นการเฉพาะลดความเป็น “การเมือง” ของสภาลง ; เมื่อรัฐบาลเข้มแข็งก็ต้องมีกลไกป้องกัน “เผด็จการรัฐสภา” โดยมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” (check and balance) เพิ่มขึ้น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, ศาลปกครอง, ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (Ombudsman), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือมีบทบัญญัติให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รับรองสิทธิชุมชน และมีบทบัญญัติที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจ
น่าเสียดายที่กลไกเหล่านี้ ไม่สามารถพัฒนาจนเข้มแข็งเพียงพอ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีซุกหุ้น ไม่เป็นไปตามหลักนิติศาสตร์ และหลักนิติธรรม ทำให้ “วัฒนธรรม” ทางการเมืองไม่สามารถพัฒนาขึ้นตามครรลองของรัฐธรรมนูญที่ปูพื้นฐานไว้ กลายเป็น “หายนธรรม” เปิดโอกาสให้ภาคการเมืองของนักการเมืองฟื้นตัวขึ้น ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้วไม่ยอมปรับตัว โดยที่ภาคประชาชนก็ต่อสู้อย่างไม่มียุทธศาสตร์ และไม่มี “ผู้นำ” ในที่สุดก็นำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ไปอย่างน่าเสียดาย
บทความโดย :
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา