
"...การขยายอายุเกษียณไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการบังคับให้ผู้สูงอายุทำงานจนหมดแรง หากแต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นการเปิดทางเลือกที่มีศักดิ์ศรี กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังมีศักยภาพและความสมัครใจสามารถทำงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องคงสิทธิในการเกษียณก่อนเวลาอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือสภาพงาน..."
เมื่อโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสมบูรณ์ คนวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ และอายุคาดเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น ส่งผลให้สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะที่ “อัตราส่วนการพึ่งพิงวัยสูงอายุ” (Old-age Dependency Ratio) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การคงอายุเกษียณที่ 60 ปีเหมือนในอดีตจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม ทั้งยังเป็นการซ้ำเติมปัญหา “ช่องว่างทางเศรษฐกิจและประชากร” โดยตรง ทำให้รัฐต้องรับภาระด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นโยบายการขยายอายุเกษียณจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะมาตรการด้านแรงงานหรือสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม หากแต่ต้องถูกยกระดับให้เป็น “นโยบายสาธารณะเชิงโครงสร้างของรัฐ” ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความยั่งยืนของระบบสวัสดิการในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติของ “ความเป็นธรรมระหว่างรุ่น” กล่าวคือ หากรัฐยังคงกำหนดอายุเกษียณต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประชากรอย่างมาก ย่อมเท่ากับเป็นการผลักภาระทางการคลังไปให้คนรุ่นถัดไป และขัดกับหลักความรับผิดชอบต่ออนาคตของชาติอย่างชัดเจน
ผู้สูงอายุจำนวนมากในปัจจุบันยังคงแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี และมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยี มีทักษะ มีประสบการณ์ และพร้อมทำงานต่อไปได้อีกหลายปี ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์สะท้อนว่า อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยอยู่ในช่วงประมาณ 76–78 ปี ขณะที่ช่วงวัยที่ยังมีสุขภาพดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยังคงอยู่ได้ถึงราวปลายวัย 60 ถึงต้นวัย 70 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังมี “ช่วงศักยภาพการทำงาน” หลังวัย 60 อีกอย่างน้อย 5–10 ปี
ด้วยโครงสร้างนโยบายแบบเดิม กลับทำให้คนกลุ่มนี้ถูกผลักออกจากระบบแรงงานโดยอัตโนมัติทันทีที่ถึงวัย 60 ทั้งที่ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยม จึงเท่ากับการสูญเสีย “ทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สังคมใช้เวลาสะสมทั้งชีวิต ดังนั้น แนวคิดในการปรับอายุเกษียณเป็น 65 ปีจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ เพราะจะช่วยให้สังคมยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความรับผิดชอบของผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การทำงานต่ออีก 5 ปี ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ก่อนจะต้องพึ่งพาระบบสวัสดิการและรายได้หลังเกษียณซึ่งมักไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ รวมถึงช่วยยืดระยะเวลาการออมและการสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อันเป็นการลดความเสี่ยงของภาวะ “ความยากจนเฉียบพลันหลังเกษียณ” ที่กำลังทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ
ในมิติด้านเศรษฐกิจ การยืดอายุการทำงานช่วยให้แรงงานไทยยังคงมีจำนวนเพียงพอรองรับการผลิตและการให้บริการในหลายสาขาที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น อาจารย์แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม หรือวิศวกรอาวุโสในโรงงานอุตสาหกรรม การเกษียณของคนเหล่านี้เท่ากับการสูญเสียคนที่มี “ความรู้เชิงลึกและเครือข่ายวิชาชีพ” ทันที ประสบการณ์และวุฒิภาวะของแรงงานวัยสูงอายุยังช่วยประคององค์กรให้อยู่รอดในช่วงที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อกังวลที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาโต้แย้งนโยบายนี้ คือการยืดอายุเกษียณจะไปลดโอกาสของแรงงานรุ่นใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า การคงแรงงานสูงวัยไว้ในระบบมิได้เบียดขับแรงงานรุ่นใหม่โดยอัตโนมัติ หากแต่กลับช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยรวมขององค์กร เปิดพื้นที่งานใหม่ในสายสนับสนุน การถ่ายทอดทักษะ และการพัฒนานวัตกรรม ดังนั้น การมีแรงงานสูงวัยในระบบจึงเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่อุปสรรค ต่อโอกาสของคนรุ่นใหม่
ขณะเดียวกัน การเลื่อนอายุเกษียณให้มากขึ้น ยังช่วยชะลอภาระทางการคลังของรัฐ เนื่องจากรัฐไม่จำเป็นต้องเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเร็วเกินไป และยังเป็นการช่วยเสริม “ความยั่งยืนทางการคลัง” ของกองทุนประกันสังคมและระบบบำนาญของรัฐซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากร การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในระยะยาว
ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสะท้อนให้เห็นว่าการขยายอายุเกษียณเป็นมาตรการที่ช่วยให้สังคมปรับตัวรับกับภาวะผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน หลายประเทศกำหนดอายุเกษียณที่ 65 หรือ 67 ปี และใช้กลไกผูกอายุเกษียณกับอายุคาดเฉลี่ยของประชากร เช่น ญี่ปุ่นซึ่งได้ทยอยปรับอายุเกษียณข้าราชการจาก 60 เป็น 65 ภายในต้นทศวรรษ 2030 ขณะที่เยอรมนีได้ทยอยเพิ่มอายุเกษียณจาก 65 เป็น 67 ปีตามแผนระยะยาว ส่วนอิตาลีใช้เกณฑ์อายุเกษียณที่ 67 ปี และมีกลไกปรับตามอายุคาดเฉลี่ยเป็นระยะ ขณะที่ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ใช้ระบบเชื่อมอายุเกษียณกับโครงสร้างอายุประชากร ซึ่งทำให้แนวโน้มอายุเกษียณสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามพลวัตประชากร
ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า อายุเกษียณเฉลี่ยของประเทศสมาชิกอยู่ที่ราว 64 ปีในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว แนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยควรปรับเกณฑ์อายุเกษียณให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และกับความเป็นจริงด้านประชากรศาสตร์ของตนเอง
แม้ว่าการขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปีจะมีเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่น แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าวก็ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นในบริบทของสังคมไทย
ประการแรก ความแตกต่างของลักษณะงานและสภาพสุขภาพของแรงงานแต่ละกลุ่มอาชีพ แรงงานนอกระบบในประเทศไทยมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคการเกษตร การก่อสร้าง และงานใช้แรงงานหนัก ซึ่งมักมีสุขภาพเสื่อมถอยเร็วกว่ากลุ่มแรงงานทักษะสูงหรือแรงงานสำนักงาน การบังคับใช้เกณฑ์อายุเกษียณเดียวกันโดยไม่ยืดหยุ่นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงด้านสุขภาพและเสี่ยงต่อการเพิ่มภาระระบบสาธารณสุขในระยะยาว
ในอีกมุมหนึ่ง การขยายอายุเกษียณยังควรถูกมองว่าเป็นแรงผลักเชิงนโยบายให้รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบแรงงานนอกระบบอย่างจริงจัง มิใช่นำความเปราะบางของแรงงานกลุ่มนี้มาเป็นข้ออ้างในการไม่เปลี่ยนแปลง หากรัฐยังปล่อยให้แรงงานกว่าครึ่งประเทศอยู่นอกระบบคุ้มครอง ความล้มเหลวก็จะมิได้อยู่ที่นโยบายเกษียณ หากแต่อยู่ที่โครงสร้างแรงงานของรัฐเอง
ประการที่สอง ผลกระทบต่อโอกาสการจ้างงานและความก้าวหน้าในสายอาชีพของแรงงานรุ่นใหม่ การยืดอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งงานว่างเกิดขึ้นช้าลง หากไม่มีการออกแบบกลไกบริหารกำลังคนที่เหมาะสม โดยเฉพาะในภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีโครงสร้างตำแหน่งแบบลำดับขั้น การแก้ปัญหานี้จึงต้องอาศัยการปรับโครงสร้างอาชีพ การเปิดตำแหน่งเชิงผู้เชี่ยวชาญ และการเคลื่อนย้ายข้ามสายงานมากกว่าการยึดติดกับระบบอาวุโสแบบเดิม
ประการที่สาม ความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานในระบบและนอกระบบ แรงงานในระบบมักได้รับสวัสดิการและความคุ้มครองตามกฎหมาย ขณะที่แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังขาดหลักประกันทางสังคมที่เพียงพอ การขยายอายุเกษียณโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้อาจเป็นการเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม หากรัฐไม่ดำเนินการควบคู่กับการขยายความคุ้มครองทางสังคม
ประการที่สี่ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุน ปัจจุบันสถานที่ทำงานจำนวนมากยังไม่ได้ออกแบบให้เหมาะสมกับแรงงานสูงอายุ ทั้งในด้านสภาพแวดล้อม อุปกรณ์ และรูปแบบงานที่ยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ระบบการฝึกอบรมทักษะใหม่ (reskilling และ upskilling) สำหรับแรงงานสูงวัยยังมีอยู่อย่างจำกัด หากขาดการลงทุนด้านนี้ นโยบายขยายอายุเกษียณอาจกลายเป็นภาระมากกว่าโอกาส
ประการที่ห้า ความเต็มใจและความพร้อมของแรงงานเอง ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยทำงานต่อหลังวัย 60 ปีเนื่องจากความจำเป็นด้านปากท้องมากกว่าความสมัครใจ เพราะขาดเงินออมหรือมีไม่เพียงพอ การขยายอายุเกษียณที่ไม่มาพร้อมระบบสวัสดิการและการคุ้มครองที่เหมาะสม อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของผู้สูงอายุ หากแต่ทำให้พวกเขาต้องทำงานในสภาพที่ไม่มั่นคงมากขึ้น
การขยายอายุเกษียณไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการบังคับให้ผู้สูงอายุทำงานจนหมดแรง หากแต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นการเปิดทางเลือกที่มีศักดิ์ศรี กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังมีศักยภาพและความสมัครใจสามารถทำงานต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องคงสิทธิในการเกษียณก่อนเวลาอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือสภาพงาน
การขยายอายุเกษียณไม่อาจดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยวจากการปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาติ หากรัฐยืดอายุการทำงานโดยไม่ปรับโครงสร้างระบบบำนาญให้ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็จะเป็นเพียงการ “ยื้อ” เวลา มิใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
การเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปีจึงเป็นมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ที่จำเป็น สำหรับความมั่นคงและยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต มิใช่เป็นเพียงการปรับเชิงเทคนิค หากแต่เป็นการยกระดับความสามารถในการปรับตัวเชิงโครงสร้างของรัฐให้สอดคล้องกับศักยภาพมนุษย์และความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปนี้เป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องเกิดขึ้น หากประเทศไทยต้องการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและความเป็นธรรมทางสังคมในยุคสังคมสูงวัย
บทความโดย :
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา