
“...ทางเลือกเหล่านี้เน้นไปที่การสร้าง "ระบบ" มากกว่าการสร้าง "ภาพลักษณ์" ซึ่งจะช่วยให้ร้านข้าวแกงอยู่รอดได้แม้ในยามวิกฤตพลังงาน…”
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการอิสระและอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 69 แสดงความเห็นถึงมาตรการช่วยเหลือของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังการแถลง Meet The Press โดยลงลึกที่มาตรการช่วยร้านขายข้าวแกง มีสาระวำคัญดังนี้
มาตรการของรัฐที่ช่วย ร้านข้าวแกงของชาวบ้านและอาหารจานด่วน ที่เป็นไปได้โดยไม่ใช่การจัดอีเวนท์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อ สร้างภาพ ประชาสัมพันธ์ อย่างที่กระทรวงพาณิชย์ จะทำ
หากมองข้ามมาตรการระยะสั้นแบบ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" หรือการจัดอีเวนต์ชั่วคราว ทางเลือกในการแก้ปัญหาต้นทุนอาหารจานด่วนที่ยั่งยืนกว่า ควรเน้นไปที่ "การลดต้นทุนแฝงในห่วงโซ่อุปทาน" และ "การใช้กลไกตลาดเดิมให้มีประสิทธิภาพ" ดังนี้
1. การบริหารจัดการ "จุดรวบรวมและกระจายสินค้า" (Logistics Hub) แทนที่รัฐจะนำของไปส่งให้ร้านค้า 24 แห่ง ดังที่รัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ดำริ รัฐควรสนับสนุนให้เกิด "สหกรณ์ร้านอาหารรายย่อย" หรือจุดรับสินค้าเกษตรราคาหน้าฟาร์มในแต่ละเขต แนวทางคือ ใช้พื้นที่ตลาดสดหรือโชห่วยที่มีอยู่แล้ว เป็นจุดรับสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง (Direct Sourcing) ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลดบทบาทพ่อค้าคนกลางในเขตที่การแข่งขันต่ำ มีการ บวกกำไรซ้ำซ้อน และลดค่าขนส่งที่ทับซ้อนกันหลายทอด ร้านข้าวแกงในรัศมี 1-2 กม. สามารถมาซื้อวัตถุดิบราคาส่งได้เองอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอของบริจาคเป็นครั้งคราว
2. การใช้ "Big Data" เชื่อมโยงผลผลิตเกษตร (Supply Chain Integration)ใช้ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์มาพยากรณ์ปริมาณผลผลิตล่วงหน้า แนวทางคือ เมื่อรู้ว่าช่วงไหนไข่ไก่หรือผักชนิดใดจะขาดตลาด รัฐต้องรีบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อตรึงราคาให้ร้านค้ารายย่อย ผลลัพธ์คือ ป้องกันปัญหาของขาดตลาดจนราคาพุ่งสูง (Price Spike) และช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน เป็นการช่วยทั้งต้นทางและปลายทาง
3. มาตรการ "Energy Credit" สำหรับผู้ประกอบการอาหาร ต้นทุนพลังงาน (ก๊าซหุงต้ม/ค่าไฟ) เป็นต้นทุนคงที่ที่ร้านค้าควบคุมไม่ได้ แนวทางคือ ออกบัตรส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) หรือค่าไฟ สำหรับร้านอาหารที่ลงทะเบียนและต้องมีเงื่อนไข "คงราคาอาหาร" ไว้ในระดับที่กำหนด (คล้ายบัตรสวัสดิการแต่เน้นกลุ่มผู้ผลิต) ผลลัพธ์คือ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของค่าครองชีพโดยตรง โดยที่ร้านค้าไม่ต้องแบกภาระต้นทุนพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก
4. การสนับสนุน "เมนูทางเลือกราคาประหยัด" (Standardized Low-cost Menu) แนวทางคือ ส่งเสริมให้ร้านค้ามี "เมนูธงฟ้า" อย่างน้อย 1-2 เมนูที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลซึ่งราคาถูก โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์หรือลดภาษีท้องถิ่นให้ร้านที่เข้าร่วม ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารราคาถูกในทุกพื้นที่ โดยที่ร้านค้ายังสามารถขายเมนูอื่นในราคากลไกตลาดได้ตามปกติ
5. การใช้ระบบ "Smart Matching" ผ่านแอปพลิเคชัน แนวทางคือ พัฒนา Platform ที่เชื่อม "ร้านข้าวแกง" กับ "แหล่งวัตถุดิบราคาถูก" ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ร้านอาหารสามารถสั่งซื้อน้ำมันพืชหรือข้าวสารพ่วงกัน (Group Buying) เพื่อให้ได้อำนาจต่อรองราคาส่ง ผลลัพธ์คือ สร้างอำนาจต่อรองให้รายย่อยเทียบเท่ากับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
สรุป ทางเลือกเหล่านี้เน้นไปที่การสร้าง "ระบบ" มากกว่าการสร้าง "ภาพลักษณ์" ซึ่งจะช่วยให้ร้านข้าวแกงอยู่รอดได้แม้ในยามวิกฤตพลังงาน
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
28 มีนาคม 2569

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา