
"...พวกแพลตฟอร์มรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของตัวเองที่เข้าข่ายเป็นภัยต่อผู้ใช้ แต่กลับไม่เคยแก้ปัญหาอย่างจริงจังจนทำให้ปัญหาหมักหมมกลายเป็นดินพอกหางหมูที่เป็นภาระของ ผู้ใช้บริการ ผู้ปกครองเด็ก ผู้กำกับดูแลสื่อและรัฐบาลของประเทศต่างๆที่ต้องหามาตรการแก้ปัญหากันเอง..."
เป็นที่รู้กันในวงการโซเชียลมีเดียว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีสูตรสำเร็จ 3 อย่างที่เหมือนๆกันในการทำธุรกิจของแต่ละแพลตฟอร์ม (1)
สูตรที่ 1 : ทำให้แพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สูตรที่ 2 : อย่าปล่อยให้ผู้ใช้งานสูญเสียความสนใจไปแม้แต่วินาทีเดียว
สูตรที่ 3 : กอบโกยรายได้จากผู้ใช้ที่ให้ความสนใจเหล่านั้นให้มากที่สุด ในเวลาเดียวกันก็หยิบยื่นผลประโยชน์บางอย่างให้กับผู้ใช้เหล่านั้น เพื่อไม่ให้พวกเขาสูญเสียความสนใจจากแพลตฟอร์มไป
การที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องทำให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการให้มากที่สุดเป็นไปตามกฎของ เมตคาล์ฟ (Metcalfe’s law) ที่กล่าวไว้ว่า “มูลค่าของโครงข่ายโทรคมนาคมจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกำลังสองของจำนวนผู้ใช้โครงข่ายนั้นหรืออีกนัยหนึ่งก็คือยิ่งมีผู้ใช้โครงข่ายมากเท่าใดมูลค่าของโครงข่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ”
หลักการเดียวกันนี้สามารถที่จะนำมาใช้กับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้เช่นกันและเป็นหลักการที่สอดคล้องกับ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาโครงข่าย” (Network effect) ซึ่ง หมายถึง สถานการณ์ใดๆ ก็ตามที่มูลค่าของผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแพลตฟอร์ม ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือผู้ใช้ที่ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายนั้น ยิ่งจำนวนผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือผู้ใช้บริการมากเท่าใด ผลกระทบจากโครงข่ายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นและมูลค่าที่สร้างขึ้นจากจำนวนผู้ใช้เหล่านั้นก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย ซึ่งแปลความโดยทั่วไปได้ว่า “ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้ซื้อจะเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวนผู้ซื้อหรือผู้ขายสำหรับธุรกิจนั้น ๆ เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง” (2) และวิธีที่จะดึงดูดผู้ใช้เข้ามาใช้บริการบนแพลตฟอร์มให้ได้มากที่สุดคือการให้บริการของแพลตฟอร์มแบบให้เปล่าและหารายได้ชดเชยด้วยการโฆษณาที่ดึงดูดความสนใจซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันโดยทั่วไป
บรรดาแพลตฟอร์มรู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ใครคนหนึ่งกลายเป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มแล้ว คนๆนั้นคงไม่อยากที่จะย้ายจากแพลตฟอร์มเดิมไปไหน เพราะการย้ายตัวเองจากแพลตฟอร์มหนึ่งไปยังแพลตฟอร์มอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้นทุนการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม(Switching cost)ไม่คุ้มกับสิ่งที่จะสูญเสียไป ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจึงพยายามทำให้การย้ายแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ยากที่สุดด้วยวิธีที่ต่างๆนานาจนดูเหมือนว่าผู้ใช้บริการกำลังถูกพันธนาการด้วยเล่ห์เหลี่ยมต่างๆของแพลตฟอร์มโดยความเต็มใจของผู้ใช้บริการเองแม้จะไม่ชอบใจต่อนโยบายหรือการกระทำบางอย่างของแพลตฟอร์มก็ตาม
คุณไม่ใช่ลูกค้า แต่คุณคือสินค้า
ใครใครก็ชอบของฟรี แต่ของฟรีมักไม่มีในโลกไม่ว่าคุณจะอยู่ในโลกจริงหรือในโลกดิจิทัล เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีคนหยิบยื่นของฟรีให้คุณ คุณจะต้องจ่ายบางอย่างกลับคืนเป็นการแลกเปลี่ยนเสมอ แต่ผู้คนมักไม่รู้ตัว เพราะทันทีที่แพลตฟอร์มต่างๆหยิบยื่นสิ่งล่อตาล่อใจให้คุณเพียงแค่คุณสนใจคุณก็ติดกับดักของบริการที่เขาให้แบบให้เปล่าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ภายใต้การวางแผนที่ฉลาดและแยบยลที่คนส่วนใหญ่ตามไม่ทันซึ่งเป็นไปตามสูตรธุรกิจของโซเชียลมีเดีย
แพลตฟอร์มมักสัญญากับคุณว่า คุณจะได้รู้จักกับผู้คนทั้งโลก พวกเขามักให้คำมั่นเสมอว่าจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น พวกเขาสัญญาว่าแพลตฟอร์มของเขาคือแหล่งสร้างสรรค์ความคิดและพวกเขามักไม่ลืมพูดว่าพวกเขาคือผู้ที่จะทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานไปทั่วโลก ฯลฯ
แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าคำสัญญาของพวกเขานั้นเป็นคำสัญญาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นและเมื่อใดที่คุณตกหลุมพราง คุณจะกลายเป็นสินค้าที่ถูกนำไปวางขายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหล่านั้นทันที เพราะ “เวลาและสิ่งที่คุณสนใจ” จากตัวคุณคือวัตถุดิบที่พวกเขาต้องการที่สุดมากกว่าสิ่งใด คอนเทนต์และลูกเล่นต่างๆบนแพลตฟอร์มเป็นเพียงเหยื่อล่อให้คุณเข้าไปใช้เวลาและดูในสิ่งที่ตัวเองชอบบนหน้าจอและทุกวินาทีของความสนใจของคุณจะถูกดักจับและนำไปขายให้กับเอเจนซีโฆษณาในทันที พวกแพลตฟอร์มจึงไม่เคยสนใจคุณในฐานะลูกค้า แต่เขาสนใจตัวตนของคุณเหมือนกับสินค้าชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกเร่ขายบนโลกดิจิทัลเท่านั้นเอง
ความลับของเวลา
เมื่อใดก็ตามที่คุณใช้เวลาและให้ความสนใจต่อสิ่งที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม คุณจะไม่สามารถหยุดการแสวงหาคอนเทนต์ใหม่ต่อไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อผูกคุณให้ติดอยู่กับหน้าจอและคุณจะสูญเสียประสบการณ์ในโลกแห่งความจริงไปจากการใช้ชีวิตที่ถูกผูกติดอยู่กับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหล่านี้
หลายคนคิดว่าการเสียเวลาเพียงครั้งละไม่กี่นาทีบนโลกออนไลน์เป็นเวลาเพียงเล็กน้อย แต่เวลาที่เสียไปแต่ละนาทีหากนำมาสะสมเป็นจำนวนชั่วโมงและจำนวนวันแล้วมีจำนวนมากจนน่าตกใจ ลองจินตนาการดูว่าหากคนไทยใช้เวลาวันละแค่ 1 ชั่วโมงบน เฟซบุ๊ก YouTube TikTok หรือ Threads เราจะเสียเวลาต่อปีไปเท่าไรและหากคนไทยใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง (ปัจจุบันคนไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอประมาณ 8 ชั่วโมง) เราจะเสียเวลาในชีวิตของเราไปมากมายขนาดไหน

จำนวนชั่วโมงหน้าจอของคุณ
ไม่เพียงแต่เวลาและประสบการณ์ในโลกจริงที่หายไปเท่านั้น โซเชียลมีเดียยังทำให้การรับรู้เวลาของผู้ใช้บริการถูกบิดเบือนไปโดยที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง จากการศึกษาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “30 minute ick phenomenon” หรือ “ปรากฏการณ์ความรู้สึกแย่ภายใน 30 นาที” ซึ่งอธิบายว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มดูโซเชียลมีเดียโดยตั้งใจว่าจะดูเพียง 2-3 นาทีแรก แต่คุณกลับเพลิดเพลินดูคอนเทนต์บนจอต่อไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัวและเมื่อเวลาผ่านไป 30 นาทีหรือมากกว่า คุณจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีนักต่อเวลา 30 นาทีที่ได้สูญเสียไปจากการดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม เช่น Reel TikTok IG หรือ YouTube Short ซึ่งเป็นความเบื่อหรือความไม่ชอบที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เพราะว่าคุณได้สูญเสียเวลาไปทั้งที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งความจริงแล้วเป็นความรู้สึกที่เกิดจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดึงดูดคุณโดยอัตโนมัติให้เข้าไปติดกับดักของเวลาโดยคุณไม่รู้ตัวพร้อมกับเร่งเวลาในแต่ละนาทีให้เร็วขึ้นและยังดูดซับเอาความทรงจำของคุณไปด้วย ทำให้คุณอาจรู้สึกแปลกๆว่าคุณมีเวลาน้อยกว่าที่เป็นจริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันถึงภาพลวงตานี้โดยมีการศึกษาที่เปิดเผยให้เห็นว่าภายในไม่กี่นาทีหลังจากใช้งานแพลตฟอร์ม เช่น TikTok หรืออินสตาแกรม ผู้ใช้จะเริ่มประเมินระยะเวลาการใช้งานของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก
ดังนั้น “ปรากฏการณ์ความรู้สึกแย่ภายใน 30 นาที” จึงไม่ใช่ความบังเอิญแต่มันคือการออกแบบของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่แรก เพื่อขโมยเวลาไปจากเรา(3) และคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลามากกว่า 30 นาทีเพื่อแลกกับความเบื่อหน่ายระหว่างการรอและเพลิดเพลินไปบนแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียวันละนานๆโดยไม่รู้เลยว่าขณะที่เราใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์โดยไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างนั้นเราจะเสียโอกาสอะไรในชีวิตไปบ้าง
สมองของคุณกำลังถูกแฮก(Hack)
นักวิชาการด้านการสื่อสารชาวแคนาดา ชื่อ Marshall McLuhan เคยกล่าวไว้ว่า “สื่อก็คือข้อความนั่นเอง”(The medium is the message) แต่สื่อในปัจจุบัน เช่น โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสำหรับการสื่อสารข้อความเพื่อการรับรู้เท่านั้น แต่โซเชียลมีเดียสามารถสร้างอิทธิพลต่อสมองของผู้รับข่าวสารและจำกัดความคิดของผู้รับข่าวสารให้เป็นความคิดแบบสองขั้ว(Binary dichotomous thinking) เป็นความคิดแบบสีดำกับสีขาวหรือ 0 กับ 1 ทำให้ผู้รับข่าวสารขาดมุมมองที่กว้างและซับซ้อนที่เรียกกันว่า การคิดแบบสเปกตรัม (Spectrum thinking) ซึ่งมองเห็นความหลากหลายของความคิดที่กว้างเหมือนมองเห็นแถบสีที่กว้างขึ้นมากกว่ามองเห็นเฉพาะสีดำกับสีขาวและมองเห็นความเป็นไปได้หรือทางเลือกอื่นๆ
การแฮกสมองมนุษย์ในมุมมองของผู้สร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียคือโจทย์ที่พวกเขาตั้งเอาไว้ว่า ทำอย่างไรพวกเขาจึงจะโน้มน้าวให้ผู้คนเชื่อหรือทำในสิ่งที่ใครต่อใครไม่เคยคิดหรือตั้งใจที่จะทำมาก่อนและเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นทำตามคำสั่งหรือสิ่งล่อใจที่แพลตฟอร์มหยิบยื่นให้แสดงว่าสมองของคนเหล่านั้นถูกแฮกไปเรียบร้อยแล้ว แพลตฟอร์มจำนวนมากมักมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีแฮกสมองผู้คนซึ่งเรียกกันในหมู่พวกเขาว่า Persuasive design หรือการใช้จิตวิทยาในออกแบบบริการบนแพลตฟอร์มกระตุ้นให้คนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจใช้บริการตัดสินใจทันทีเมื่อได้รับการเชิญชวนหรือโน้มน้าว
นักออกแบบแพลตฟอร์มรู้ดีว่าสิ่งที่จะทำให้การแฮกสมองของมนุษย์ประสบความสำเร็จคือ การหาสิ่งล่อใจที่จะทำให้เกิดการหลั่งสารเคมี “โดพามีน”(Dopamine) ในสมองมนุษย์ซึ่งเมื่อสารเคมีนี้หลั่งออกมาแล้วจะกำหนดนิสัยบางอย่างให้กับเรา โดพามีนที่หลั่งออกมาจะบอกเราว่าอะไรคือรางวัลและอะไรคือความพอใจและยังช่วยกระตุ้นให้เราตั้งเป้าหมายและบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นรวมทั้งยังเตือนเราด้วยว่าถึงเวลาต้องกินหรือดื่ม และสืบพันธุ์
เมื่อเราได้รับโดพามีน เราจึงรู้สึกถึงความพึงพอใจและมักทำพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความพึงพอใจนั้นอยู่เสมอจนติดเป็นนิสัย นักออกแบบแพลตฟอร์มรู้ว่าเมื่อพวกเขาล่อให้มีการหลั่งสารโดพามีนออกมาจากสมองเราแล้ว เราจะเกิดความต้องการโดพามีนต่อไปอีกและพวกเขาจะปล่อยให้เราหิวกระหายโดพามีนไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
บางครั้งโดพามีนอาจช่วยสร้างนิสัยที่ดีต่อเราและช่วยให้เราอยู่รอดได้ เช่น การหาอาหาร เพื่อดำรงชีพ ฯลฯ แต่บางครั้งโดพามีนก็สร้างนิสัยบางอย่างที่ไม่ดีต่อเรานัก เช่น การต้องวิ่งเข้าหาสมาร์ทโฟนเพื่อ อ่าน Line ดูซีรีส์บน YouTube หรือเล่นเกมอยู่เกือบตลอดเวลาเมื่อเรารู้สึกเบื่อหรือว่าง จนกลายเป็นการเสพติดทางพฤติกรรมไปโดยไม่รู้ตัว
ความลับของเหยื่อล่อ
มนุษย์ไม่สามารถจะเลือกเวลาให้ปล่อยโดยพามีนออกมาจากสมองเองได้ แต่โดพามีนจะถูกปล่อยออกมาเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งกระตุ้นบางอย่างซึ่งในที่นี้คือลูกเล่นต่างๆของโซเชียลมีเดียนั่นเอง ลูกเล่นเหล่านี้จึงไม่ต่างจากเหยื่อล่อที่นักออกแบบแพลตฟอร์มวางไว้เพื่อล่อให้ผู้คนเข้าไปติดกับดัก เหยื่อล่อที่นักออกแบบแพลตฟอร์มใช้กันมากที่สุดมักประกอบด้วยเหยื่อล่อ 4 แบบได้แก่(4)
- สีที่สดใส – นักออกแบบแพลตฟอร์มรู้ดีว่าสีเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสาร นอกจากนี้สียังส่งผลกระทบอย่างมากต่ออารมณ์และการรับรู้ของมนุษย์และสีที่แตกต่างกันจะกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย เพราะสิ่งใดก็ตามดึงดูดสายตาคุณมากเท่าไร สมองของคุณก็จะยิ่งหลั่งสารโดพามีนมากขึ้นเท่านั้นและคุณก็จะยิ่งถูกดึงดูดเข้าหาสิ่งนั้นมากขึ้น การใช้สีบนแพลตฟอร์มจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความจำเป็นในการหลอกล่อให้ผู้คนเข้าไปติดกับดัก ด้วยเหตุนี้เองบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆจึงมักออกแบบแอปพลิเคชันให้เต็มไปด้วยสีสันและเหลี่ยมทรงต่างๆที่สามารถใช้ล่อตาล่อใจใครต่อใครให้เข้าไปหาแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

สีสันบนแอปพลิเคชันยอดนิยม
- ความแปลกใหม่ – สมองมนุษย์มักหลั่งสารโดพามีนออกมาเมื่อพบกับสิ่งใหม่ๆที่มองเห็นหรือเกิดขึ้นรอบตัว เป็นต้นว่า การได้พบกับเพื่อนใหม่ ความตื่นเต้นกับงานอดิเรกใหม่ การได้เห็นคอนเทนต์ใหม่ฟีดเข้ามาบนหน้าจอ รวมทั้งสิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจ ด้วยความลับนี้เองจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แพลตฟอร์มพยายามป้อนสิ่งใหม่ๆเข้ามาให้เราอยู่ตลอดเวลา โพสต์ข้อความและคลิปใหม่ๆรวมทั้งสัญญาณแจ้งเตือนต่างๆ(Notification) ที่แพลตฟอร์มส่งให้กับเราจะทำให้สมองของเราหลั่งสารโดพามีนออกมาและเมื่อคอนเทนต์เหล่านี้ปรากฎต่อสายตาเราอย่างต่อเนื่องยิ่งจะทำให้เราต้องติดอยู่กับหน้าจอจนไม่อยากหนีออกจากจอไปไหน
- การให้รางวัล – รางวัลเป็นหนึ่งในสิ่งกระตุ้นที่นักออกแบบแพลตฟอร์มไม่เคยมองข้ามเพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อได้รับรู้ว่าสิ่งที่ได้รับนั้นๆคือรางวัล สมองของมนุษย์จะหลั่งสารโดพามีนออกมา การได้รับรางวัลแต่ละครั้งทำให้ผู้ที่ได้รับรางวัลเกิดความรู้สึกที่ดีและทำให้ความรู้สึกที่ไม่ดีหายไป พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีความต้องการรางวัลต่อไปเรื่อยๆ นักออกแบบแพลตฟอร์มจึงหาวิธีที่ให้รางวัลกับผู้ใช้แพลตฟอร์มในแทบทุกโอกาส จึงไม่น่าแปลกที่ ปุ่มกดรูปหัวใจ ปุ่มกดไลค์ ปุ่มกดติดตาม ปุ่มรีทวีต/รีโพสต์ และคอมเมนต์ ฯลฯ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกแพลตฟอร์ม เพราะรางวัลเหล่านี้จะทำให้ผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้แสดงความเห็น ฯลฯ จะต้องหวนกลับไปดูคะแนนความนิยมของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าโดยแทบไม่อยากละสายตาไปจากจอ
- ความไม่สามารถคาดเดาได้(Unpredictibility) – แม้ว่ารางวัลต่างๆซึ่งเป็นเหมือนข้อกำหนดหลักที่บังคับให้แพลตฟอร์มต้องจัดเตรียมไว้หลอกล่อผู้ใช้ให้ติดตามอยู่เสมอ แต่ผู้ออกแบบแพลตฟอร์มรู้ดีว่าการให้รางวัลแก่มนุษย์นั้นจะต้องไม่ให้กันแบบพร่ำเพรื่อในช่วงเวลาที่ตายตัว แต่จะให้รางวัลในลักษณะของการสุ่มที่ไม่มีรูปแบบเฉพาะ ดังนั้นผู้ที่จะได้รับรางวัลจะคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะได้รับรางวัลในตอนไหน แต่มีความคาดหวังอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องได้รับรางวัลไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง
วิธีนี้ไม่ต่างจากเครื่องสล็อตแมชชีนในบ่อนคาสิโนที่ใช้หลักการเดียวกันในการทำให้ผู้คนเสพติด เพราะผู้เล่นไม่มีโอกาสรู้เลยว่าการดึงคันโยกครั้งไหนจะได้รางวัล แต่ความเป็นไปได้ที่จะได้รับรางวัลยังมีอยู่เสมอ ทำให้พวกเขายังคงดึงคันโยกและนั่งเฝ้าตู้สล็อตแมชชินกันคนละหลายๆชั่วโมงเพื่อคาดหวังต่อรางวัลที่จะได้รับซึ่งโซเชียลมีเดียก็ใช้เทคนิคที่ไม่ต่างกัน เพราะนักออกแบบแพลตฟอร์มได้ศึกษาเทคนิคจากสล็อตแมชชินมาแล้วเป็นอย่างดีก่อนที่จะนำมาใช้ออกแบบแอปพลิเคชันของพวกเขา ดังนั้นเราจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโพสต์ต่อไปของเราจะได้รับยอดไลค์มากมายเมื่อไหร่หรือหรือคลิปที่น่าสนใจเป็นพิเศษจะปรากฏในฟีดของเราเวลาใด
ความไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาของความคาดหวังในรางวัลของมนุษย์จึงอาจกระตุ้นให้ผู้คนคาดหวังกับโอกาสที่จะได้รับรางวัลมากกว่าตัวรางวัลเองเสียอีก ซึ่งแปลว่าเพียงแค่ความเป็นไปได้ที่จะได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับคอนเทนต์ใหม่ๆ ก็สามารถกระตุ้นการหลั่งสารโดพามีนจนทำให้เราอยากวิ่งเข้าหาสมาร์ทโฟนของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า เทคนิคเช่นนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเสพติดของโซเชียลมีเดียนั่นเอง
แพลตฟอร์มกำลังเปลี่ยนโครงสร้างทางสมองของคุณ
ในขณะที่คุณกำลังเพลิดเพลินอยู่กับคลิปที่น่าตื่นเต้นหรือคอนเทนต์ใหม่ๆที่ถูกฟีดเข้ามาบนหน้าจอจนทำให้คุณไม่สามารถละสายตาไปจากจอได้และคุณรู้สึกว่าเป็นพฤติกรรมปกติที่ต้องทำเมื่ออยู่หน้าจอสมาร์ทโฟน แต่คุณไม่รู้เลยว่านักพัฒนาแพลตฟอร์มกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างสมองของคุณอยู่ เมื่อใดก็ตามที่คุณกำลังทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่ากับว่าคุณกำลังทำให้โครงสร้างทางสมองของตัวเองเปลี่ยนไป ในทางวิชาการเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “การปรับโครงสร้างสมอง” (Brain rewiring) ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวงจรประสาทของสมองโดยใช้ความยืดหยุ่นของระบบประสาทในการสร้างทางเชื่อมต่อใหม่ๆเพื่อเปลี่ยนนิสัย ความคิดหรือรักษาอาการบาดเจ็บทางจิตใจด้วยการฝึกฝนพฤติกรรมใหม่ๆ
พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียจึงเป็นพฤติกรรมที่ทำให้สมองของคุณเปลี่ยนไปได้เช่นกัน Chamate Palihapitiya อดีตผู้บริหารของเฟซบุ๊กเคยพูดถึงโซเชียลมีเดียเอาไว้ว่า “ คุณไม่รู้หรอกว่า คุณกำลังถูกโปรแกรมอยู่” (You don’t know you are being programmed)
สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลังจากการใช้เวลาอยู่บนหน้าจอเป็นประจำคือ ความรู้สึกว่าสมาธิในการจดจ่อกับ งานที่กำลังทำ การอ่านหนังสือ การเรียน หรือแม้แต่ความสนใจต่อคนรอบข้างกลับลดลง อันเป็นผลจากสมองถูกแฮกจนทำให้ ช่วงความสนใจ(Attention span) ของเราลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากการออกแบบของผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่ตั้งใจจะขโมยความสนใจของเราไป
เราอาจลองพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่าเราสูญเสียสมาธิหรือไม่โดยการดูคลิปสั้นๆหรือคลิปที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วๆ เช่น คลิปบน TikTok Reels หรือ YouTube Short เมื่อเราดูคลิปเหล่านี้และทันทีที่เรารู้สึกเบื่อหรือรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของคอนเทนต์ช้าไม่ทันใจ เรามักจะเลื่อนหน้าจอเพื่อไปหาคอนเทนต์ใหม่ๆในทันทีโดยไม่รู้ตัวว่าเหตุใดเราจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้และเมื่อเราเสพคอนเทนต์ประเภทนี้ไปเรื่อยๆเราจะไม่มีสมาธิที่จะพูดคุยหรือสนใจผู้คนในโลกแห่งความจริงเพราะคนในโลกจริงไม่ได้เคลื่อนไหวได้เร็วเท่าหรือให้ความเพลิดเพลินได้มากเท่าคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม TikTok Reels หรืออินสตาแกรม
มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการสูญเสียสมาธิซึ่งพบว่าเมื่อใดก็ตามที่เราถูกขัดจังหวะจากงานที่กำลังจดจ่ออยู่ด้วยความสนใจ เราต้องใช้เวลามากถึง 25 นาทีกว่าจะกลับมาสู่ความสนใจดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียสมาธิของเด็กจะมีผลต่อการเรียนของเด็กอย่างมาก จากการศึกษาพบว่าเด็กอเมริกันที่พกสมาร์ทโฟนจะได้รับการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆมากถึง 230 ครั้งต่อวันและสัญญาณเตือนเกือบ 60 ครั้งเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในโรงเรียน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งในการสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดการใช้สมาร์ทโฟนในหลายประเทศ
เขารู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มักบอกกับคนทั่วไปว่า พวกเขาจะทำดีต่อสังคมและมักพูดเสมอว่าบริการของพวกเขาเป็นมิตรต่อสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นบริการที่ปลอดภัยต่อเด็ก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta เคยกล่าวตอบโต้เมื่อมีผู้เปิดเผยเอกสารลับภายในของเฟซบุ๊กว่า “ สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือ ทุกอย่างที่เราสร้างขึ้นต้องปลอดภัยและดีต่อเด็ก” แพลตฟอร์มอื่นๆล้วนแต่หยอดคำหวานให้สังคมเชื่อว่าบริการของพวกเขาปลอดภัยต่อสังคมเช่นเดียวกัน
แต่ความจริงแล้วพวกเขากลับทำตรงกันข้าม คนเหล่านี้รู้อยู่เต็มอกว่าบริการของพวกเขากำลังทำร้ายเด็กๆและคนทั่วไป แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้กลับปกปิดและเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นความลับโดยไม่ให้ใครรู้ พวกเขาเชิญชวนให้ผู้คนเข้าใช้บริการต่างๆบนแพลตฟอร์มที่ใครต่อใครสามารถเข้าถึงได้ แต่พวกเขากลับไม่ยอมให้ลูกๆตัวเองเข้าถึงบริการบนแพลตฟอร์มที่พวกเขาเป็นเจ้าของอย่างอิสระเสรีเหมือนลูกคนอื่น
- CEO ของ TikTok ไม่ยอมให้ลูกๆเล่น TikTok เพราะเขาเห็นว่าลูกๆยังเล็กเกินไปที่จะเสพสื่อประเภทนี้
- CEO ของ Snapchat จำกัดเวลาหน้าจอลูกๆของเขาไว้ที่ 90 นาที ต่อวัน
- ผู้สร้างเกม Strom 8 ไม่ยอมให้ลูกๆเล่นเกมที่เขาพัฒนาขึ้น เพราะเขารู้ว่าเทคนิคที่เขานำมาใช้พัฒนาเกมนั้นนำไปสู่การเสพติดได้ เขาจึงไม่ยอมให้ลูกๆของเขาเสี่ยงที่จะเล่นกับเกม Strom 8
- นักเทคโนโลยีบางคนถึงกับต้องระบุในสัญญาว่าพี่เลี้ยงเด็กจะต้องไม่ให้เด็กเข้าถึงสมาร์ทโฟน เกมและจอทุกประเภท(4)
เอกสารลับภายในของอินสตาแกรมได้อธิบายถึงผลกระทบจากการใช้อินสตาแกรมว่า “บริการของเราสามารถทำให้ภาพลักษณ์ของวัยรุ่นหญิง 1 ใน 3 คน แย่ลงได้” และ “พวกวัยรุ่นบอกกับเราว่า พวกเขาไม่ชอบช่วงเวลาที่สูญเสียไปบนแพลตฟอร์มอินสตาแกรมและรู้สึกว่าการเล่นอินสตาแกรมเป็นเหมือนการเสพติดและรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาสัมผัสบนอินสตาแกรม ทำให้สุขภาพจิตแย่ลง แต่พวกเขากลับไม่สามารถที่จะหยุดเล่นได้” ในทำนองเดียวกันงานวิจัยของ TikTok พบว่าผู้ที่ใช้เวลากับ TikTok นานๆในแต่ละวันจะรู้สึกมีความกังวลและพบกับความยากลำบากในการคิด การจำสิ่งต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยเชิงลึกกับผู้คน(4)
พวกแพลตฟอร์มรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของตัวเองที่เข้าข่ายเป็นภัยต่อผู้ใช้ แต่กลับไม่เคยแก้ปัญหาอย่างจริงจังจนทำให้ปัญหาหมักหมมกลายเป็นดินพอกหางหมูที่เป็นภาระของ ผู้ใช้บริการ ผู้ปกครองเด็ก ผู้กำกับดูแลสื่อและรัฐบาลของประเทศต่างๆที่ต้องหามาตรการแก้ปัญหากันเอง
อาการที่สมองถูกแฮก
ผู้ใช้โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าสมองของตัวเองกำลังถูกแฮก เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะใช้โซเชียลมีเดียกลมกลืนไปกับพฤติกรรมปกติของคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณมีอาการต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานว่า สมองของคุณมีโอกาสถูกแฮกจากกระบวนการออกแบบของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไปแล้ว
- มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองกลัวตกกระแสหรือกลัวพลาดโอกาสที่จะรับข่าวสารที่คนอื่นได้รับรู้บนโลกออนไลน์ซึ่งเรียกอาการนี้ว่า FOMO(Fear of Missing Out)
- มีความรู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่มีความพึงพอใจ เพราะความตื่นเต้นที่ได้รับมักจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คุณตกอยู่ในภาวะไม่พึงพอใจหรืออาจอยู่ในภาวะไร้ความสุข
- มีความรู้สึกว่าชีวิตจริงเป็นชีวิตที่น่าเบื่อ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกตื่นเต้นเมื่อให้เห็นคอนเทนต์บนจอ คุณจะรู้สึกยากลำบากที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งอื่นๆในโลกความเป็นจริงและต้องการชีวิตบนหน้าจอมากขึ้น
- ไม่รู้ตัวเองว่าได้สูญเสียเวลาไปมากน้อยเพียงใด แพลตฟอร์มทุกประเภทออกแบบเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้ใช้อยู่กับแพลตฟอร์มนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนผู้ใช้ไม่รู้สึกว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไร จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดเกมจึงถูกออกแบบให้มีการเล่นหลายระดับหรือเหตุใดฟีดบนโซเชียลมีเดียจึงป้อนเข้ามาบนหน้าจอโทรศัพท์ให้เราดูไม่มีวันจบสิ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มโดยไม่รู้ตัวว่าเราใช้เวลาไปกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง
มนุษย์กำลังอยู่ในโลกที่โซเชียลมีเดียกุมอำนาจทาง เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสามารถควบคุมการใช้ชีวิตของผู้คนให้อยู่ในกำมือของพวกเขาแทบจะเบ็ดเสร็จ พลังของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนเกือบทั้งโลกต้องพึ่งพาเท่านั้น แต่พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวข้อมูลทุกอย่างที่เป็นของตัวเราแปรเปลี่ยนให้เป็นผลกำไร รวมทั้งมีส่วนบิดเบือนสมองของคนเราจนทำให้ความคิดและพฤติกรรมเปลี่ยนไปและแพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังแสดงบทบาทที่เกินขอบเขตของคำว่าสื่อหรือบริษัทโฆษณาโดยขาดความรับผิดชอบที่แพลตฟอร์มควรกระทำ โซเชียลมีเดียจึงเป็นเหมือนดาบสองคมที่เราต้องรู้ทันและใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของโซเชียลมีเดียจนลืมความสัมพันธ์ มิตรภาพ ความอิสระและความสนุกสนานรื่นเริงในชีวิตจริงที่คุณไม่อาจหาได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดๆ
บทความโดย :
พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร
อ้างอิง :
1.Social Warming โดย Charles Arthur
2.Harvard Business School ,November 12, 2020
3.https://isudio.wordpress.com/2025/08/03/the-lethe-effect-memory-time-and-the-theft-of-attention/
4.The Amazing Generation โดย Jonathan Haidt และ Catherine Price
ภาพประกอบ :
https://thedecisionlab.com/newsletters/social-media-doesnt-have-to-hurt-your-brain

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา