
“…เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จากการประกอบกิจการของจำเลย ความเสียหายได้ขยายวงกว้าง กระทบถึงระบบนิเวศ อาชีพเกษตรกรรม และโครงสร้างทางสังคมของชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูที่ครอบคลุมและเป็นระบบ…”
....................................
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ สว2/2559 คดีหมายเลขแดงที่ สว3/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ น.ส.สื่อกัญญา หรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้าน จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ต่อ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ สร้างผลกระทบในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี
โดยศาลฯ พิพากษาให้ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม และต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลย เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค
ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย กับกำหนดให้จำเลยเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นเงิน 40,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทั้งนี้ หากปรากฎว่าโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาอาการหลังจากวันฟ้องจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก จึงสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง อย่างไรก็ดี ล่าสุด บมจ.อัครา รีซอร์สเซส ได้อุทธรณ์ในคดีนี้ไปแล้ว
โดยใน 2 ตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาของศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม (ศาลชั้นต้น) ในคดีนี้ไปแล้ว 4 ประเด็นจากทั้งหมด 7 ประเด็น ได้แก่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ,ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ,ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และการทำเหมืองแร่ของจำเลยก่อให้เกิดการแพร่กระจายของสารพิษและโลหะหนักสู่แหล่งน้ำ พื้นที่ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม หรือเกิดเสียงดัง สั่นสะเทือนต่อพื้นที่ชุมชนหรือไม่
ในตอนสุดท้ายนี้ สำนักข่าวอิศรา จึงขอนำเสนอคำวินิจฉัยของศาลฯ ในประเด็น 3 ประเด็นสุดท้าย ได้แก่ โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายทางร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตชุมชนถูกทำลาย จากสารพิษและโลหะหนัก หรือเสียงดังและการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่
จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม รวมทั้งต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่ เพียงใด และจำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ ประเพณี และวิถีชีวิตหรือไม่ ตลอดจนคำพิพากษาของศาลฯ ดังนี้
@‘ชาวบ้าน’ได้รับผลกระทบ‘สุขภาพ-วิถีชีวิต’จากการทำเหมือง
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 5 มีว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายทางร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตชุมชนถูกทำลาย จากสารพิษและโลหะหนัก หรือเสียงดัง และการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่
ในประเด็นนี้ โจทก์ทั้งสี่มีตัวโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่ม เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ภายหลังจากจำเลยเริ่มประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำแล้ว
โจทก์และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งอาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ประทานบัตรเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของสภาพแวดล้อม น้ำในลำคลองสาธารณะและน้ำบาดาลที่เคยใช้บริโภค มีลักษณะขุ่นมัว มีกลิ่นเหม็น และเมื่อนำไปรดพืชผลทางการเกษตร พบว่าพืชผักเหี่ยวเฉาและยืนต้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
โจทก์และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งอาศัยอยู่รอบพื้นที่ประทานบัตร ได้รับความเดือดร้อนจากการปนเปื้อนของสารพิษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และน้ำประปาชุมชน มีสารพิษปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้ดื่มกินได้ตามปกติ
ส่วนที่ดินและผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากการปนเปื้อนสารพิษในดิน ทำให้ผลผลิตขายไม่ได้ราคา พืชผลยืนต้นตาย และแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น คลองล่องหอย คลองสายรุ้ง และอ่างเก็บน้ำเขาหม้อ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป ทำให้โจทก์และสมาชิกกลุ่ม มีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำถังมาอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น
และมีพยานผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความสนับสนุนว่า ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างทางสิ่งแวดล้อมและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พบว่าดินและแหล่งน้ำในบริเวณรอบเหมืองแร่ของจำเลย มีค่าสารหนูและแมงกานีสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม
และตั้งแต่จำเลยเริ่มดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำแบบเหมืองเปิด มีการระเบิดหินและใช้เครื่องจักรหนักจนก่อให้เกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองโลหะหนักฟุ้งกระจายไปตามกระแสลม
สมาชิกกลุ่มเกิดความทุกข์ทรมานทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่จำเลยเริ่มกิจการ โดยมีอาการป่วยที่เป็นอัตลักษณ์เดียวกันในกลุ่มชาวบ้าน อาทิ มีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และผื่นคันตามผิวหนัง แขนขาไม่มีแรง และมีภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง
ในส่วนของความเสียหายต่อร่างกายและสุขภาพอนามัยนั้น โจทก์มีพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม เบิกความประกอบผลการตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์และสมาชิกกลุ่มว่า พบชาวบ้านมีปริมาณโลหะหนักสะสมในร่างกายเกินเกณฑ์
พยานโจทก์ ที่เป็นสมาชิกกลุ่มเบิกความว่า ตนเองและคนในครอบครัวมีอาการผื่นคันตามตัว แผลพุพองที่ไม่ยอมหาย และบางรายมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของพิษจากโลหะหนักสะสม
ส่วนจำเลยนำสืบต่อสู้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาชีวอนามัย และผู้บริหารของบริษัทจำเลย เบิกความใทำนองเดียวกันว่า ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ จำเลยได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด
มีการติดตั้งระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศ เสียง และความสั่นสะเทือนตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยอ้างเอกสารรายงานผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมที่ส่งต่อหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันว่า ค่าที่ตรวจพบส่วนใหญ่ไม่เกินมาตรฐานตาที่รัฐกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีพยานผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและด้านการแพทย์ เข้าเบิกความ เพื่อทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ โดยโต้แย้งข้อเท็จจริงว่า สารหนูหรือแมงกานีสที่โจทก์อ้างว่า ตรวจพบในร่างกายและในแหล่งน้ำนั้น อาจเป็นสารที่ปนเปื้อนอยู่แล้วตามสภาพธรณีวิทยาของพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งแร่ธรรมชาติ
หรืออาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารทะเล และการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมของชาวบ้านเอง ตามประวัติสุขภาพของชาวบ้านบางรายในช่วงที่เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ซึ่งมีผลการตรวจร่างกายปกติ ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น จึงมิได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมทำเหมืองของจำเลย
เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคล ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มโจทก์และชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่ประทานบัตรเหมืองแร่ เบิกความประกอบรายงานจากหน่วยงานกลางของรัฐที่ตรวจสอบ พบว่า การปนเปื้อนของสารไซยาไนด์และโลหะหนักในแหล่งน้ำสาธารณะ ตลอดจนในพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน นับตั้งแต่จำเลยเริ่มดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำแบบเหมืองเปิด มีการใช้วัตถุระเบิดและเครื่องจักรหนัก ทำให้เกิดฝุ่นละอองและเสียงดัง
พยานโจทก์เบิกความยืนยันถึงความเจ็บป่วยทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ อาการไข้ ปวดเมื่อย แผลพุพอง และผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คือ รายงานการตรวจวิเคราะห์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถือ
โดยรายงานดังกล่าวระบุผลการสุ่มตรวจเลือดและปัสสาวะของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม พบสารหนูในปัสสาวะและสารแมงกานีสในเลือดสูงเกินกว่าคำมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ และตรวจพบความเสียหายต่อดีเอ็นเอของกลุ่มพยาน ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ร่างกายได้รับสารพิษสะสมเป็นเวลานานจนส่งผลต่อระดับพันธุกรรม
เมื่อพยานโจทก์ประกอบด้วยพยานบุคคลผู้ได้รับผลกระทบจริง พยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานเอกสารจากหน่วยงานรัฐที่เป็นกลาง จึงมีความน่าเชื่อถือ
ในด้านความเสียหายต่อทรัพย์สินและวิถีชีวิต โจทก์มีพยานบุคคลเบิกความประกอบรายงานวิจัยจากหน่วยงานรัฐ เบิกความว่า กิจกรรมทำเหมืองของจำเลย ทำให้สารไซยาไนด์และโลหะหนักรั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่
และพัดพาจากหน้าดินลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะรอบพื้นที่ ได้แก่ คลองล่องหอย คลองสายรุ้ง และอ่างเก็บน้ำเขาหม้อ น้ำประปาและน้ำในลำคลองปนเปื้อนสารพิษ จนไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ ทำให้ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำถังมาใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
อีกทั้งที่ดินเกษตรกรรมเสื่อมสภาพ เนื่องจากการสะสมของโลหะหนักในดิน ทำให้พืชผลทางการเกษตรยืนต้นตาย หรือมีสารพิษตกค้างจนไม่สามารถจำหน่ายได้ตามราคาตลาด วิถีชีวิตเกษตรกรรมที่เคยพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติรอบเหมือง จึงถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวสอดคล้องกัน ทั้งพยานบุคคลที่ได้รับผลกระทบจริง และพยานเอกสารทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานของรัฐ พยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีน้ำหนักรับฟังได้
ส่วนที่จำเลยจะนำสืบต่อสู้ว่า อาการดังกล่าวอาจเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารทะเลหรือสภาพทางธรณีวิทยาเดิมของพื้นที่ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาว่า ผลการตรวจวิเคราะห์พบโลหะหนักชนิดเดียวกับที่ใช้ในกระบวนการแต่งแร่ของจำเลย และไม่ปรากฏแหล่งกำเนิดมลพิษอื่นใดในบริเวณใกล้เคียง ที่จะก่อให้เกิดมลพิษในปริมาณมากเช่นนี้ได้
แม้จะมีการอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อโต้แย้งที่มาของสารพิษว่า อาจมาจากสภาพธรณีวิทยาเดิมหรือพฤติกรรมการบริโภคของชาวบ้าน แต่คำเบิกความของพยานจำเลย เป็นเพียงการคาดคะเนถึงความเป็นไปได้อื่นๆ และเป็นการมุ่งเน้นเพื่อทำลายน้ำหนักรายงานวิจัย หรือผลการตรวจของโจทก์เป็นรายชิ้นเท่านั้น
โดยจำเลยไม่สามารถนำสืบชี้ชัดหรือแสดงพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า พยานหลักฐานโจทก์ว่า สารพิษและโลหะหนักปริมาณมหาศาลที่ตรวจพบนั้น มีแหล่งกำเนิดมาจากที่อื่นใด ที่มิใช่กิจกรรมทำเหมืองและการรั่วไหลจากบ่อกักกากแร่ของจำเลย
ทั้งเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 96 กำหนดความรับผิดทางแพ่งไว้ว่า หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของมลพิษจากแหล่งกำเนิดมลพิษ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้น จะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม อันเป็นหลักความรับผิดเด็ดขาด เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องรับผิดโดยเคร่งครัด
เมื่อโจทก์มีพยานผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองจนพบหลักฐานการรั่วไหลของสารอันตราย จนก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชน และมีพยานยืนยันผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ถือว่าโจทก์พิสูจน์ได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจากมลพิษที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษแล้ว
ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลยที่จะต้องพิสูจน์ข้อยกเว้นความรับผิด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 96 โดยต้องพิสูจน์ให้แจ้งชัดว่ามลพิษไม่ได้มาจากตน
อาศัยหลักความระมัดระวังในคดีสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความเสียหายปรากฏแก่สุขภาพประชาชน และมีความเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ แม้จำเลยจะพยายามทักท้วงในรายละเอียดปลีกย่อยทางเทคนิค แต่จำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเรื่องการรั่วไหลที่ตรวจพบหน้างานได้
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 กำหนดให้ผู้ที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโพรมหรือปนเปื้อน ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู
เมื่อดิน คือ ปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม การที่ดินปนเปื้อนสารพิษจากการรั่วไหลและฝุ่นละอองของเหมืองแร่จำเลย จนโจทก์และสมาชิกกลุ่มไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างปลอดภัย พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นการทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายและเป็นการละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด
การประกอบกิจการของจำเลยก่อให้เกิดการแพร่กระจายและสะสมของสารพิษและโลหะหนักในดินและพื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์
ทั้งในคดีสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างสิทธิในการประกอบธุรกิจกับสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชน เมื่อพิจารณาจากลักษณะการประกอบกิจการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเหนือที่ดินที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนรอบข้าง
จำเลยมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด มิให้กิจกรรมของตนสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามหลักความระมัดระวังและหลักความสมดุลระหว่างสิทธิในการประกอบธุรกิจกับสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยดังกล่าวว่า จำเลยประกอบกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น
พยานหลักฐานของจำเลย จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบกันมา ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานกลางของรัฐได้ว่า มลพิษมาจากแหล่งกำเนิดเหมืองแร่ของจำเลยได้แพร่กระจายไปสู่สิ่งแวดล้อม จนทำให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเจ็บป่วยทางร่างกาย และไม่อาจใช้ประโยชน์จากที่ดินและแหล่งน้ำได้ตามปกติสุข พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายทางร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตชุมชนถูกทำลาย จากสารพิษและโลหะหนัก หรือเสียงดังและการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ของจำเลย
@สั่ง‘อัคราฯ’ชดใช้สินไหมฯ‘ผู้ได้รับผลกระทบ’-ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 6 มีว่า จำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม รวมทั้งต้องแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของจำเลยหรือไม่ เพียงใด
เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยในเบื้องต้นแล้วว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายจากการประกอบกิจการของจำเลยจริง และความเสียหายดังกล่าว มีมูลเหตุมาจากการกระทำของจำเลยโดยตรง ตามหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด ตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
ส่วนที่โจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนแก่สมาชิกกลุ่มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์และสมาชิกกลุ่มที่ได้รับความเจ็บป่วยหรือมีอาการผิดปกติ จะไม่สามารถนำสืบได้ชัดเจนว่า เกิดโรคใดจากผลกระทบดังกล่าว แต่การที่โจทก์และสมาชิกกลุ่มได้รับสารพิษร่างกาย ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของโจทก์และสมาชิกกลุ่มแล้ว
แม้โจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงค่าเสียหายดังกล่าวได้ชัดเจน แต่ศาลเห็นสมควรกำหนดจำนวนเงินให้สอดคล้องกับพยานหลักฐานและความเหมาะสม
โดยใช้จำนวนสมาชิกกลุ่มที่ตรวจพบสารพิษในร่างกายและผ่านการตรวจร่างกายมาแล้ว ตามตารางที่ 2.1 ถึง 2.4 เอกสารแบบท้ายคำแถลงของทนายโจทก์ของกลุ่ม ฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2565 จำนวน 382 ราย เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยแบ่งประเภทค่าเสียหาย
ในส่วนค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจนั้น เห็นว่า การที่มีสารพิษสะสมในร่างกาย ย่อมก่อให้เกิดความกังวลใจและความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียสุขภาพที่ดี อันเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าได้ยาก โดยพิจารณาให้ตามเกณฑ์อายุและระดับการปนเปื้อน
สมาชิกกลุ่มที่มีอายุตั้งแค่ 15 ปีลงมา และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์ค่าปกติ ให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 200,000 บาท
โจทก์ที่ 4 และสมาชิกกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์ค่าปกติ ให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 100,000 บาท
สมาชิกกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีลงมา และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ค่าปกติ ให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 100,000 บาท
โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และสมาชิกกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ค่าปกติ ให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 50,000 บาท
ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรคนั้น การที่ต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของโรคภัยจากสารพิษที่อาจแสดงอาการในระยะยาว เป็นความทุกข์ทางจิตใจและต่อเนื่อง
โจทก์ที่ 4 และสมาชิกกลุ่ม ที่ตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์ค่าปกติ ให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 20,000 บาท สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และสมาชิกกลุ่ม ที่ตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ค่าปกติให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 10,000 บาท
ส่วนที่โจทก์เรียกค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะนั้น โจทก์และสมาชิกกลุ่ม ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการตรวจสุขภาพและเฝ้าระวังโรค แต่พยานหลักฐานเกี่ยวกับรายจ่ายจริงไม่ชัดเจน จึงเห็นสมควรกำหนดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มทุกคน ที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกาย รายละ 5,000 บาท
ส่วนค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี นั้น เนื่องจากเป็นความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งยังไม่แน่นอน หากสมาชิกกลุ่มผู้ใดมีค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมที่พิสูจน์ได้ว่า เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสารพิษจากจำเลย ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกเพิ่มเติมได้ในโอกาสต่อไป จึงยังไม่เห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในลักษณะรายปี เป็นเวลา 10 ปี ตามที่โจทก์ขอ
แต่อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่า โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และต้องรักษาอาการหลังจากวันพิพากษาจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก
ดังนั้น เมื่อในเวลาที่พิพากษาคดี จึงเห็นเป็นพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ชัดว่า ความเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มได้รับนั้น มีแท้จริงเพียงใด จึงมีอำนาจที่จะกล่าวในคำพิพากษาว่า ยังสงวนไว้ ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง ให้อำนาจไว้ได้
ส่วนที่โจทก์เรียกค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2558 นั้น การที่แหล่งน้ำและพืชผักในพื้นที่ปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ย่อมก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มในการซื้อหาน้ำดื่มและอาหารจากแหล่งอื่น จึงเห็นสมควรกำหนดจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มทุกคน เป็นเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายรายละ 5,000 บาท
ส่วนที่โจทก์เรียกค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพต่อเนื่องนับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปี นั้น หากสภาพแวดล้อมยังไม่ได้รับการฟื้นฟู สมาชิกกลุ่มยังสามารถฟ้องคดีใหม่ได้ จึงยังไม่สมควรกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
ส่วนที่โจทก์เรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลายนั้น การที่แหล่งน้ำธรรมชาติและวิถีชีวิต อันเป็นหลักประกันการดำรงชีพถูกทำลาย เป็นความเสียหายร้ายแรงที่ต้องได้รับการชดเชย จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มทุกคนรายละ 5,000 บาท
นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จากการประกอบกิจการของจำเลย ความเสียหายได้ขยายวงกว้าง กระทบถึงระบบนิเวศ อาชีพเกษตรกรรม และโครงสร้างทางสังคมของชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูที่ครอบคลุมและเป็นระบบ
ให้จำเลยแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่ดินของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม และคลองสาธารณะรอบพื้นที่ประทานบัตรการทำเหมืองทองคำ ให้กลับสู่สภาพเดิมปราศจากการปนเปื้อนของสารพิษ และกลบหลุมเหมืองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองทั้งสิ้น ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลจากหน่วยงานราชการ
จึงกำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ได้แก่ ให้จำเลยบำบัดและฟื้นฟูดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ตลอดจนคลองสาธารณะโดยรอบพื้นที่เหมือง คลองล่องหอย คลองสายรุ้ง และอ่างเก็บน้ำเขาหม้อ ให้มีคุณภาพปลอดจากสารปนเปื้อนและเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตเดิม
ให้จำเลยดำเนินการกลบหลุมเหมืองบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และปรับสภาพภูมิทัศน์ บริเวณบ่อเหมืองและบ่อกักเก็บกากแร่ทุกแห่ง ให้มีความปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และรับรองผล โดยคณะกรรมการติดตามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
@‘ศาลฯ’ชี้‘อัคราฯ’ไม่ต้องจ่ายเงินเข้า‘กองทุนฟื้นฟูทรัพยากรฯ’
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 7 มีว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ ประเพณี และวิถีชีวิต หรือไม่
เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่มีการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/14 ถึง 222/49 เพื่อรวมบรรดาคำฟ้องของบุคคลหลายคน ซึ่งมีข้อโต้แย้งหรือข้อกฎหมายร่วมกัน อันเกิดจากข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อย่างเดียวกัน โดยมุ่งหมายให้การเยียวยาเฉพาะแก่สมาชิกกลุ่มที่เข้ามาในคดีและพิสูจน์ความเสียหายของตน
เมื่อคดีนี้ศาลได้วินิจฉัยในเบื้องต้น แล้วมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในหลายประเด็น ซึ่งครอบคลุมค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ครอบคลุมความเสียหายจากการที่ที่ดินและแหล่งน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย ค่าเสื่อมสภาพจิตใจและค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย ได้ครอบคลุมถึงความทุกข์ทรมานและความหวาดวิตก จากการสูญเสียวิถีชีวิตและความมั่นคงในอาชีพ
การสั่งให้จำเลยแก้ไขฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโดยตรง ถือเป็นมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหาย
ดังนั้น การสั่งให้จ่ายเงินเพิ่มเข้าไปในกองทุนอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกับกองทุน และบริหารกองทุนเป็นกระบวนการทางปกครองที่มีกฎหมายกำหนดไว้แล้ว รัฐได้มีกลไกและกองทุนตามกฎหมายหลายฉบับเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาชุมชน ซึ่งมีกระบวนการจัดสรรเงิน การบริหารกองทุน และการติดดามผล อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน
การที่ศาลจะสั่งให้จำเลยจ่ายเงินเข้าไปในกองทุนที่โจทก์ขอให้ตั้งขึ้นใหม่ โจทก์ต้องมีความชัดเจนในการขอจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเสียก่อน
แต่ในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่ได้นำสืบหรือแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ไม่มีแผนงานกระบวนการจัดตั้งกองทุน ไม่มีกลไกการบริหารที่ชัดเจน และไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลจากรัฐ ย่อมอาจเกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ความไม่โปร่งใส และความไม่คุ้มค่าของเงินที่ใช้จ่าย อันไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจริง
กรณีจึงไม่เห็นสมควรให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ ประเพณี และวิถีชีวิต ตามที่โจทก์ขอ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเช้ากองทุนตามคำขอของโจทก์ด้วย ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้
@สั่งชดใช้ฯ‘ค่าเสื่อมสุขภาพฯ-ขาดปย.’ กลบ‘บ่อกักการแร่’ที่ 1
พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ตามรายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ 50,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกาย 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย 5,000 บาท
ให้ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 ตามรายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ 50,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกาย 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย 5,000 บาท
ให้ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 ตามรายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ 50,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกาย 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย 5,000 บาท
ให้ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 4 ตามรายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ 100,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรค 20,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลและค่าหาหนะที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกาย 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลาย 5,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสี่นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมยายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกิน 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสี่ขอ
และให้ชำระเงินแก่สมาชิกกลุ่มตามบัญชีรายชื่อในตารางที่ 2.1 ถึง 2.4 เอกสารแบบท้ายคำแถลงของทนายโจทก์ของกลุ่มฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 ดังนี้
ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยที่ได้รับทุกขเวทนาด้านร่างกายและจิตใจ
สมาชิกกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีลงมา และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินค่าปกติรายละ 200,000 บาท ให้ชำระเงินแก่สมาชิกกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์ค่าปกติรายละ 100,000 บาท ให้ชำระเงินแก่สมาชิกกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีลงมา และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ปกติรายละ 100,000 บาท
ให้ชำระเงินแก่สมาชิกกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ค่าปกติรายละ 50,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพด้านจิตใจ ความหวาดกลัวและหวั่นวิตกจากการเกิดโรคแก่สมาชิกกลุ่มที่ตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายเกินเกณฑ์ค่าปกติให้ได้รับค่าสินไหมทมทดแทนรายละ 20,000 บาท
ค่าความทุกข์ทางจิตใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสมาชิกกลุ่ม ที่ตรวจพบสารพิษโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์ค่าปกติให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะแก่สมาชิกกลุ่มทุกคนที่ได้รับการตรวจพบสารพิษในร่างกายรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2558 แก่สมาชิกกลุ่มทุกคนรายละ 5,000 บาท
ค่าขาดประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแหล่งน้ำและวิถีชีวิตเกษตรกรรมถูกทำลายแก่สมาชิกกลุ่มทุกคนรายละ 5,000 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชำระให้แก่สมาชิกกลุ่มแต่ละราย นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2559) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกิน 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ
ทั้งนี้ หากปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่และสมาชิกกลุ่มคนใดเกิดความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและต้องรักษาอาการหลังจากวันพิพากษาจะต้องรักษาต่อเนื่องกันไปอีก จึงยังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคสอง
และกำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในการดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ได้แก่ ให้จำเลยดำเนินการบำบัดและฟื้นฟูดินและน้ำ ในพื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ตลอดจนคลองสาธารณะโดยรอบพื้นที่เหมือง คลองล่องหอย คลองสายรุ้ง และอ่างเก็บน้ำเขาหม้อ ให้มีคุณภาพปลอดจากสารปนเปื้อนและเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตเดิม
ให้จำเลยดำเนินการกลบหลุมเหมืองบ่อกักเก็บกากแร่ที่ 1 และปรับสภาพภูมิทัศน์ บริเวณบ่อเหมืองและบ่อกักเก็บกากแร่ทุกแห่ง ให้มีความปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และรับรองผลโดยคณะกรรมการติดตามจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งที่งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท และให้จำเลยชำระเงินรางวัลแก่ทนายความเป็นเงิน 200,000 บาท รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนิบคดีแบบกลุ่มตามบัญชีค่าใช้จ่ายที่ทนายโจทก์ของกลุ่มเสนอต่อศาลฉบับบลงวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เป็นเงิน 1,365,000 บาท ให้แก่ทนายโจทก์ของกลุ่ม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการ คำขออื่นบอกจากนี้ให้ยก
จากนี้จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฯจะมีคำพิพากษาอย่างไร และบทสรุปสุดท้ายของ ‘คดีเหมืองทองอัคราฯ’ ในคดีนี้ จะเป็นอย่างไร?
อ่านประกอบ :
ฉบับเต็ม!คดีสั่ง‘อัคราฯ’ชดใช้ฯ(2) บ่อกักกากแร่‘รั่ว’-แพร่สารพิษสู่ชาวบ้าน เสียหายลึกถึง DNA
ฉบับเต็ม!คดีสั่ง‘อัคราฯ’ชดใช้ฯ(1) อายุความไม่เริ่มนับ ตราบเท่าที่‘กระทำละเมิด’ยังดำเนินอยู่
ไม่รับไว้พิจารณา! ป.ป.ช.ตีตกกล่าวหา‘สุริยะ-พวก’ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปม‘อัคราฯ’ขุดถนนหลวง
ศาลฯสั่ง‘บ.อัคราฯ’ชดใช้‘ค่าเสื่อมสุขภาพ-จิตใจ’ชาวบ้าน 386 ราย ได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง
‘ชาวบ้าน’นำ‘ปทส.’ชี้จุดเก็บ‘ตัวอย่างน้ำ’ ประกอบสำนวนคดี‘บ่อเก็บกากแร่’เหมืองทองรั่วปี 58
‘ดีเอสไอ’รับคดี‘บมจ.อัคราฯ’ส่อใช้‘นอมินี’ถือครองที่ดินทำ‘เหมืองทองคำ’เป็น‘คดีพิเศษ’
‘ศาลปค.กลาง’พิพากษายกฟ้อง‘อธิบดี กพร.’สั่ง‘อัคราฯ’แก้ไขปัญหา‘บ่อกักเก็บกากแร่’รั่วซึม
'กลุ่มปฏิรูปเหมืองทองฯ'ร้อง'อสส.' ข้องใจ'อัยการ'ไม่ฟ้อง'บ.อัคราฯ'ข้อหาลักลอบขุดถนนหลวง
อัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา คดีเหมืองทองอัครา ข้อหายึดที่ดินรัฐ-ครอบครองป่า
คดีสั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี ถึงมือ‘อัยการสูงสุด’แล้ว-เร่ง‘ดีเอสไอ’สอบเพิ่มคดีเก่า
DSI แถลงผลคดีพิเศษ 4 ด้าน ยกความสำเร็จปมโรงพัก สตช.-ป.ป.ช.ชี้มูลเหมืองทองอัครา
มีรั้วกั้นเขตแต่ไม่ตรวจสอบ! พลิกคดีออกโฉนด‘บ.อัคราฯ’มิชอบ-ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลฯ
‘ป.ป.ช.’ชี้มูลความผิด‘จนท.รัฐ-บ.อัคราฯ’ คดีออกโฉนดรุกพื้นที่ป่าไม้-ส่งสำนวน‘อัยการ’แล้ว
‘ดีเอสไอ’ตั้งเรื่องสืบสวนฯ กรณีร้องเรียน‘บ.อัคราฯ’ทำสารพิษรั่วไหลออกนอกเหมืองทองคำปี 60
ไม่มีเหตุอันควร! แพร่คำสั่ง‘อัยการสูงสุด’ไม่อุทธรณ์ คดีเปลี่ยนแปลงแผนผังเหมืองทองอัคราฯ
ยกฟ้อง! อดีตอธิบดีกรมอุตฯ-พวก ไฟเขียว บ.อัคราฯ เปลี่ยนผังเหมืองทอง- ป.ป.ช.ค้าน อสส.
DSI สั่งฟ้อง‘บ.อัคราฯ’ข้อหานอมินี-เครือข่ายปชช.จี้‘อัยการ’สาง 4 คดี ชี้ 4 ปีไม่คืบหน้า
เปิดตัว‘สวนสักพัฒนา’เครือ‘อัคราฯ’ ในสำนวน ป.ป.ช.คดีรับเงินเอื้อ บ.เหมืองแร่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา