
“...รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการปฏิรูปประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน...”
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org): เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอภิปรายว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอชี้แจงมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกผันผวนและเสี่ยงต่อการขาดแคลน ซึ่งวิกฤตการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น แต่มีความยืดเยื้อและซับซ้อน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งน้ำมันอย่างช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวถึงผลกระทบว่า จากความขัดแย้งดังกล่าวจะลุกลามสู่กลุ่มสินค้าพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยเคมี และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือสภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกแบบนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเร่งลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด
ในระยะเร่งด่วน นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นด่านแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป ส่วนการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิตนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องเป็นรายได้หลักในการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการของประชาชน รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการดูแลกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นลำดับแรก ได้แก่ ภาคการขนส่งเพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาสินค้า กลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิง และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ย โดยเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงซ้ำรอยปี 2540
นายเอกนิติ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในระยะยาว รัฐบาลมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใน 3 มิติหลัก ดังนี้
-
ความมั่นคง (Security) ซึ่งครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางอาหารและยา โดยประเทศไทยต้องใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมและสมุนไพรไทยในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางการตลาดระดับโลก
-
วิกฤตพลังงาน (Energy Crisis) ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับต่ำจะไม่กลับมาในระยะ 1-2 ปีนี้ เนื่องจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และพลังงานชีวมวลจากอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน (E20, B10, B20) เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งมีนโยบายเปิดรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และระบบ Net Metering เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนแก่รัฐได้
-
เทคโนโลยีและ AI รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างเท่าเทียม โดยจะบูรณาการ AI เข้ากับโครงการภาครัฐ เช่น "คนละครึ่ง Plus" หรือ "แอปพลิเคชันถุงเงิน" เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในการวิเคราะห์ต้นทุน ความต้องการของลูกค้า และเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยในปีที่ผ่านมา มียอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท รัฐบาลกำลังเร่งปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตที่ล่าช้า เพื่อดึงดูดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมกับผลักดันโครงการพัฒนาทักษะฝีมือ (Skill Bridge) เพื่อยกระดับรายได้ของคนไทย
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการปฏิรูปประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน” นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวอภิปรายประเด็นสำคัญและชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้นโยบายรัฐบาลว่า รัฐบาลตระหนักถึงวิกฤตที่มีความซับซ้อนในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง (Disruption) สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยี
นางศุภจี กล่าวว่า ในประเด็นแรก การดูแลค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รัฐบาลมุ่งเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้
-
โครงการระดับมหภาค อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง Plus ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันเสาร์ที่ 18 เมษายนนี้
-
โครงการไทยช่วยไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน โดยร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ นำสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาลดสูงสุดถึง 58%
-
การยกระดับสินค้าชุมชนและ SME บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.) และกระทรวงสาธารณสุข (อย.) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า SME ให้สามารถจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และร้านค้าทั่วประเทศ
-
โครงการธงฟ้า จัดจุดจำหน่ายสินค้า 518 แห่ง และ "ธงฟ้าโมบาย" (รถพุ่มพวง) เพื่อเข้าถึงชุมชนห่างไกล พร้อมมาตรการลดภาระผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม โดยจัดจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนราคาพิเศษในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง
นางศุภจี กล่าวอีกว่า มาตรการเร่งด่วนที่ 2 คือ การควบคุมราคาสินค้าและสินค้าควบคุม โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กำหนดสินค้าควบคุมไว้ 59 รายการ โดยมีมาตรการที่แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า
-
สินค้าควบคุมราคาเด็ดขาด เช่น ปุ๋ย หากจะปรับราคาต้องขออนุญาตล่วงหน้า
-
สินค้าที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา เพื่อให้ภาครัฐมีโอกาสเจรจาตามโครงสร้างต้นทุน
-
สินค้าที่ต้องแจ้งปริมาณสต็อก เช่น เม็ดพลาสติก และน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ ในกรณีน้ำมันปาล์ม รัฐบาลไม่ได้ห้ามการส่งออก แต่กำหนดให้ต้องขออนุญาตเพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศสำหรับการผลิตไบโอดีเซล
-
สินค้าที่ใช้มาตรการบริหารจัดการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ยาและเวชภัณฑ์ บริการขนส่ง และน้ำตาลทราย ซึ่งมีหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล โดยกระทรวงพาณิชย์จะเน้นการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ
นางศุภจี กล่าวถึงสถานการณ์ปุ๋ยว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งที่มีปัญหาด้านการขนส่ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ ปัจจุบันยืนยันว่ายังมีสต็อกเพียงพอจนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยมีมาตรการรองรับดังนี้
-
ส่วนมาตรการด้านราคา โครงการธงเขียวสนับสนุนส่วนลดกระสอบละ 300 บาท และโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่งผ่าน ธกส. เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแม่ปุ๋ยตามสูตรที่เหมาะสมกับสภาพดิน โดยการสนับสนุนของกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน
-
การจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ มีการเจรจานำเข้าแม่ปุ๋ยจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงการเจรจาปล่อยเรือขนส่งปุ๋ยที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ
-
การบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ปรับราคาปุ๋ยโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปิดป้ายราคาแล้ว 48 ราย
ส่วนสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอม นางศุภจี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำผ่านการดูดซับอุปทานออกจากตลาด 10 ล้านลูก ส่งเสริมการแปรรูป และการตรวจสอบนอมินีในกลุ่ม "ล้ง" อย่างเข้มงวด สำหรับทุเรียน มุ่งเน้นการขยายตลาดใหม่นอกเหนือจากจีน และส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า
นางศุภจี กล่าวถึงมาตรการสำหรับข้าว ว่า จะส่งเสริมข้าวคุณภาพสูง ข้าวรักษ์โลก และข้าว GI รวมถึงการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่ง
นางศุภจี กล่าวถึงการดูแล SME และการป้องกันนอมินี ว่า การอำนวยความสะดวก ลดระยะเวลาการขอใบอนุญาตจาก 60 วัน เหลือ 1 เดือน และบูรณาการข้อมูลกับ BOI ส่วนการป้องกันนอมินี (Nominee) จากมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีลดลง 60% ในไตรมาสแรกของปี 2568 และลดลงต่อเนื่องในเดือนเมษายน สำหรับการช่วยเหลือด้านกฎหมาย จัดจ้างที่ปรึกษากฎหมายเพื่อช่วย SME สู้คดีทุ่มตลาด (Anti-Dumping) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
นางศุภจี กล่างถึงการค้าระหว่างประเทศ ว่า มาตรา 301 (สหรัฐอเมริกา) รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานเพื่อรับมือการไต่สวนในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและประเด็นแรงงานบังคับ โดยมีกำหนดเจรจาระดับเทคนิคในวันที่ 13 พฤษภาคม และข้าพเจ้าจะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเองที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในต้นเดือนพฤษภาคม และสำหรับการเจรจา FTA ปัจจุบันการเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) มีความคืบหน้าแล้วกว่า 2 ใน 3 และจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน
ในส่วนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลปรับเป้าหมายจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการสร้างรายได้ให้ถึง 3 ล้านล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์ชูจุดแข็งวัฒนธรรมและ Soft Power อาหาร กีฬา และประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical & Care Economy) ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ และการกระจายรายสู่เมืองรอง ปลดล็อกกฎระเบียบและจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว 365 วัน ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาลตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
“ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิก ข้าพเจ้ายินดีรับไปดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ โดยมุ่งหวังให้มีการสื่อสารข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในภาวะวิกฤตนี้” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
อ่านประกอบ: 'เอกนิติ-ศุภจี' กางแผนกู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 69 คุมราคาน้ำมัน-ลดภาระค่าครองชีพ






Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา