
"...ประสบการณ์ทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง (Housing First) ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ การสร้างอาชีพ และการสนับสนุนทางสังคม..."
จากความเข้าใจสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
ในทุกสังคม ความแตกต่างของโอกาส สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขชีวิต ทำให้ประชากรบางกลุ่มต้องเผชิญข้อจำกัดที่แตกต่างจากประชากรทั่วไป ข้อจำกัดเหล่านี้อาจเกิดจากต้นกำเนิดของบุคคล เช่น ความพิการ หรือความหลากหลายทางเพศ อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามช่วงชีวิต เช่น การเข้าสู่วัยสูงอายุ หรือเกิดจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ที่ผ่านมา สังคมมักเรียกประชากรกลุ่มเหล่านี้ว่า “กลุ่มเปราะบาง” (Vulnerable Population) แต่มีนักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนไม่น้อยเสนอว่า คำดังกล่าวอาจไม่สะท้อนตัวตนและศักยภาพของบุคคลอย่างครบถ้วน เพราะบุคคลเหล่านี้มิได้เปราะบางในทุกมิติ หากแต่มีอัตลักษณ์และศักยภาพเฉพาะตน จึงอาจเหมาะสมกว่าหากใช้คำว่า “ประชากรเฉพาะ” (Specific Population) หรือ “กลุ่มประชากรที่มีเงื่อนไขเฉพาะ” ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงทางสังคมมากกว่า หนึ่งในกลุ่มประชากรเฉพาะที่สำคัญ คือ “คนไร้บ้าน”
คนไร้บ้าน : ปลายทางของปัญหาเชิงโครงสร้าง
คนไร้บ้านมิได้เกิดขึ้นจากการขาดบ้านเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การว่างงาน หนี้สิน ปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรงในครอบครัว การแตกสลายของเครือข่ายทางสังคม หรือแม้แต่การขาดระบบคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ
ข้อมูลจากการสำรวจของภาคีที่ทำงานด้านคนไร้บ้าน พบว่า ประเทศไทยมีคนไร้บ้านประมาณ 2,500 คน และกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่เบื้องหลังของตัวเลขแต่ละคน คือ เรื่องราวชีวิต ความสูญเสีย และโอกาสที่หลุดลอย
บ้านมิใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่แห่งความมั่นคง เป็นสถานที่พักฟื้นร่างกายและจิตใจ เป็นฐานสำหรับการประกอบอาชีพ การสร้างครอบครัว และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อบุคคลสูญเสียบ้าน พวกเขามิได้สูญเสียเพียงหลังคาที่พักพิง แต่ยังสูญเสียความมั่นคงทางจิตใจ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
จุดประกายความเข้าใจ : บทบาทของงานวิชาการ
การแก้ปัญหาคนไร้บ้านเริ่มต้นจาก “ความเข้าใจ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานวิชาการหลายแห่งได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับคนไร้บ้าน โดยเฉพาะสถาบันวิชาการที่ศึกษาสถานการณ์คนไร้บ้านอย่างต่อเนื่อง อาทิ สถาบันเอเชียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้พัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยให้สังคมเข้าใจชีวิตและเงื่อนไขของคนไร้บ้านมากขึ้น
งานวิจัยเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองจากการมองคนไร้บ้านว่าเป็น “ผู้มีปัญหา” ไปสู่การมองว่าเป็น “ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้าง” และควรได้รับโอกาสในการฟื้นฟูศักยภาพเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน
ความรู้ที่เกิดขึ้นมิได้หยุดอยู่ในห้องประชุมทางวิชาการ แต่ได้แตกหน่อสู่การปฏิบัติจริง และกลายเป็นฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายสาธารณะ
สานพลังภาคี : เมื่อผู้รู้ ผู้ทำ และผู้ได้รับผลกระทบ ทำงานร่วมกัน
การแก้ปัญหาคนไร้บ้านไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการจัดบริการและสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
ขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะสมาพันธ์คนไร้บ้านไทย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนเสียงของผู้มีประสบการณ์ตรง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Empathy หรือ “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากประสบการณ์จริง” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ไม่มีตำราใดทดแทนได้
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรมทางสังคม และการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
บทบาทดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ซึ่งประกอบด้วย
1. พลังความรู้ เพื่อนำองค์ความรู้ในการจุดประกายการขับเคลื่อนแก้ปัญหา
2. พลังสังคมและภาคประชาชน เพื่อการสานพลังภาคีที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา
3. พลังนโยบายและการเมือง เพื่อให้นิเวศแวดล้อมของความเชื่อมั่นในภารกิจอย่างยั่งยืน
เมื่อทั้งสามด้านทำงานร่วมกัน ย่อมสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนให้เกิดขึ้นได้จริง
สร้างความหวัง : จากงานวิจัยสู่นโยบาย
ในช่วงที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร ภาคประชาสังคม และ สสส. ได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเชิงนโยบายหลายประการ แนวคิดสำคัญคือ การมองคนไร้บ้านในฐานะ “พลเมือง” ที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป
ในวันที่ 3 กค 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้ร่วมกัน ลงนามความร่วมมือ เพื่อร่วมมือกันในการสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน รวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดี และความปลอดภัยในชีวิตให้กับประชาชน

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สสส. ได้ประมวล ข้อเสนอที่ได้รับการผลักดัน ที่ผ่านมา และ กำลังดำเนินการได้แก่
- การปรับปรุงระบบทะเบียนราษฎรและการออกจากทะเบียนบ้านกลาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้ในทุกมิติ
- การสนับสนุนรูปแบบ “คนละครึ่งค่าเช่าบ้าน” ระหว่างภาครัฐและผู้ได้รับประโยชน์
- การจัดหาที่พักชั่วคราวเพื่อการฟื้นฟูและฝึกอาชีพ
- การสนับสนุนการจ้างงานและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
- การพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตและผู้ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในชุมชน
- การสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
- การสนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการช่วยเหลือคนไร้บ้าน
- การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและทะเบียนกลางเพื่อการช่วยเหลือที่ต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่สำคัญ ประสบความสำเร็จ น่าชื่นชม คือ โครงการ “บ้านอิ่มใจ” ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนความเข้าใจไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งให้คนไร้บ้านมีที่พักชั่วคราว มีโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพ และสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
บ้านไม่ใช่เพียงที่อยู่ แต่คือความหวัง
ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง (Housing First) ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ การสร้างอาชีพ และการสนับสนุนทางสังคม
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คนไร้บ้านไม่ได้ต้องการเพียงอาหารหนึ่งมื้อ หรือที่พักหนึ่งคืน แต่ต้องการโอกาสในการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ
การจุดประกายความเข้าใจผ่านงานวิชาการ การสานพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง คือเส้นทางสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความหวังให้กับคนไร้บ้าน
และเมื่อสังคมมองเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของทุกชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน วันนั้น “คนไร้บ้าน” อาจไม่ใช่คำจำกัดความของบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่สังคมพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยให้ผ่านพ้นไปได้ เพราะไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทุกคนสมควรมีบ้าน มีงาน มีรายได้ และมีความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง.
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก thairath.co.th

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา