
“…การที่กระทรวงฯ ไม่ได้รับมอบ Gateway ของดาวเทียมไทยคม 4 จึงทำให้รัฐสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และรายได้จากการนำสินทรัพย์ดังกล่าวไปให้บริการ ในกิจการดาวเทียมสื่อสารประเภทการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) คิดเป็นมูลค่า 456,150 บาทต่อวัน รวมทั้งการสูญเสียโอกาสในการใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งคำนวณได้จากค่าเช่าใช้พื้นที่ คิดเป็นมูลค่า 8,757.50 บาท…”
.......................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) จ.สงขลา ได้ลงมติอนุมัติและมอบอำนาจหรือมอบหมายให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายให้ดำเนินคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือกระบวนการทางศาล
เพื่อเรียกร้องให้ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ เป็นเงิน 1,259.32 ล้านบาท นั้น (อ่านประกอบ : เรียกค่าปรับ 1.2 พันล.!ครม.มอบ‘ดีอี’ฟ้อง‘ไทยคม-กัลฟ์’ดำเนินกิจการ‘ดาวเทียม’ไม่ครบตามสัญญา)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงนำเสนอรายละเอียดที่มาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อเสนอของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เสนอต่อ ครม. ข้อเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมติ ครม. ในเรื่องดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
@เรียกร้องส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัมปทานฯ 6 รายการ
หนังสือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ด่วนที่สุด ที่ ดศ.0100.4/27 เรื่อง การใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 28 ส.ค.2569 ลงนามโดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
1.ความเป็นมา
1.1 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2534 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (สัญญาสัมปทาน) เป็น “โครงการของประเทศ (National Project)” ซึ่งหมายความว่า หน่วยราชการไทย คือ กระทรวงคมนาคม เป็นเจ้าของโครงการ
และเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่กำหนดว่า “ให้กระทรวงคมนาคมมีอำนาจดำเนินการและลงนามในสัญญาสัมปทานที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจแก้ไขแล้วแทนรัฐบาล”
ต่อมาภารกิจดังกล่าว ได้โอนมายังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงฯ) ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2555 และ พ.ร.บ.การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2559
1.2 เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2534 กระทรวงคมนาคมได้ลงนามในสัญญาสัมปทานกับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (ปัจจุบันคือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) และปัจจุบันคือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (บมจ.ไทยคม)) เข้ามาเป็นผู้ดำเนินงานตามสัญญาสัมปทาน และสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2564
ต่อมา บมจ.ไทยคม ได้ส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทาน และกระทรวงฯ ได้มีหนังสือแจ้งการรับมอบการครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานกลับคืนจาก บมจ.ไทยคม เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2564 โดยมีข้อสงวนสิทธิ์ในการรับมอบทรัพย์สินว่า “หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบข้อเท็จจริงว่ามีรายการทรัพย์สินที่ บมจ.ไทยคม จะต้องส่งมอบเพิ่มเติมตามสัญญาสัมปทานจากที่ยืนยันข้างต้นแล้วนั้น กระทรวงฯขอสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกร้องทรัพย์สินดังกล่าวต่อไป”
1.3 เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2564 นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นมา และการดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาสัมปทาน รวมถึงนิติสัมพันธ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าว
1.4 เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2564 คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้มีหนังสือถึงกระทรวงฯ เพื่อแจ้งความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นตามสัญญาสัมปทานใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กระทรวงในกรณีไม่มีการต่ออายุสัญญาสัมปทาน และ 2) อุปกรณ์ Uplink, Downlink และ Gateway ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ม.ค.2565 กระทรวงฯ ได้ชี้แจงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบฯต่อนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)
1.5 ต่อมานายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้รับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่อง ผลการตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาสัมปทานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ และสั่งการให้กระทรวงฯ พิจารณาข้อเสนอแนะ โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการรับมอบสถานีและอุปกรณ์การส่งสัญญาณ (Uplink)
อุปกรณ์การรับสัญญาณ (Downlink) และอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่ เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ทั้งในส่วนที่เป็นอุปกรณ์หลักอุปกรณ์สำรองให้ครบถ้วนตามสัญญา
ทั้งนี้ ในระหว่างการดำเนินการรับมอบ กระทรวงฯ ควรประสานงานกับบริษัทคู่สัญญาให้ บมจ.โทรคมนาคม (บมจ.NT) สามารถใช้สถานีและอุปกรณ์ Uplink Downlink และ Gateway ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
รวมทั้งประเด็นการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ในกรณีไม่มีการต่ออายุสัญญาสัมปทานโดยได้สั่งการให้กระทรวงฯ เจรจากับ บมจ.ไทยคม เพื่อจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกระทรวงจนกว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงจะสามารถควบคุมดาวเทียมได้
ทั้งนี้ ในระหว่างระยะเวลาการฝึกอบรมดังกล่าว บมจ.ไทยคม จะต้องควบคุมดาวเทียมไปพลางก่อน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อดาวเทียมและอุปกรณ์และไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ แล้วเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566
2.เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
2.1 สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เป็น “โครงการของประเทศ (National Project)” ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2534 ให้กระทรวงฯ ดำเนินการและลงนามในสัญญาสัมปทานแทนรัฐบาล ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบฯ
2.2 สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ให้ความเห็นประกอบการเสนอ เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 ของกระทรวงฯ ต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่า
“เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 988/2558 ระหว่าง กรมทางหลวง โจทก์ นายสุวรรณ วลัยเสถียร จำเลย ศาลฎีกาได้พิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์และมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยเหตุว่ากรมทางหลวง โจทก์ ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายแทนราชอาณาจักรไทย
ประกอบกับโครงการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เป็นโครงการของประเทศ (National Project) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2535 ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการและลงนามในสัญญาแทนรัฐบาล
ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับการดำเนินคดีดังกล่าว เพื่อเรียกร้องให้ บมจ.ไทยคม และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามสัญญาต่อกระทวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องและอำนาจหน้าที่ต่อมาจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามลำดับนั้น จำเป็นต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีในการต่อสู้คดีของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อมีการยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง จึงมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการและกระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้ บมจ.ไทยคม และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญา ชำระค่าตอบแทนตามสัญญา และค่าเสียหายต่าง ๆ ให้แก่รัฐบาล”
2.3 ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของรัฐในการเรียกร้องทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติม และเรียกร้องค่าเสียหาย กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทาน รวมทั้งเพื่อให้สามารถดำเนินคดีใต้ภายในกรอบอายุความ ซึ่งต้องดำเนินการยื่นคำฟ้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ก.ย.2568
กระทรวงฯ จึงจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานของกระทรวงฯ ตามข้อ 1.5 รวมทั้งเพื่อโปรดพิจารณาและอนุมัติมอบอำนาจ หรือ มอบหมายให้กระทรวงฯเป็นผู้รับมอบอำนาจ หรือ รับมอบหมายให้ดำเนินคดีโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการและหรือกระบวนการทางศาล
3.ความเร่งด่วนของเรื่อง
ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน จะนำอายุความตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่วางหลักว่า “การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) ให้ยื่นฟ้องภายในห้าปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี” มาพิจารณา
โดยอายุความ 5 ปีในการใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทาน ควรนับจากวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คือ วันที่ 11 ก.ย.2564 ซึ่งจะครบอายุความในวันที่ 10 ก.ย.2569
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการและหรือกระบวนการทางศาล แทนกระทรวงฯ ซึ่งพนักงานอัยการได้กำหนดวันที่จะยื่นคำเสนอข้อพิพาท เป็นวันที่ 3 ก.ย.2569 รวมทั้งได้จัดทำคำเสนอข้อพิพาทและคำนวณทุนทรัพย์ไว้ถึงวันที่ 3 ก.ย.2569 เช่นกัน
4.สาระสำคัญและข้อเท็จจริง
4.1 การดำเนินการที่ผ่านมาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4.1.1 ความครบถ้วนของการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน
กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วน ถูกต้อง ของการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความครบถ้วน ถูกต้อง ของการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน ข้อ 15 และข้อ 41 รวมทั้งพิจารณารายการทรัพย์สิน 6 รายการ ว่าเป็นทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานหรือไม่ อย่างไร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ ได้มีมติ ดังนี้
1) คณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ มีมติให้เรียกร้องทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทาน จำนวน 6 รายการ ดังนี้
1.1) ระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากตามหลักมาตรฐานสากล ต้องจัดเตรียมระบบควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน ประกอบกับ บมจ.ไทยคม ได้มีการส่งมอบอุปกรณ์ของดาวเทียมไทยคม 4 ณ สถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จำนวน 19 รายการ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมดาวเทียมสำรอง เมื่อช่วงปี พ.ศ.2559 ที่กระทรวงฯ ได้แจ้งให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน กรณีสถานีบริการภาคพื้นดินดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ดังนั้น จึงทำให้เห็นได้ว่า ระบบควบคุมดาวเทียมสำรอง เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นตามสัญญาสัมปทานข้อ 5.1.3
1.2) อุปกรณ์การส่งสัญญาณ (Uplink) และอุปกรณ์การรับสัญญาณ (Downlink) ของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการให้บริการการส่งสัญญาณ (Uplink) จากการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (User Terminal-UT) ขึ้นไปยังสัญญาณดาวเทียมที่ถูกกำหนดพื้นที่โดยเฉพาะ (Spot Beam) ของดาวเทียม และส่งสัญญาณกลับ (Downlink) จากดาวเทียมมายังอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ผู้ใช้บริการ
จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การส่งสัญญาณ (Uplink) และอุปกรณ์การรับสัญญาณ (Downlink) ของดาวเทียมไทยคม 4 ที่มีการออกแบบมาเป็นการเฉพาะและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Gateway
1.3) อุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากการทำงานของดาวเทียมไทยคม 4 ถูกออกแบบให้รับ-ส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมกับการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (User Terminal-UT) ของผู้ใช้งานผ่านสัญญาณดาวเทียมที่ถูกกำหนดพื้นที่โดยเฉพาะ (Spot Beam)
และการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมกับสถานีอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ผ่านลำแสงเฉพาะที่ดาวเทียมใช้สื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินโดยตรง (Gateway Beam) ไม่สามารถสลับไปใช้ Gateway ของประเทศอื่นได้ประกอบกับ Spot Beam ที่อยู่บนดาวเทียมได้ถูกออกแบบมาอย่างจำกัด
ซึ่งประเทศไทยมี Spot Beam ที่ใช้รับสัญญาณจาก Gateway ที่ส่งขึ้นจากประเทศไทยเพียง 1 Beam เท่านั้น และ Spot Beam ดังกล่าว ไม่สามารถใช้กับ Gateway 2 ตัว ในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น จึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นตามสัญญาสัมปทานข้อ 5.1.3
1.4) อุปกรณ์ของดาวเทียมไทยคม 4 ณ สถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม อ.สาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จำนวน 19 รายการ
เนื่องจากเป็นระบบควบคุมดาวเทียมสำรองสำหรับควบคุมดาวเทียมไทยคม 4 ในส่วนของระบบคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency: RF)
1.5) ระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 6
เนื่องจากตามหลักมาตรฐานสากลต้องจัดเตรียมระบบควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน
1.6) สถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เฉพาะพื้นที่ที่มีความจำเป็นและเพียงพอต่อการให้บริการดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6
เนื่องจากเป็นสถานีที่ติดตั้งระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6 ซึ่งตามหลักมาตรฐานสากลต้องจัดเตรียมสถานีควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน ประกอบกับเป็นที่ตั้งอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ของดาวเทียมไทยคม 4
2) คณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ ได้มีมติ เรื่อง การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กระทรวงในกรณีไม่มีการต่ออายุสัญญาว่า การฝึกอบรมครั้งแรกตามสัญญาสัมปทานยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เนื่องจาก บมจ.ไทยคม มิได้ให้ บมจ.NT ฝึกปฏิบัติงานจริง (On the Job Training) ร่วมกับ บมจ.ไทยคม และ บมจ.NT ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทน บมจ.ไทยคม ได้ จึงต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2
4.1.2 ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความไม่ครบถ้วนของการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน
กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินความเสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อตรวจสอบประเมินความเสียหาย และค่าเสียหายกรณีที่ บมจ.ไทยคม อาจดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัญญาสัมปทาน ข้อ 15 และ 41
โดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายฯ ได้พิจารณาและมีมติเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานของ บมจ.ไทยคม โดยประเมินมูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงิน 1,259,324,477.85 บาท ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

4.1.3 การบังคับและการเรียกร้องทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติมจากคู่สัญญา
กระทรวงฯ ได้เรียกร้องและยืนยันให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติม จำนวน 6 รายการ โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ พร้อมระบุว่า “หาก บมจ.ไทยคม จงใจปฏิเสธการส่งมอบกระทรวงฯ มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย และขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องทรัพย์สินหากตรวจสอบพบรายการอื่นเพิ่มเติมในอนาคต”
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บมจ.ไทยคม ได้ปฏิเสธการส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวและยืนยันว่าได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2564 และขอให้กระทรวงฯ ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงในการเรียกคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมทั้ง 6 รายการ เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ซึ่งกระทรวงฯ ได้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงให้ทราบแล้ว
ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา และ บมจ.ไทยคม ยังคงเพิกเฉย กระทรวงฯ จึงพิจารณาว่า บมจ.ไทยคม มีเจตนาปฏิเสธการส่งมอบทรัพย์สิน และมีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายรวมถึงดำเนินการทางคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและรักษาผลประโยชน์ของรัฐต่อไป
4.1.4 ความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการยุติการดำเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ 3 สำนักงานอัยการสูงสุด
กระทรวงฯ ได้ขอความอนุเคราะห์สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาดำเนินคดีโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการและหรือกระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้ บมจ.ไทยคม และ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ปฏิบัติตามข้อสัญญาสัมปทาน ชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ ตามรายละเอียดที่กระทรวงฯ ตรวจสอบได้และประสงค์จะเรียกร้องแทนรัฐบาล
ต่อมาพนักงานอัยการได้ให้ความเห็นว่า เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ทางราชการและสอดคล้องกับหลักการพิจารณาความเสียหาย คศ. (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ในฐานะผู้เรียกร้อง ควรประเมินความเสียหายเพิ่มเติม กรณี บมจ.ไทยคม และ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไม่ส่งมอบสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยให้คำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าเช่าพื้นที่
เนื่องจากการพิจารณาคดีจะต้องคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหาย ส่วนค่าเช่าพื้นที่อาจเป็นความเสียหายจากการสูญเสียประโยชน์จากการใช้พื้นที่นั้น และเห็นควรให้กระทรวงฯ คำนวณทุนทรัพย์ที่จะเรียกร้องใหม่เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2564 ถึงวันที่ 3 ก.ย.2569 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานอัยการจะยื่นคำเสนอข้อพิพาท
ในการนี้ กระทรวงฯได้พิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นของพนักงานอัยการในการเรียกร้องทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทาน เพิ่มเติมจาก บมจ.ไทยคม และ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือให้ชดเชยค่าเสียหาย กรณีไม่ส่งมอบทรัพย์สิน โดยมีมูลค่าความเสียหาย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,391,110,367.85 บาท ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้






5.ประโยชน์และผลกระทบ
กระทรวงฯ โดย บมจ.NT ในฐานะผู้ได้รับมอบสิทธิตามสัญญามอบสิทธิบริหารจัดการ ทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศภายหลังสิ้นสุดสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสาร ภายในประเทศ จะมีทรัพย์สินในการบริหารงานตามสัญญามอบสิทธิฯ อย่างครบถ้วน และสามารถให้บริการ วงจรดาวเทียมและบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มาหรือการสูญเสียรายได้
ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจในการให้บริการอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) เนื่องจาก Gateway ของดาวเทียมไทยคม 4 สามารถนำไปให้บริการลูกค้าได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ดังนั้น การที่กระทรวงฯ ไม่ได้รับมอบ Gateway ของดาวเทียมไทยคม 4 จึงทำให้รัฐสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และรายได้จากการนำสินทรัพย์ดังกล่าวไปให้บริการ ในกิจการดาวเทียมสื่อสารประเภทการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) คิดเป็นมูลค่า 456,150 บาทต่อวัน รวมทั้งการสูญเสียโอกาสในการใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งคำนวณได้จากค่าเช่าใช้พื้นที่ คิดเป็นมูลค่า 8,757.50 บาท
ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2564 ถึงวันที่ 3 ก.ย.2569 (วันที่กำหนดจะยื่นคำเสนอข้อพิพาท) รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,819 วัน
7.ความเห็นหรือความเห็นชอบ/อนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วน ถูกต้อง ของการดำเนินการ ตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และคณะกรรมการประเมินความ เสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)
โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ได้แก่ ผู้แทน สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ บมจ.NT
ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้ร่วมกันพิจารณาประเด็น ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ได้มีการนำเสนอความเห็นและอภิปรายในประเด็นที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบสูงสุด
โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ ได้มีมติให้กระทรวงฯ ดำเนินการเรียกร้อง ทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 6 รายการ และคณะกรรมการประเมินความเสียหาย ได้พิจารณาและมีมติเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานของ บมจ.ไทยคม โดยประเมินมูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงิน 1,259,324,477.85 บาท ตามข้อ 4.1.1
8.ข้อกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
8.1 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4 (12) เรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนำเสนอหรือมีคำสั่งให้เสนอคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้อนุมัติให้กระทรวงฯ เสนอเรื่อง การใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ต่อคณะรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว
8.2 เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566 คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการตรวจสอบฯ และมอบหมายให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบฯ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยเร็ว
ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้เสนอให้กระทรวงฯ และ บมจ. NT เร่งรัดการดำเนินการรับมอบสถานีควบคุมและอุปกรณ์การส่งสัญญาณจากภาคพื้นดินไปยังดาวเทียม (Uplink) และอุปกรณ์การส่งสัญญาณจากดาวเทียมไปยังอุปกรณ์ภาคพื้นดิน (Downlink) อุปกรณ์หรือระบบ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ทั้งในส่วนที่เป็นอุปกรณ์หลัก และอุปกรณ์สำรองให้ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
รวมทั้งเห็นควรให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT เร่งรัดการดำเนินการฝึกอบรมตามสัญญาสัมปทาน ข้อ 41 ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และแล้วเสร็จ โดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ บมจ.NT สามารถควบคุมดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6 ได้
9.ข้อเสนอของหน่วยงานของรัฐ/คณะกรรมการเจ้าของเรื่อง
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพิจารณาแล้วเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้
9.1 รับทราบผลการดำเนินงานของกระทรวงฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566
9.2 อนุมัติและมอบอำนาจ หรือ มอบหมายให้กระทรวงฯ เป็นผู้รับมอบอำนาจ หรือ รับมอบหมายให้ดำเนินคดีโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือ กระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
@ครม.มอบ‘ดีอี’ฟ้อง‘ไทยคม-กัลฟ์’เรียก 1.25 พันล้าน
-ความเห็นของหน่วยงานต่างๆเพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เรื่อง การใช้สิทธิ ฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
ในการนี้ สำนักงานฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรรับทราบผลการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ โดยเห็นควรให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสนับสนุนข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบครอบและรักษาประโยชน์ของรัฐต่อไป
กระทรวงการคลัง
ตามหนังสือที่อ้างถึง แจ้งว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ได้เสนอเรื่อง การใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (สัญญาสัมปทาน) ไปเพื่อดำเนินการ
จึงขอให้กระทรวงการคลังเสนอความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยด่วนด้วย ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคาดว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 1 ก.ย.2569 ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า ภายหลังจากสัญญาสัมปทานได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2564 คศ. เป็นผู้มอบสิทธิให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญามอบสิทธิบริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
อีกทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน (คณะกรรมการตรวจสอบฯ)ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงการคลัง
และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้ดำเนินการพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน รวมถึงนิติสัมพันธ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าวแล้วมีความเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่ง คศ.ได้ดำเนินการต่างๆ จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ ดังนั้น จึงไม่ขัดข้องกับการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ขอให้ ดศ. พิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามข้อสัญญา กฎหมาย กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ
-มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ตามที่ได้เสนอ เรื่อง การใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการ ดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ไปเพื่อดำเนินการ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
กระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอความเห็นไปเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย
ส่วนความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ความละเอียดปรากฏตามบัญชีสำเนาหนังสือที่ส่งมาด้วยนี้
คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ลงมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ และให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับความเห็น ของกระทรวงการคลังและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย ทั้งนี้ ให้ยกเลิกชั้นความลับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป

เหล่านี้เป็นรายละเอียดมติ ครม. กรณีมอบอำนาจหรือมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายให้ดำเนินคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือกระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ เป็นเงิน 1,259.32 ล้านบาท และต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปสุดท้ายของคดีนี้จะเป็นอย่างไร
อ่านประกอบ :
เรียกค่าปรับ 1.2 พันล.!ครม.มอบ‘ดีอี’ฟ้อง‘ไทยคม-กัลฟ์’ดำเนินกิจการ‘ดาวเทียม’ไม่ครบตามสัญญา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา