
"...ชายแดนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่อธิปไตยหรือพื้นที่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็นพื้นที่ชีวิตของประชาชน พื้นที่เศรษฐกิจร่วม และพื้นที่สร้างสันติภาพ หากทั้งสองประเทศยังยึดติดกับกรอบการแข่งขันทางอธิปไตยเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งก็มีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรงได้เสมอ แต่หากสามารถเปลี่ยนชายแดนจากพื้นที่แห่งความหวาดระแวงไปสู่พื้นที่แห่งความร่วมมือ ความไว้ใจ และผลประโยชน์ร่วม สันติภาพระยะยาวย่อมเป็นไปได้..."
จากข้อพิพาทและสงครม 'ไทย-กัมพูชา' จะพลิกสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร ... ?
จากกรณีศึกษาข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคต่างๆ ของโลกแสดงให้เห็นว่า สันติภาพที่ยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การเอาชนะ” ไปสู่ “การอยู่ร่วมกัน” “มองแบบสันติภาพมากขึ้น” มากกว่า “มองแบบความมั่นคงอย่างเดียว” ตัวอย่างเช่น แคเมอรูน–ไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์ อินเดีย–บังกลาเทศ เปรู–เอกวาดอร์ นอร์เวย์–รัสเซีย และไทย–มาเลเซีย ล้วนสะท้อนว่า แม้ข้อพิพาทด้านอธิปไตยจะมีความอ่อนไหวสูง แต่สามารถแปลงเปลี่ยนได้ผ่านการเจรจา คณะกรรมาธิการร่วม การจัดการพื้นที่ร่วม การแบ่งปันทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจร่วม และการสร้างพื้นที่สันติภาพ เช่น เขตปลอดทหาร เขตอนุรักษ์ร่วม หรือพื้นที่พัฒนาร่วม
ในเชิงอำนาจ แนวคิดของ Kenneth Boulding ในหนังสือเรื่อง “Three Faces of Power” ช่วยอธิบายว่าการสร้างสันติภาพไม่ควรพึ่งพาเพียงอำนาจเชิงบังคับ (Hard Power) เพราะแม้อาจหยุดสงคราม หรือ ความรุนแรงได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ในระยะยาว ส่วนอำนาจแห่งการแลกเปลี่ยน (Exchange Power) ช่วยสร้างแรงจูงใจผ่านผลประโยชน์ร่วมโดยไม่เน้นการบีบบังคับ แต่สันติภาพที่ลึกและยั่งยืนกว่านั้นต้องอาศัยอำนาจแห่งความสัมพันธ์ (Intergrative Power) ความไว้วางใจและความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายวางแผน ออกแบบ สร้างและมีอนาคตร่วมกัน
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา บทเรียนสำคัญคือ ชายแดนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่อธิปไตยหรือพื้นที่ความมั่นคงของรัฐเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็นพื้นที่ชีวิตของประชาชน พื้นที่เศรษฐกิจร่วม และพื้นที่สร้างสันติภาพ หากทั้งสองประเทศยังยึดติดกับกรอบการแข่งขันทางอธิปไตยเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งก็มีโอกาสกลับไปสู่ความรุนแรงได้เสมอ แต่หากสามารถเปลี่ยนชายแดนจากพื้นที่แห่งความหวาดระแวงไปสู่พื้นที่แห่งความร่วมมือ ความไว้ใจ และผลประโยชน์ร่วม สันติภาพระยะยาวย่อมเป็นไปได้
เมื่อพิจารณาบทเรียนจากกรณีศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแคเมอรูน–ไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์ อินเดีย–บังกลาเทศ เปรู–เอกวาดอร์ นอร์เวย์–รัสเซีย และไทย–มาเลเซีย จะเห็นได้ว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในข้อพิพาทชายแดนมิได้เกิดจากการเลือกใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกทวิภาคี การจัดการพื้นที่ร่วม การพัฒนาผลประโยชน์ร่วม และการสร้างความไว้วางใจระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สันติภาพที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียง “การหยุดยิง” แต่คือ “การออกแบบความสัมพันธ์ใหม่” ระหว่างรัฐ ชุมชนชายแดน และภูมิภาค
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งมีลักษณะซับซ้อนกว่าข้อพิพาททางเทคนิคทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับอธิปไตย ประวัติศาสตร์ ความทรงจำเรื่องดินแดน ชาตินิยม การเมืองภายใน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และบทบาทของอาเซียน ข้อพิพาทจึงไม่ได้ดำรงอยู่เฉพาะบนแผนที่ หากแต่ดำรงอยู่ในจินตนาการทางการเมือง ความรู้สึกของประชาชน และวาทกรรมของรัฐทั้งสองฝ่าย ดังนั้น หากต้องการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องขยับจากแนวทาง “ควบคุมสถานการณ์” ไปสู่แนวทาง “แปลงเปลี่ยนความสัมพันธ์” โดยใช้บทเรียนจากกรณีศึกษาทั่วโลกมาประยุกต์อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง
จากบทเรียนเหล่านี้ สามารถเสนอโมเดลสันติภาพไทย–กัมพูชาได้อย่างน้อย 4 โมเดล ได้แก่ 1) โมเดลกฎหมายและกลไกเขตแดนร่วม 2) โมเดลพื้นที่สันติภาพและผลประโยชน์ร่วม และ 3) โมเดลสันติภาพจากประชาชนและความไว้วางใจข้ามพรมแดน และ 4) โมเดลมหาวิทยาลัยสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งนี้ 4 โมเดลนี้ แม้นำเสนอเป็นโมเดลๆ ไป แต่มิได้แยกขาดจากกันและควรถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบเป็นระยะๆ เพื่อสร้างสันติภาพที่ไม่เพียงหยุดความรุนแรง หรือ สงครามแต่สามารถลดความหวาดระแวง สร้างผลประโยชน์ร่วม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งกลับไปสู่สงครามอีกครั้ง
โมเดลที่ 1: โมเดลกฎหมายและกลไกเขตแดนร่วม
โมเดลแรก คือ “โมเดลกฎหมายและกลไกเขตแดนร่วม” ซึ่งสำหรับประเทศไทยและกัมพูชามีโมเดลนี้อยู่แล้วgช่นเดียวกับกรณีและแคเมอรูน–ไนจีเรียและกรณีของบูร์กินาฟาโซ–ไนเจอร์ ที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายระหว่างประเทศแม้สามารถมีบทบาทสำคัญในการลดความคลุมเครือของข้อพิพาทชายแดน แต่กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ หากปราศจากกลไกหลังคำตัดสินหรือกลไกติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา มีคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ General Border Committee (GBC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ Regional Border Committee (RBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ Joint Boundary Commission (JBC) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรถูกยกระดับและพัฒนาให้เป็น “สถาปัตยกรรมสันติภาพชายแดน” มากกว่าการเป็นเพียงกลไกเทคนิคหรือกลไกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กล่าวคือ นอกจาก JBC ควรทำหน้าที่ด้านการปักปันและสำรวจเขตแดนอย่างต่อเนื่อง ส่วน GBC และ RBC ควรทำหน้าที่ลดความตึงเครียด สร้างมาตรการป้องกันเหตุปะทะ และจัดการความเข้าใจผิดในระดับพื้นที่
ในเชิงปฏิบัติ โมเดลนี้ควรประกอบด้วย 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) การประชุม JBC, GBC และ RBC อย่างสม่ำเสมอโดยไม่หยุดชะงักแม้ในช่วงวิกฤต 2) การจัดตั้งสายด่วนระหว่างหน่วยทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ชายแดน 3) การสร้างระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีการเคลื่อนกำลังหรือเหตุการณ์ผิดปกติ 4) การจัดทำแผนที่ร่วมและฐานข้อมูลร่วมที่สามารถใช้เป็นข้อมูลเทคนิคในการเจรจา และ 5) การเปิดพื้นที่ให้อาเซียนหรือผู้เชี่ยวชาญเทคนิคเข้ามาสนับสนุนในฐานะผู้สังเกตการณ์หรือผู้ให้คำปรึกษา โดยไม่ลดทอนอธิปไตยของทั้งสองประเทศ
สำหรับไทย–กัมพูชา โมเดลนี้จึงมุ่งสร้าง “ความมั่นใจเชิงสถาบัน” (institutional confidence) กล่าวคือ แม้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ไว้วางใจกันอย่างเต็มที่ แต่สามารถไว้วางใจในกระบวนการ กลไก และกติกาที่ร่วมกันออกแบบได้ หากกลไกทางสถาบันเข้มแข็งพอ ความขัดแย้งจะไม่ถูกผลักเข้าสู่ถนน การเมืองภายใน หรือสนามรบได้ง่าย ดังนั้นในความของผู้เขียนไม่เห็นด้วยในการยกเลิก MoU 43 ที่ได้ระบกลไกและวิธีการคณะกรรมการชายแดนร่วมทั้งสามระดับ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการนำไปสู่การออกแบบสันติภาพที่ยั่งยืนร่วมกันตามโมเดลต่อจากนี้ โมเดล 2 - โมเดล 5 เป็นลำดับ
โมเดลที่ 2: โมเดลพื้นที่สันติภาพและผลประโยชน์ร่วม
โมเดลที่สอง คือ “โมเดลพื้นที่สันติภาพและผลประโยชน์ร่วม” ซึ่งจากกรณีเปรู–เอกวาดอร์ นอร์เวย์–รัสเซียและไทย–มาเลเซีย โมเดลนี้ตั้งอยู่บนหลักคิดสำคัญว่า พื้นที่พิพาทไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ของการเผชิญหน้าเสมอไป หากแต่สามารถถูกออกแบบใหม่ให้เป็นพื้นที่ของความร่วมมือ ผลประโยชน์ร่วมและสันติภาพได้
กรณีเปรู–เอกวาดอร์แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นสนามรบสามารถกลายเป็น “พื้นที่สันติภาพ” หรือ “Peace Parks” ได้ หากรัฐคู่ขัดแย้งตกลงสร้างพื้นที่อนุรักษ์ร่วม พื้นที่ปลอดทหาร และโครงการพัฒนาระดับชุมชนตามแนวชายแดน ขณะที่กรณีนอร์เวย์–รัสเซียและไทย–มาเลเซียแสดงให้เห็นว่า แม้ข้อพิพาททางทะเลยังไม่มีข้อยุติ รัฐก็สามารถออกแบบกลไกร่วมเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้ทั้งที่มี MoU 44 หรือ การใช้ UNCLOS
สำหรับไทย–กัมพูชา โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในพื้นที่ชายแดนบนบกและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในพื้นที่ชายแดนบนบก ทั้งสองประเทศอาจพิจารณาจัดตั้ง “พื้นที่สันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา” ในบางจุดที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ หรือ เศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ร่วม พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมร่วม หรือพื้นที่ตลาดชายแดนสันติภาพ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองประเทศต้องสละอธิปไตย แต่หมายถึงการออกแบบพื้นที่บางส่วนให้ลดการทหาร ลดการเผชิญหน้า และเพิ่มกิจกรรมความร่วมมือที่หลากหลายที่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล บทเรียนจากไทย–มาเลเซียมีความสำคัญอย่างยิ่ง แนวคิด “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” สามารถเป็นทางเลือกเชิงสันติภาพ หากได้รับการออกแบบอย่างรอบคอบ โปร่งใส และไม่กระทบต่อข้ออ้างทางกฎหมายของแต่ละฝ่าย หลักการสำคัญคือ การร่วมพัฒนาไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสละอธิปไตย แต่เป็นการสร้างกลไกชั่วคราวเพื่อไม่ให้พื้นที่ทับซ้อนกลายเป็นพื้นที่สูญเปล่า หรือพื้นที่ที่ถูกใช้เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมและความหวาดระแวง
โมเดลนี้จึงเสนอให้ไทยและกัมพูชาพิจารณา “พื้นที่ความร่วมมือ 3 ประเภท” ได้แก่ 1) พื้นที่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ร่วม เพื่อเปลี่ยนมรดกทางประวัติศาสตร์จากเครื่องมือของชาตินิยมไปสู่เครื่องมือของการเรียนรู้ร่วมกัน 2) พื้นที่เศรษฐกิจชายแดนร่วม เพื่อส่งเสริมตลาดชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และอาชีพของประชาชน และ 3) พื้นที่พัฒนาร่วมทางทะเลหรือทรัพยากรร่วม หากทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างกรอบความร่วมมือที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้
หัวใจของโมเดลนี้คือการเปลี่ยนคำถามจาก “ใครเป็นเจ้าของพื้นที่” ไปสู่ “เราจะทำให้พื้นที่นี้ไม่กลับไปสู่ความรุนแรงและสร้างประโยชน์ร่วมได้อย่างไร” การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้ไม่ได้ลดทอนความสำคัญของอธิปไตย แต่ช่วยให้ข้อพิพาทไม่ถูกผูกขาดด้วยตรรกะของการแพ้–ชนะเพียงอย่างเดียว หากไทย–กัมพูชาสามารถสร้างพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมได้จริง ประชาชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และรัฐจะมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาความสงบ เพราะสันติภาพจะไม่ใช่เพียงอุดมคติทางศีลธรรม แต่จะกลายเป็น “ผลประโยชน์ที่จับต้องได้” ของทุกฝ่าย
โมเดลที่ 3: โมเดลสันติภาพจากประชาชนและความไว้วางใจข้ามพรมแดน
โมเดลที่สาม คือ “โมเดลสันติภาพจากประชาชนและความไว้วางใจข้ามพรมแดน” ซึ่งจากกรณีอินเดีย–บังกลาเทศ และแนวคิด Three Faces of Power ของ Kenneth Boulding โดยเฉพาะแนวคิด Integrative Power หรือ อำนาจแห่งความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายมีอนาคตร่วมกัน บทเรียนจากอินเดีย–บังกลาเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาชายแดนที่ยั่งยืนต้องให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชน ไม่ใช่เพียงเส้นเขตแดน หรือ ปัญหาดินแดนสลับซับซ้อนระหว่างสองประเทศไม่ได้ถูกแก้ไขเพียงด้วยการแลกเปลี่ยนพื้นที่ แต่ด้วยการคืนสถานะ สิทธิ และศักดิ์ศรีให้ประชาชนชายแดน ประชาชนได้รับสิทธิในการเลือกสัญชาติ เลือกอนาคต และเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างชัดเจนขึ้น
สำหรับกรณีไทย–กัมพูชา ประชาชนชายแดนคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ การสูญเสียรายได้ การหยุดชะงักของการค้า การปิดด่าน ความกลัวต่อการปะทะ และความไม่ไว้วางใจระหว่างชุมชน ดังนั้น หากการสร้างสันติภาพยังเป็นเรื่องของรัฐส่วนกลางและกองทัพเท่านั้น สันติภาพจะยังคงเปราะบาง เพราะประชาชนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจริงไม่มีพื้นที่เพียงพอในการออกแบบอนาคตของตนเอง
โมเดลนี้เสนอให้สร้าง “สันติภาพจากล่างขึ้นบน” หรือ bottom-up peacebuilding ผ่านกลไกประชาชนชายแดนไทย–กัมพูชา เช่น สภาประชาชนชายแดน เครือข่ายเยาวชนสองฝั่งชายแดน ตลาดสันติภาพชายแดน โครงการแลกเปลี่ยนโรงเรียนและมหาวิทยาลัย กิจกรรมวัฒนธรรมร่วม และเครือข่ายผู้ประกอบการข้ามแดน กลไกเหล่านี้อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับการเจรจาระดับรัฐ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสันติภาพระยะยาวต้องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ใช่เพียงในเอกสารทางการทูต
ในเชิงอำนาจ โมเดลนี้พยายามขยับความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาจากอำนาจเชิงบังคับทางกฏหมาย (Hard Power) และอำนาจในเชิงแลกเปลี่ยน (Exchange Power )ไปสู่อำนาจในเชิงความสัมพันธ์ (Integrative Power) มากขึ้น กล่าวคือ จากการใช้กำลังและการต่อรองผลประโยชน์ ไปสู่การสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกร่วมว่า “เราต่างต้องอยู่ร่วมกัน” ประชาชนชายแดนจำนวนมากมีความสัมพันธ์ทางการค้า วัฒนธรรม ภาษา เครือญาติ และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว หากรัฐสามารถสนับสนุนความสัมพันธ์เหล่านี้แทนการทำให้ชายแดนเป็นเพียงพื้นที่ความมั่นคง ความไว้วางใจระดับรากหญ้าจะกลายเป็นฐานรองรับความสัมพันธ์ระดับรัฐ
โมเดลนี้ควรประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคุ้มครองประชาชนชายแดนในภาวะวิกฤต เช่น ศูนย์พักพิง การเยียวยา และการคุ้มครองทรัพย์สิน 2) การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก เช่น กองทุนฟื้นฟูผู้ค้ารายย่อยและเกษตรกรชายแดน 3) การสร้างพื้นที่สื่อสารข้ามพรมแดน เช่น เวทีชุมชนและเยาวชน 4) การลดวาทกรรมเกลียดชังและการสร้างภาพศัตรูในสื่อ และ 5) การพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ร่วมที่ไม่ผลิตซ้ำความเกลียดชัง สันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนไม่ได้เป็นเพียง “เหยื่อของความขัดแย้ง” แต่กลายเป็น “ผู้ร่วมสร้างสันติภาพ” หากชุมชนชายแดนมีบทบาทมากขึ้น รัฐทั้งสองจะมีแรงกดดันเชิงบวกให้รักษาความสงบ และความขัดแย้งจะไม่ถูกปล่อยให้กลายเป็นเครื่องมือของการเมืองภายในได้ง่าย
โมเดลที่ 4: โมเดลมหาวิทยาลัยสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา
โมเดลที่สี่ คือ “โมเดลมหาวิทยาลัยสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา” สนับสนุนโดย ASEAN UNESCO และ UN ซึ่งตั้งอยู่บนหลักคิดว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่สามารถสร้างได้จากกลไกรัฐ กองทัพ หรือการเจรจาทางการทูตเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสร้างผ่าน “ความรู้” “การศึกษา” “การวิจัย” และ “การผลิตคนรุ่นใหม่” ที่เข้าใจความขัดแย้งอย่างลึกซึ้งและสามารถแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่ความร่วมมือได้
โมเดลนี้เสนอให้จัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทย–กัมพูชาเพื่อสันติภาพชายแดน โดยมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชายแดนและมหาวิทยาลัยด้านสันติศึกษาเข้าร่วมทั้งของประเทศไทยและกัมพูชา รมถึงสถาบันวิชาการระดับภูมิภาค โดยได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและเชิงสถาบันจาก ASEAN UNESCO และ UN ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทด้านการศึกษา วัฒนธรรม สันติภาพ การพัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศ
หัวใจของโมเดลนี้คือการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจาก “ผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้ง” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างสันติภาพ” ผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ 1) การวิจัยร่วมเรื่องข้อพิพาทชายแดน ประวัติศาสตร์ ความมั่นคงของมนุษย์ และผลกระทบต่อชุมชน 2) การจัดทำหลักสูตรร่วมด้านสันติศึกษา ชายแดนศึกษา และการจัดการความขัดแย้ง 3) การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยไทย–กัมพูชา 4) การจัดเวทีเยาวชนชายแดนเพื่อสันติภาพ และ 5) การผลิตข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลทั้งสองประเทศและอาเซียน
โมเดลนี้มีความสำคัญ เพราะความขัดแย้งไทย–กัมพูชามิได้ดำรงอยู่เฉพาะในพื้นที่ชายแดน หากแต่ดำรงอยู่ในความทรงจำ หนังสือเรียน สื่อ วาทกรรมทางการเมือง และการรับรู้ของสังคมทั้งสองประเทศ หากไม่มีการสร้างความรู้ใหม่และเรื่องเล่าใหม่ ความขัดแย้งเดิมก็จะถูกผลิตซ้ำจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น มหาวิทยาลัยสันติภาพจึงควรทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลางทางปัญญา” ที่ช่วยลดอคติ สร้างความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มองประเทศเพื่อนบ้านในฐานะ “ผู้มีอนาคตร่วมกัน” มากกว่าศัตรูทางประวัติศาสตร์
ในเชิงปฏิบัติ อาจพัฒนาเป็น “Thailand–Cambodia Peace and Border Studies Consortium” โดยมีศูนย์ประสานงานร่วม ทำหน้าที่จัดหลักสูตรระยะสั้น งานวิจัยร่วม summer school เวทีนักศึกษาชายแดน และฐานข้อมูลความขัดแย้ง–สันติภาพไทย–กัมพูชา หากได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN UNESCO และ UN ซึ่งมีกลไกด้านการสร้างสันติภาพควบคู่กับการศึกษาเพื่อการอยู่ร่วมกัน โมเดลนี้จะมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล และสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ SDG 4 การศึกษา SDG 16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา กล่าวโดยสรุป โมเดลมหาวิทยาลัยสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา คือการลงทุนระยะยาวใน “ทุนมนุษย์เพื่อสันติภาพ” เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนรุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน
อ่านประกอบ:
- 'ความไม่แน่นอน-ความไม่มั่นคง-ความไม่ยั่งยืน' กับ สันติภาพโลกที่เปราะบาง (1)
- ถอดบทเรียน 7 ความขัดแย้งระดับโลก เมื่อสันติภาพที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเอาชนะ (2)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา