
"...โดยสรุป คำร้องนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวหาเสียทีเดียว แต่เป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่จำเป็นส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งขอให้ศาลตรวจสอบพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องแต่ละกลุ่ม ที่มีการเชื่อมโยงต่อเนื่องตั้งแต่การคิดค้นวางแผนก่อนการเลือก จนกระทั่งได้ สว.เข้าไปยึดครองวุฒิสภาได้สำเร็จ และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ที่ผ่านมาและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตลอดอายุสภา 5 ปี หากไม่มีองค์กรตุลาการใดสามารถวินิจฉัยให้ระงับยับยั้งในลักษณะสั่งให้เลิกการกระทำที่เป็นขบวนการซึ่งไม่ใช่เป็นรายบุคคลได้ ในการเลือก สว.ครั้งต่อไปก็จะมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก..."
ตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงกรณีเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 ผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ผ่านเข้าเลือกระดับประเทศ ได้ยื่นคำร้องว่ากรณีฮั้ว สว.เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ถ้าพ้นกำหนดนี้แล้วไม่ส่ง ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง อสส.พอดี ทำให้ อสส.คนใหม่คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ที่จะเข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2569 จะต้องเป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องนี้ ซึ่งมีเส้นตายในวันที่ 8 ต.ค.2567 จึงต้องจับตาดูว่าจะสั่งอย่างไร (อ่านเพิ่มเติม : งานแรก อสส. คนใหม่ “โกวิท ศรีไพโรจน์” สั่งคำร้องฮั้ว สว. “ก่อกบฏนิติบัญญัติ-ล้มล้างปกครอง”)
ผู้เขียนขอนำคำร้องก่อนหน้านี้ที่เคยมีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการฮั้ว สว.ซึ่งเป็นกรณียื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ในฐานะประชาชนผู้พบเห็นเหตุการณ์ มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้เลิกการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองที่พบเห็นได้ โดยมีอย่างน้อย 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 เรื่องพิจารณาที่ 31/2567 คำสั่งที่ 60/2567
ผู้ร้องกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. รวม 8 คนว่า รับรองผลการเลือก สว. ทั้งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยกล่าวหาว่าการไม่ระงับหรือยกเลิกการเลือก เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ไม่รับคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ยังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะทำให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 8 กระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49
กรณีที่ 2 เรื่องพิจารณาที่ 16/2568
ผู้ร้องกล่าวหา กกต., พรรคการเมือง, สว. และบุคคลอื่นรวม 12 คนว่า มีการวางแผนและควบคุมกระบวนการทุจริตการเลือก สว. จนได้ สว. 138 คน และสำรอง 2 คน และกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องบางรายดำเนินการตามแผนจนเข้ามาเป็น สว. แล้วปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางและไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผู้ร้องได้ขอให้ศาลสั่งเลิกการกระทำ และขอให้บุคคลบางกลุ่มหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ไม่รับคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดอาญา และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายเฉพาะ จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 49
สำหรับคำร้องของผู้สมัครกลุ่ม 11 ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ อสส.ขณะนี้ มีผู้ถูกร้องรวม 161 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ผู้ถูกร้อง 1 คน เป็นแกนนำพรรคการเมือง และอีก 138 คน เป็น สว. ส่วนกลุ่มที่ 2 ผู้ถูกร้อง 1 คน เป็นแกนนำกลุ่มกิจกรรมทางการเมือง และอีก 21 คน เป็น สว.โดยคำร้องบรรยายให้เห็นว่าในแต่ละกลุ่มมีการร่วมกันกระทำเป็นขบวนการ ที่มีเจตนามาตั้งแต่เริ่มต้นที่จะเข้าไปควบคุมกระบวนการทางนิติบัญญัติเด็ดขาดในสภาสูง จึงคิดค้นวิธีการและมีการวางแผนมาเป็นลำดับขั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีจำนวนผู้ถูกร้องจำนวนมาก มีการระดมคนเพื่อสมัครรับเลือกเป็น สว.กระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งที่ผู้สมัครจำนวนมากไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ สว.แต่ถูกชักจูงหรือว่าจ้างให้เข้ามาสมัคร เพื่อที่จะไปเลือกผู้สมัครอื่นตามรายชื่อที่กำหนดไว้ในตารางโพย ให้เป็นไปตามแผนที่ซับซ้อนในแต่ละระดับของการเลือก ทำให้ขบวนการนี้ได้รับเลือกเป็น สว.ถึงประมาณร้อยละ 70 หรือ 138 คน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเจตนาและการกระทำในลักษณะคล้ายกัน แต่มีจำนวนคนในขบวนการน้อยกว่า จึงได้ สว.จำนวน 21 คน
คำร้องบรรยายให้เห็นถึงการกระทำตามเจตนาเริ่มต้นได้เชื่อมต่อมาถึงปัจจุบัน เมื่อ สว.เข้าทำหน้าที่ในวุฒิสภาแล้ว จะมีการลงมติตามการบงการของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เช่น การผ่านกฎหมายที่สำคัญ และการให้ความเห็นชอบผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระ ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วจำนวนหลายคน และจะมีอีกหลายคนในช่วงอายุ 5 ปี ของ สว.ชุดนี้
จุดที่แตกต่างของคำร้องปัจจุบันของผู้สมัครกลุ่ม 11 กับคำร้องในอดีต
คำร้องในอดีต กรณีที่ 1 มุ่งไปที่การกระทำของ กกต.จากการรับรองผลโดยไม่สั่งให้เลือกใหม่หรือนับคะแนนใหม่ ส่วนกรณีที่ 2 จะชี้ไปที่การกระทำทุจริตในการเลือก แต่คำร้องใหม่นี้วางข้อเท็จจริงอีกแบบหนึ่ง เป็นการเชื่อมต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นขบวนการเดียวกันคือ การจัดการก่อนเลือก---พฤติการณ์ในวันเลือก---บัตรลงคะแนนที่มีรูปแบบซ้ำกันจำนวนมาก---บุคคลที่ได้รับตำแหน่ง สว.---ความสัมพันธ์หลังได้รับตำแหน่ง---การปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันของ สว.
คำร้องนี้ ขอให้ศาลตรวจสอบว่า นอกจากการจัดการลงคะแนนก่อนการได้มาซึ่ง สว. แล้ว หากพยานหลักฐานเชื่อมต่อไปได้ว่าบุคคลหรือเครือข่ายภายนอกยังคงกำหนด สั่งการ บงการ ควบคุม หรือครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง และพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะใช้ สว.ที่ครองเสียงข้างมาก ซึ่งมาจากการเลือกที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่มีการวางแผนกันมาอย่างเป็นขบวนการ โดยมีเจตนามาตั้งแต่แรกเพื่อเข้าครอบงำการใช้อำนาจนิติบัญญัติของวุฒิสภาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยกลุ่มบุคคลที่เป็น สว.ไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนอย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 ที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำได้หรือไม่
คำร้องนี้มีข้อแตกต่างที่สำคัญอีกคือ ขณะที่คำร้องในอดีตศาลพิจารณาเมื่อปี 2567-2568 สถานะของพยานหลักฐานจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังแตกต่างจากปัจจุบัน โดยปัจจุบัน DSI เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าในสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 มีการตรวจสอบธุรกรรมธนาคารของบุคคลประมาณ 1,200 ราย ข้อมูลโทรศัพท์ประมาณ 20,000 เลขหมาย และมีการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล ซึ่งต่อมา DSI เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่ามีการสอบพยาน 90 ปาก ตรวจสอบร่องรอยทางการเงินที่เชื่อมโยงกันประมาณ 1,200 คน และพบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ช่วย สว.และ สว.ใน 45 จังหวัด รวมถึงการขอภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดเหตุนำมาใช้ในกระบวนการสอบสวน
ที่สำคัญคือ ในวันที่ 14 ก.ย. 2569 กกต.เปิดเผยว่าข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจาก DSI มีข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งให้ดำเนินการไต่สวนในบางข้อกล่าวหาตาม พรป. สว.โดยสำนวนมีเอกสาร 75,722 หน้า

คำร้องใหม่นี้ได้อุดช่องโหว่จาก 2 กรณีในอดีต โดย
- ทำให้พยานหลักฐานมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
- แยกข้อเท็จจริงของแต่ละกลุ่มออกจากกัน
- ไม่ขอให้ศาลตัดสินความผิดการเลือก สว. แทนหน่วยงานตามกฎหมายเฉพาะ
- แสดงให้เห็นว่าประเด็นตามมาตรา 49 คือพฤติการณ์การใช้สิทธิหรือเสรีภาพ และความต่อเนื่องหลังเข้ารับตำแหน่ง
- ขอให้ศาลเรียกเอกสารต้นฉบับเพื่อพิสูจน์ “สายการเชื่อมโยง” แทนการขอให้ศาลเชื่อข้อกล่าวหาของผู้ร้องโดยตรง
สำหรับ “พฤติการณ์ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน”ได้ขอให้ศาลตรวจสอบการลงมติในวุฒิสภา แยกเป็น 3 กรณี คือ
1) การจัดโครงสร้างอำนาจภายในวุฒิสภา
- การเลือกประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และคนที่ 2
- การเลือกและแต่งตั้งประธาน และตำแหน่งสำคัญของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีจำนวน 21 คณะ
2) การลงมติที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ
- การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
- การลงมติในกระบวนการสรรหาหรือให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญอื่นที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีส่วนร่วม
3) การลงมติสำคัญอื่นของวุฒิสภา
- เฉพาะวาระที่มีความสำคัญต่อการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ
โดยสรุป คำร้องนี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวหาเสียทีเดียว แต่เป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่จำเป็นส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งขอให้ศาลตรวจสอบพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องแต่ละกลุ่ม ที่มีการเชื่อมโยงต่อเนื่องตั้งแต่การคิดค้นวางแผนก่อนการเลือก จนกระทั่งได้ สว.เข้าไปยึดครองวุฒิสภาได้สำเร็จ และการปฏิบัติหน้าที่ของ สว.ที่ผ่านมาและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตลอดอายุสภา 5 ปี หากไม่มีองค์กรตุลาการใดสามารถวินิจฉัยให้ระงับยับยั้งในลักษณะสั่งให้เลิกการกระทำที่เป็นขบวนการซึ่งไม่ใช่เป็นรายบุคคลได้ ในการเลือก สว.ครั้งต่อไปก็จะมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ต้องติดตามกันว่าช่องทางนี้ จะทำให้ขบวนการยึดครองอำนาจนิติบัญญัติในสภาสูง เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เพราะพากันไปศาลอื่นมาแล้วทุกศาล
จึงขอบารมีศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของปวงชนชาวไทย
หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนที่มีต่อประเด็นดังกล่าว มิได้เป็นความเห็นของกองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราแต่อย่างใด

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา