
"...ประเทศไทยมีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งประเพณี ความเชื่อ ศิลปะการแสดง งานหัตถกรรม และองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อรัฐนำมรดกเหล่านี้เข้าสู่ระบบทะเบียนแห่งชาติ ชุมชนซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์และสืบทอดวัฒนธรรมมีสิทธิกำหนดอนาคตของมรดกตนเองมากน้อยเพียงใด งานศึกษาทางกฎหมายชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแล้ว แต่ยังมีช่องว่างสำคัญในกระบวนการรับฟังความยินยอม การมีส่วนร่วม และการคุ้มครองสิทธิของชุมชน ซึ่งอาจทำให้การอนุรักษ์วัฒนธรรมกลายเป็นเพียงภารกิจของรัฐ มากกว่าการรักษามรดกของประชาชนอย่างแท้จริง..."
เมื่อกล่าวถึงมรดกทางวัฒนธรรม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโบราณสถาน วัดวาอาราม หรือโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่แท้จริงแล้ว ประเทศไทยยังมีมรดกอีกประเภทหนึ่งที่ไม่อาจประเมินคุณค่าได้จากสิ่งปลูกสร้างหรือวัตถุที่มองเห็น นั่นคือ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ซึ่งครอบคลุมองค์ความรู้ ทักษะ ประเพณี ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติที่ชุมชนถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาการทอผ้า การทำอาหารพื้นถิ่น การแพทย์พื้นบ้าน พิธีกรรมตามความเชื่อ ตลอดจนศิลปะการแสดงและภาษาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงความงดงามทางวัฒนธรรม หากยังเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม
แต่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล มรดกภูมิปัญญาจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญความเสี่ยง ทั้งการขาดผู้สืบทอด การนำไปใช้โดยไม่เคารพบริบททางวัฒนธรรม และการสูญเสียองค์ความรู้ดั้งเดิม
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า ประเทศไทยจะอนุรักษ์มรดกเหล่านี้อย่างไร แต่ยังต้องถามด้วยว่า ใครควรมีสิทธิในการตัดสินใจว่ามรดกใดจะได้รับการขึ้นทะเบียน จะเผยแพร่อย่างไร และใครจะเป็นผู้กำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์จากมรดกนั้น
มีกฎหมายแล้ว แต่กระบวนการยังมีช่องว่าง
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ขององค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559 และมีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการส่งเสริมและคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายมิได้หมายความว่ากระบวนการคุ้มครองสิทธิจะสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ
งานศึกษาของ ฐิตาสินี คำโสภา จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งวิเคราะห์กระบวนการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เปรียบเทียบกับแนวทางขององค์การยูเนสโก พบว่า แม้กฎหมายไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำรายการและการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไว้แล้ว แต่ยังขาดรายละเอียดของกระบวนการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการรับฟังความยินยอมจากชุมชนอย่างแท้จริง และการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการวัฒนธรรมไทยที่น่าพิจารณา กล่าวคือ ระบบการอนุรักษ์ยังให้น้ำหนักกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเป็นหลัก ขณะที่ชุมชนซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม อาจยังไม่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางอย่างเพียงพอ
การขึ้นทะเบียนจึงอาจกลายเป็นเพียงกระบวนการทางเอกสารที่รัฐดำเนินการให้แล้วเสร็จ มากกว่าจะเป็นกระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของมรดกตนเอง
ความยินยอมของชุมชน ต้องมากกว่าเพียงลายมือชื่อ
หลักการสำคัญประการหนึ่งขององค์การยูเนสโก คือ การได้รับความยินยอมจากชุมชนอย่างเสรี ล่วงหน้า และบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน หรือ Free, Prior and Informed Consent
หลักการนี้มีความหมายมากกว่าการขอให้ตัวแทนชุมชนลงนามในเอกสารยินยอม แต่หมายถึงการที่ชุมชนต้องได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ เข้าใจวัตถุประสงค์และผลกระทบของการขึ้นทะเบียน รวมถึงมีโอกาสพิจารณาและตัดสินใจโดยปราศจากการบังคับหรือแรงกดดัน
ตัวอย่างเช่น หากชุมชนแห่งหนึ่งมีพิธีกรรมที่ถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์และมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ รัฐไม่ควรถือว่าการขึ้นทะเบียนเป็นเหตุให้สามารถนำรายละเอียดของพิธีกรรมนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงความเชื่อและสิทธิของชุมชน
งานศึกษาดังกล่าวพบว่า แม้กฎหมายและระเบียบของไทยจะกล่าวถึงการได้รับความยินยอมของชุมชน แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับวิธีการขอความยินยอมอย่างเสรี การแจ้งข้อมูลล่วงหน้า และการจัดเก็บหลักฐานการยินยอม
ช่องว่างนี้อาจนำไปสู่ปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างรัฐกับชุมชน หรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการนำองค์ความรู้และมรดกทางวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์ในอนาคต
การอนุรักษ์วัฒนธรรม คือเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย
สิ่งที่น่าสนใจในงานศึกษานี้ คือการเชื่อมโยงการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเข้ากับหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม และสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง
ตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประชาชนมีสิทธิในการเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในชีวิตทางวัฒนธรรม ขณะที่อนุสัญญาของยูเนสโกให้ความสำคัญกับบทบาทของชุมชน กลุ่มชน และบุคคลผู้สร้างสรรค์ ธำรงรักษา และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งเก่าให้คงอยู่ แต่ยังเป็นการเคารพศักดิ์ศรี อัตลักษณ์ และสิทธิของผู้คนที่มีชีวิตอยู่กับวัฒนธรรมนั้น
โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจเป็นผู้ครอบครององค์ความรู้สำคัญ แต่กลับมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกระบวนการของรัฐ
หากระบบทะเบียนเปิดโอกาสเฉพาะกลุ่มที่มีความพร้อมด้านเอกสาร ภาษา หรือความสัมพันธ์กับหน่วยงานราชการ มรดกของชุมชนขนาดเล็กหรือกลุ่มที่ขาดโอกาสก็อาจไม่ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม
การคุ้มครองวัฒนธรรมจึงต้องเริ่มต้นจากการคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นเจ้าของและผู้สืบทอดวัฒนธรรม ไม่ใช่เริ่มต้นและสิ้นสุดที่การรับรองโดยหน่วยงานของรัฐ
ทะเบียนวัฒนธรรมต้องเป็นข้อมูลที่มีชีวิต
อีกปัญหาหนึ่งที่งานศึกษาชี้ให้เห็น คือกระบวนการติดตามและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมมิใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง หากมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวตามบริบทของสังคมอยู่เสมอ การจัดทำทะเบียนเพียงครั้งเดียวแล้วเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลจึงไม่เพียงพอต่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
แม้ระเบียบของไทยจะกำหนดให้มีการปรับปรุงข้อมูลบางประเภททุกสามปี แต่งานศึกษาพบว่ายังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของชุมชนในการร่วมปรับปรุงข้อมูล
ในทางปฏิบัติ ชุมชนควรมีช่องทางเสนอข้อมูลใหม่ แจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือขอทบทวนข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบกำหนดระยะเวลาตามระบบราชการ
เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบทะเบียนออนไลน์ที่เปิดให้ชุมชนร่วมตรวจสอบข้อมูล การจัดทำฐานข้อมูลหลายภาษา หรือการใช้เทคโนโลยีแปลภาษาเพื่อช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลต้องมีขอบเขตที่เหมาะสม โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะของชุมชน หรือข้อมูลที่อาจกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ถือครองภูมิปัญญา
ระบบทะเบียนที่ดีจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับการเคารพสิทธิและข้อจำกัดทางวัฒนธรรมของชุมชน
จากการอนุรักษ์ สู่เศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมิได้มีคุณค่าเฉพาะด้านประวัติศาสตร์หรือจิตใจเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
องค์ความรู้ด้านหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น ศิลปะการแสดง และวิถีชีวิตชุมชน สามารถต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ หากดำเนินการอย่างเหมาะสมและเคารพต่อผู้สืบทอดภูมิปัญญา
ในด้านการศึกษา การนำองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้จะช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าใจรากเหง้าของตนเอง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเคารพต่อความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้งด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างงานที่มีคุณค่า การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิของประชาชน
แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อชุมชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้มรดกภูมิปัญญากลายเป็นเพียงสินค้าทางวัฒนธรรมที่บุคคลภายนอกนำไปสร้างรายได้ โดยชุมชนผู้สืบทอดกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม
ถึงเวลาปรับกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาไทย
ข้อเสนอสำคัญจากงานศึกษาคือ ประเทศไทยควรพัฒนาระเบียบหรือประกาศที่กำหนดกระบวนการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ชัดเจนและสอดคล้องกับหลักการขององค์การยูเนสโก
สาระสำคัญควรครอบคลุมการกำหนดมาตรฐานการขอความยินยอมจากชุมชน การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม การคุ้มครองข้อมูลและองค์ความรู้ที่มีข้อจำกัดในการเผยแพร่ ตลอดจนการพัฒนาระบบติดตามและปรับปรุงข้อมูลโดยชุมชนมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำหนดและควบคุมกระบวนการเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวก และสร้างหลักประกันให้ชุมชนสามารถดูแลรักษามรดกของตนเองได้อย่างมีศักยภาพ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขกฎหมายทั้งฉบับเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการปรับปรุงกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ก่อนพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพิ่มเติมหรือไม่
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับว่าชุมชนไม่ใช่เพียงผู้ให้ข้อมูลแก่รัฐ แต่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และควรมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาที่ตนสร้างสรรค์และสืบทอดมา
มรดกวัฒนธรรมจะยั่งยืนได้ เมื่อชุมชนมีสิทธิกำหนดอนาคต
ในที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไม่ควรวัดจากจำนวนรายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือจำนวนมรดกที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติเพียงอย่างเดียว
แต่ควรวัดจากการที่องค์ความรู้เหล่านั้นยังคงมีผู้สืบทอด ชุมชนยังคงมีความภาคภูมิใจ คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่า และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากมรดกของตนเองได้อย่างเป็นธรรม
เพราะวัฒนธรรมไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยเอกสารรับรองหรือประกาศของหน่วยงานรัฐ หากดำรงอยู่ด้วยผู้คนที่ยังคงปฏิบัติ เรียนรู้ ถ่ายทอด และสร้างสรรค์วัฒนธรรมนั้นในชีวิตประจำวัน
การจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจึงควรเป็นมากกว่าการรวบรวมรายชื่อสิ่งที่ควรอนุรักษ์ แต่ต้องเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ส่งเสริมความเสมอภาค และรับรองสิทธิทางวัฒนธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง
เพราะการรักษามรดกของชาติ มิใช่การทำให้รัฐเป็นเจ้าของวัฒนธรรม แต่คือการทำให้ประชาชนผู้สืบทอดวัฒนธรรมมีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของมรดกนั้น
และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่รัฐเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
บทความโดย:
สุวรรณา สมบัติรักษาสุข
----------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงและวิเคราะห์จากผลงานวิชาการของ ฐิตาสินี คำโสภา เรื่อง “ข้อพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในระดับชาติ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” โดยเพิ่มเติมข้อสังเกตเชิงนโยบายเพื่อการสื่อสารสาธารณะ มิใช่การถ่ายทอดความเห็นของผู้วิจัยทั้งหมดโดยตรง














Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา